ไป่เจ๋อไปเปลี่ยนเสื้อและกลับมานั่งให้ช่างแต่งหน้าลบเครื่องสำอางออกให้สีหน้าของช่างแต่งหน้าสาวดูจะเสียดายอยู่มาก
“วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วนะครับ”ไป่เจ๋อกล่าว
“พูดตามตรงนะพี่ล่ะเสียดายจริง ๆ อยากจะเรียนรู้จากเธอมากกว่านี้ต่ออีกสักหน่อย” ช่างแต่งหน้าสาวพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย
“พวกเรายังมีโอกาสได้พบกันอีกในอนาคตนะครับยังไงอยู่ในวงการนี้ต้องมีโอกาสได้พบกันอีกแน่” ไป่เจ๋อกล่าว
“ถึงตอนนั้นอย่าลืมพี่สาวล่ะ”ช่างแต่งหน้าสาวดูมีสีหน้าที่ดีขึ้นใช่แล้วสักวันเธออาจจะได้ร่วมงานกับไป่เจ๋ออีกก็เป็นได้
“ครับผมไม่มีทางลืมแน่ครับ” ไป่เจ๋อรับคำ เขาลุกขึ้นและกล่าวลาก่อนจะเดินออกจากห้องแต่งตัวไป
“น้องไป่เจ๋อจะกลับแล้วเหรอ” ลี่เอินที่ตอนนี้สติกลับมาเต็มร้อยแล้วเธอรีบเข้ามาทักไป่เจ๋อทันทีที่เขาเดินออกมาจากห้องแต่งตัว ตามมาด้วยโชอันผู้จัดการของเธอ
“ครับเดี๋ยวผมจะกลับกับพี่ชิงชิงน่ะครับ” ไป่เจ๋อส่งยิ้ม และหันไปที่ทางเข้าสตูดิโอเขาเห็นพนักงานส่งอาหารที่เพิ่งเดินเข้ามา
“พี่ๆ ครับผมสั่งอาหารมา ทานได้เลยนะครับ ผมมีการบ้านกับรายงานที่ต้องไปจัดการคงอยู่ทานด้วยไม่ได้ ขอตัวก่อนนะครับ” ไป่เจ๋อ ก้มตัวลงเป็นการขอโทษที่เขาไม่สามารถอยู่ร่วมทานมื้อกลางวันกับทุกคนได้
“จะกลับแล้วเหรอ”โม่เหยียนเดินเข้ามาหาไป่เจ๋อ
“ครับผู้กำกับผมกำลังจะไปบอกลาคุณพอดี” ไป่เจ๋อกล่าว
“ยังไงฉันก็ขอโทษเรื่องที่สบประมาทเธอด้วยก็แล้วกันเฮ้อ ฉันเจอพวกหน้าใหม่แย่ ๆ มาเยอะเลยทำให้มีอคติกับพวกหน้าใหม่น่ะอย่าถือสากันล่ะ” โม่เหยียนตบบ่าไป่เจ๋อ
“ผมเข้าใจครับหากมีคนทำให้งานของผมล่าช้า ผมก็ไม่พอใจเหมือนกันครับ” ไป่เจ๋อยิ้มก่อนจะลาทุกคนอีกครั้ง
ลานจอดรถ
ไป่เจ๋อขึ้นรถปรับเบาะนอนทันที เมิ่งชิงชิงชักจะเริ่มชินแล้วกับนิสัยนี้ของไป่เจ๋อเธอไม่พูดอะไร ได้แต่สตาร์ทรถและขับออกไปจากลานจอดรถของสตูดิโอ
ใช้เวลากว่า3 ชั่วโมง รถก็มาจอดหน้าอะพาร์ตเมนต์ของครอบครัวไป่เจ๋อเขาลงจากรถพร้อมกับกล่าวลาเมิ่งชิงชิง
เมื่อเมิ่งชิงชิงขับรถออกไปแล้วไป่เจ๋อจึงเดินไปที่ห้อง ไม่มีแสงไฟภายในห้องแสดงว่าตอนนี้พ่อกับแม่ของเขายังไม่กลับ ไป่เจ๋อไขประตูเข้าไปในห้องและหยิบโน๊ตบุคมาเปิดเพื่อเช็กอีเมลที่หัวหน้าห้องส่งมาให้ก่อนจะจำรายละเอียดทั้งหมด
จากนั้นมหกรรมปั่นงานอย่างบ้าคลั่งก็เริ่มต้นขึ้นยาวไปจนถึง5 โมงเย็น เขาถึงลุกขึ้นไปทำอาหารให้พ่อกับแม่ ระหว่างทำอาหารเขาเริ่มคิดที่จะหาความสามารถของเชฟมาให้ตนเองไว้ติดตัวบ้างแต่เขาไม่รู้จะไปพบคนเหล่านี้ได้ที่ไหนน่ะสิเพราะการใช้ใช้ลูกแก้วความทรงจำนั้นต้องใช้เวลาในการดูดซับประสบการณ์ของอีกฝ่ายพอสมควร
หลังเตรียมอาหารเสร็จไป่เจ๋อทำความสะอาดบ้านกับห้องครัวให้เรียบร้อย ก่อนจะกลับไปทำการบ้านกับรายงานต่อเพียงไม่นาน พ่อกับแม่ของเขาก็กลับมา
“อ้าวกลับมาแล้วเหรอลูก ยังไม่อาบน้ำอีกเหรอ”ไป่เหลียนฮวาถามเมื่อเห็นว่าลูกชายของเธอยังอยู่ในชุดทางการ
“โอ้ไอ้ลูกชาย หล่อเหมือนพ่อตอนหนุ่ม ๆ เลย” ไป่ชิงหยุนกล่าว
“คนหลงตัวเอง”ไป่เหลียนฮวาหรี่ตามองสามีด้วยความเอือมระอา
“แล้วคนหลงตัวเองคนนี้ชนะใจสาวคนนี้ได้ยังไงนะ” ไป่ชิงหยุนเชยคางไป่เหลียนฮวาขึ้นมาทำให้เธอเขินจนใช้มือตบไปที่หลังของไป่ชิงหยุนเสียงดัง [บึก]
“อ็อกแม่ยังมือหนักเหมือนเดิมเลยนะ” ไป่ชิงหยุนใช้มือลูบหลังที่โดนตบไปเมื่อครู่ทำให้ไป่เหลียนฮวาและไป่เจ๋ออดหัวเราะออกมาไม่ได้
หลังมื้อเย็นไป่เหลียนฮวาจัดการล้างจานชามเก็บเข้าที่ ตอนแรกไป่เจ๋อจะเข้าช่วยแต่ก็ถูกไป่เหลียนฮวาห้ามเอาไว้
ไป่เจ๋อนั่งจัดการรายงานและอ่านทบทวนบทเรียนจนถึงช่วง3 ทุ่ม จึงไปอาบน้ำ และเขียนนิยายที่หยุดเขียนไปนานจนถึง 5 ทุ่ม ถึงจะเข้านอน
เช้าวันศุกร์ไป่เจ๋อตื่นขึ้นมาตอนตี 3 เขาเริ่มบ่มเพาะพลังปราณการขึ้นสู่ระดับนภานั้นค่อนข้างยาก ยิ่งผู้ฝึกตนบนโลกนี้การสำเร็จปราณนภาได้ก็ถือว่าเป็นคนมีหน้ามีตาในยุทธภพแล้วซึ่งเรื่องนี้เขาได้ข้อมูลมาจากแม่เฒ่าหลี่
แต่สิ่งที่ยุทธภพของโลกนี้ยังคงมีเหมือนกับต้าเซียนก็คือกลุ่มอำนาจใหญ่อย่างตำหนักเทพและ 8 สำนักใหญ่ ซึ่งคนของตำหนักเทพนั้นส่วนใหญ่จะมีระดับปราณจักรพรรดิโดยเจ้าตำหนักทั้ง 5 แห่ง มี 4 คนระดับปราณจักรพรรดิขั้น 9 และ 1คนระดับปราณจักรพรรดิขั้น 10ส่วนอดีตเจ้าตำหนักนั้นหลังจากลงจากตำแหน่งก็ไปฝึกยังสถานที่แห่งหนึ่งและหายตัวไปกันหมด ไม่มีใครกลับมาแม้แต่คนเดียว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีผู้ใดสำเร็จขั้นลมปราณราชันย์ทรราชแม้แต่คนเดียวไป่เจ๋อคิดว่าเป็นเพราะที่นี่สมุนไพรลมปราณนั้นหายากมาก สัตว์อสูรไม่มีพลังปราณเบาบางและสกปรกของโลกนี้โดยเฉพาะพลังปราณนั้นส่งผลต่อการเกิดและเจริญเติบโตของสมุนไพรลมปราณ
ไป่เจ๋อฝึกปราณจนถึงตี4 เขาถึงลุกไปทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน อาบน้ำ และแต่งตัวเตรียมจะไปโรงเรียน
วันนี้เขาใส่ชุดนักเรียนที่เมิ่งเจี่ยตัดให้เนื้อผ้านั้นแตกต่างกับชุดนักเรียนเก่าของเขาอย่างสิ้นเชิง มันใส่สบายและระบายอากาศได้ดีกว่า ไป่เจ๋อจัดแต่งทรงผมเล็กน้อยก่อนออกจากห้อง
ระหว่างเดินไปโรงเรียนไป่เจ๋อที่ปรับทรงผมและการแต่งตัวก็ตกเป็นเป้าสายตาอย่างง่ายดายโดยเฉพาะเด็กสาววัยรุ่นแต่ก็มีบางคนที่รู้จักไป่เจ๋อเริ่มสนทนากันถึงการเปลี่ยนแปลงนี้
“นั่นใครน่ะดาราเหรอ”
“นั่นมันชุดนักเรียนของโรงเรียนมัธยมต้นแถวนี้นี่”
“เอ๋เด็กมัธยมต้นตัวสูงขนาดนี้เลยเหรอ”
“นั่นมันไป่เจ๋อลูกของคุณไป่ ไม่ใช่เหรอ”
“เอ๋ไป่เจ๋อเหรอ ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้า เปลี่ยนไปมากเลย โตเป็นหนุ่มแล้วสินะ”
“แต่ก่อนผอมมากเลยตอนนี้ดูล่ำขึ้นอย่างกับนายแบบเลย”
“ได้ข่าวว่าได้งานดีๆ ทำน่ะ”
ไป่เจ๋อทักทายคนรู้จักกับคนที่เคยจ้างเขาทำงาน ซึ่งมีหลายคนแปลกใจที่มีเด็กหนุ่มหน้าตาดีมาทักทายพอรู้ว่าเป็นไป่เจ๋อ พวกเขาต่างชมว่าไป่เจ๋อดูดีขึ้นมากจนจำไม่ได้
ไป่เจ๋อใช้เวลาสักพักกว่าจะมาถึงที่โรงเรียนเพราะวันนี้เขาเลือกที่จะเดินมาตามปกติ ไม่ได้ใช้วิชาตัวเบาเขานั่งลงที่โต๊ะใต้ต้นไม้ข้างอาคารเรียน ก่อนจะนั่งเขียนนิยายของเขาต่อ
เด็กนักเรียนเริ่มทะยอยกันมาถึงที่โรงเรียนไม่นานพวกเขาก็สะดุดตาเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะใต้ต้นไม้ไม่มีใครจำไป่เจ๋อได้สักคน พวกเขาพูดคุยกันเกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนนี้ ขณะที่พวกเด็กสาวต่างก็ยืนมองไม่กล้าเข้าไปทัก จนกระทั่งมีเด็กหนุ่มผมสีแดงดวงตาสีแดงเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มคนนั้น
“ว่าไงไป่เจ๋อนายมานานรึยัง” มู่ซื่อเฉิงโบกมือทักทาย
นั่นทำให้เกิดเสียง“เอ๋” ขึ้นมาพร้อมกัน เพราะภาพไป่เจ๋อในความทรงจำของพวกนักเรียนก็คือเด็กผู้ชายผมเผ้ารุงรังตัวผม ชุดนักเรียนเก่า ๆ โทรม ๆซึ่งแทบจะตรงข้ามกับไป่เจ๋อที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาราวกับหน้ามือกับหลังเล็บขบ
“นั่นไป่เจ๋อเหรอ”
“เห็นว่าไม่มาโรงเรียนตั้งแต่วันที่พวกต้าถงพ้นโทษพักการเรียนน่ะ”
“ใช่ไป่เจ๋อจริงๆ เหรอ เขาดูเปลี่ยนไปมาก”
“เขาหล่อมากที่ผ่านมาทำไมพวกเราถึงมองข้ามเขาไปเนี่ย”
ไป่เจ๋อเดินไปคุยไปกับมู่ซื่อเฉิงจนถึงห้องเรียนตอนนี้ในห้องยังไม่ค่อยมีคนมากนัก ส่วนต้าถงกับพวกยังมาไม่ถึงห้องเรียนทำให้ทุกคนในห้องยังคงทักทายไป่เจ๋อตามปกติ
“หัวหน้าห้องขอบคุณสำหรับอีเมลนะ” ไป่เจ๋อหันไปยกมือไหว้ขอบคุณหัวหน้าห้อง
“ไม่เป็นไรว่าแต่นายจะจัดการเรื่องต้าถงกับพวกยังไงเหรอ” หัวหน้าห้องถาม เพื่อน ๆในห้องเองก็เช่นกัน พวกเขาอยากรู้ว่าไป่เจ๋อจะจัดการพวกต้าถงยังไง
ไป่เจ๋อยิ้มก่อนจะขอตัวไปนั่งที่โดยไม่ได้พูดอะไร จนอีก 10 นาทีโฮมรูมกำลังจะเริ่มพวกต้าถงก็เปิดประตูห้องเข้ามาอย่างรุนแรง
“ไป่เจ๋อมาแล้วสินะ” ต้าถงตะโกนขึ้นก่อนที่จะกวาดสายตามองรอบห้องเขาแปลกใจเมื่อเห็นที่โต๊ะของไป่เจ๋อมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งเขียนอะไรบางอย่างลงสมุดอยู่เขาจึงหันมาหาหัวหน้าห้องเพื่อต้องการคำอธิบาย
“หัวหน้าห้องหมอนั่นคือไป่เจ๋อใช่ไหม” ต้าถงถาม
“ชะ...ใช่นั่นคือไป่เจ๋อ ต้าถง พวกเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน อย่าทะเลาะกันเลยนะ ว๊าย”หัวหน้าห้องทำใจดีสู้เสือพยายามพูดเกลี้ยกล่อมแต่ก็ต้องตกใจเมื่อต้าถงเตะมาที่โต๊ะของเธออย่างแรง จนโต๊ะไปกระแทกโต๊ะข้าง ๆ
“มันไม่ใช่ธุระของเธออย่ามายุ่ง ไม่งั้นเธอจะโดนด้วย” ต้าถงตะโกนขู่ พร้อมชี้หน้าหัวหน้าห้อง
“นายไม่ควรไปหาเรื่องผู้หญิงแบบนั้นนะต้าถง ถ้ามีธุระอะไรก็รีบพูดมา คาบโฮมรูมจะเริ่มแล้ว” ไป่เจ๋อปิดสมุดโน๊ตของเขาลงแล้วเดินมาประจันหน้ากับต้าถง ถึงจะผ่านมาไม่กี่สัปดาห์ตอนนี้ร่างกายของไป่เจ๋อพัฒนาขึ้นจนสูงกว่าต้าถงมาก เมื่อเขามองลงมาที่ต้าถงทำให้ต้าถงรู้สึกหงุดหงิด
“บัดซบแกคิดจะใช้ความสูงข่มฉันงั้นเหรอ” ต้าถงตอนนี้เหมือนภูเขาไฟที่กำลังระเบิดและไป่เจ๋อทำตัวราวกับแผ่นดินไหวที่กระตุ้นให้มันปะทุขึ้น
“ที่นี่เป็นโรงเรียนเรื่องชกต่อยไม่ใช่หน้าที่ของพวกเรา นายกับฉันกำลังจะขึ้นมัธยมปลายนายควรรู้จักคำว่าอ่อนน้อมถ่อมตนได้แล้ว เพราะในสังคมผู้ใหญ่ เหนือฟ้ายังมีฟ้านายคิดว่านายมีอำนาจ แต่คนที่ใหญ่กว่านายยังมีอีกเยอะ ดูอย่างอี้หานเขาเหนือกว่านายในทุกด้าน ทั้งฐานะ การเรียนและยังมีอำนาจของพ่อเขาที่มีในเมืองนี้อีก นายสู้เขาไม่ได้ นายต้องขยันเรียนและหางานดี ๆ ทำ สร้างฐานะกับอำนาจของนายขึ้นมาเองที่ฉันพูดคิดว่าสักวันนายคงจะเข้าใจ” ไป่เจ๋อมองต้าถงพร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารเบา ๆ เพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย
แต่พลังก็มากพอที่จะทำให้ต้าถงกับพวกแขนขาอ่อนแรงทรุดตัวลง พร้อมกับเป้ากางเกงที่เริ่มเปียกชุ่มไปด้วยปัสสาวะบางคนถึงกับอุจจาระราด จนเพื่อนในห้องถึงกับเอามือมาปิดจมูกและสงสัยว่าทำไมพวกต้าถงถึงกลัวไป่เจ๋อขนาดนั้น
ไป่เจ๋อเลิกสนใจพวกต้าถงและเดินกลับไปที่โต๊ะส่วนพวกต้าถงที่เริ่มได้สติก็รีบวิ่งออกไปจากห้องด้วยความอับอาย
จนถึงช่วงพักกลางวันก็ไม่มีใครเห็นพวกต้าถงอีกเลยดังนั้นตอนพักกลางวันเรื่องของพวกต้าถงก็กระจายไปทั่วโรงเรียนอย่างรวดเร็ว
“ไป่เจ๋อนายสุดยอดเลย นายแค่มองพวกนั้น พวกนั้นก็กลัวจนฉี่ราดแล้ว สอนบ้างดิ” มู่ซื่อเฉิงเดินเข้ามากอดคอไป่เจ๋อทันทีหลังจากหมดคาบ
“ความสามารถเฉพาะตัวน่ะ”ไป่เจ๋อยิ้ม
“โหยหวงวิชานะนายน่ะ” มู่ซื่อเฉิงบ่นอุบอิบ
การเรียนจบลงโดยที่พวกต้าถงไม่กลับเข้ามาในห้องเรียนอีกเลยไป่เจ๋อไม่ได้สนใจพวกต้าถงอยู่แล้ว เขาจึงเก็บของกลับบ้าน และแยกกับมู่ซื่อเฉิงที่หน้าโรงเรียน
ไป่เจ๋อเดินผ่านตรอกที่แต่ก่อนเขามักใช้“ท่องดารา” มาลงตรงนี้เป็นประจำ แต่วันนี้เขากลับพบว่าตรอกที่ไร้ผู้คนตอนนี้กลับมีคนอยู่ภายในตรอก
“หึพวกแกทำฉันเสียเวลาจริง ๆ” มีเสียงดังมาจากในตรอกไป่เจ๋อเพ่งมองจนเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางร่างของพวกต้าถงที่นอนกองอยู่กับพื้นสภาพของทุกคนแค่ดูก็รู้ว่าบาดเจ็บสาหัส และคนที่สาหัสสุดคือต้าถงเสื้อผ้าของต้าถงถูกย้อมเป็นสีแดงชาดด้วยเลือด นอนหายใจรวยรินโดยมีเท้าของชายคนนั้นเหยียบอยู่ที่หัว ไป่เจ๋อตัดสินใจที่จะสอดมือเข้าไปยุ่งหลังตรวจสอบพลังปราณของอีกฝ่ายแล้ว
“โอ๊ะโอ๋เพื่อนของแกเหรอไอ้สวะ”ชายคนนั้นก้มมองต้าถงและถามขึ้นเมื่อเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในตรอกก่อนจะยกเท้าเตรียมจะกระทืบลงไปอีกครั้ง
ถึงต้าถงอยากจะพูดแต่เขาก็พูดออกมาไม่ได้ เขาบาดเจ็บจนใกล้จะหมดลมหายใจอยู่แล้วเขาย้อนนึกถึงเหตุการณ์หลังจากที่พวกเขาออกมาจากห้องเรียนพวกเขาทำการซักกางเกงกับกางเกงใน และรอให้มันแห้งแต่ก็กินเวลาจนถึงคาบเรียนสุดท้าย พวกเขาจึงตัดสินใจปีนกำแพงโรงเรียนออกมาแล้วมาสูบบุหรี่กันที่ตรอกนี้
เมื่อมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในตรอกด้วยความที่กำลังหงุดหงิด พวกเขาจึงได้เข้าไปหาเรื่องชายคนนั้น ผลก็อย่างที่เห็นพวกเขาถูกอัดจนน่วมแต่สิ่งที่เขาไม่คิดคือไป่เจ๋อที่เห็นพวกเขาอยู่ในสภาพนี้จะกล้าเดินเข้ามาโดยไม่กลัวชายคนที่เหยียบหัวเขาอยู่
“พวกเขาเป็นร่วมชั้นของผมหากพวกเขารบกวนคุณ ผมต้องขอโทษแทนพวกเขาด้วย” ไป่เจ๋อพูดอย่างสุภาพ เขาพบว่าชายตรงหน้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปราณจิตสาเหตุที่พวกต้าถงยังมีชีวิตอยู่ เพราะคน ๆ นี้ไม่ได้ต้องการฆ่าแต่แค่ต้องการสั่งสอนเท่านั้น
“พวกแกมีเพื่อนที่พูดจาเข้าหูดีแต่ว่าฉันยังไม่หายหงุดหงิดเลย หากจะให้ฉันปล่อยพวกนี้ไปแกต้องมาเป็นกระสอบทรายให้ฉันแทนพวกมัน” ชายคนนั้นกล่าว
“ก็ได้ครับแต่ผมเป็นกระสอบทรายที่ค่อนข้างจะแข็งไปหน่อยสำหรับคุณนะครับ” ไป่เจ๋อยิ้มเขายกมือสองข้างขึ้นเตรียมใช้ [สงบดุจโพธิสัตว์]
“ท่าทางแบบนั้นแกจะยอมแพ้งั้นเหรอไอ้หนู” ชายคนนั้นดูแปลกใจกับการตั้งท่าของไป่เจ๋อเขาจึงลองชกหลอก ๆ ดู ก็พบว่าไป่เจ๋อยังคงยืนนิ่งไม่ยอมหลบหมัดของเขาครั้งต่อไปเขาจึงต่อยเข้าไปที่หน้าของไป่เจ๋อ
กรอบเสียงกระดูกนิ้วมือหักดังออกมาจากหมัดของชายคนนั้น
“อ๊ากกก”ชายคนนั้นใช้มืออีกข้างจับที่ข้อมือที่ต่อยไป่เจ๋อ กระดูกนิ้วมือของเขาหักมีบางส่วนทิ่มออกมาให้เห็น ส่วนไป่เจ๋อที่รับหมัดเข้าไปเต็ม ๆ ยังคงยืนเฉยไร้รอยขีดข่วน
“ว่ายังไงครับอยากจะใช้ผมเป็นกระสอบทรายอีกไหม” ไป่เจ๋อก้าวเท้าเข้ามาหาชายคนนั้นอีกฝ่ายถอยหลังไปทุกครั้งที่ไป่เจ๋อก้าวเข้ามาหาตน
“อาท่านผู้เยี่ยมยุทธ์ โปรดให้อภัยกระผมที่ล่วงเกินท่านกับเพื่อน ๆ ของท่านด้วย”ชายคนนั้นฝืนความเจ็บปวด ประสานมือเข้าด้วยการและทำการโค้งคำนับไป่เจ๋อ
“เรื่องนี้ผมทราบดีเพื่อนร่วมชั้นของผมหาเรื่องคุณก่อน ผมถือว่าคุณทำเพื่อป้องกันตัว ไปเถอะครับถือว่าเราไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน” ไป่เจ๋อกล่าวอย่างสุภาพชายคนนั้นคำนับไป่เจ๋ออีกครั้ง ก่อนจะกระโดดหายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนไป่เจ๋อนั้นเดินมาทางต้าถง
“นายยังมีสติอยู่สินะต้าถงนอนนิ่ง ๆ เดี๋ยวฉันช่วยนายเอง” ไป่เจ๋อใช้ปราณตรวจสภาพร่างกายของต้าถงก่อนจะหยิบโอสถมาป้อนใส่ปากต้าถง
“กลืนลงไป”ไป่เจ๋อบอกต้าถง
ต้าถงทำตามอย่างว่าง่ายจากนั้นไป่เจ๋อทำการวาดอักขระลมปราณ “ประสาน” กับ “ฟื้นตัว” ไว้ที่ตัวต้าถงตามด้วยใช้ปราณกระตุ้นโอสถที่อยู่ในท้องต้าถง แล้วไปดูอาการให้คนอื่นต่อ
ใช้เวลากว่า1 ชั่วโมง อาการของต้าถงกับพวกก็ดีขึ้นมากเหลือเพียงอาการปวดตามตัวเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ต้าถงกับพวกที่เริ่มฟื้นตัวรู้สึกตกใจมากที่ไป่เจ๋อสามารถรักษาพวกเขาที่อาการปางตายให้หายได้ในเวลาไม่นานนั่นทำให้พวกเขารู้สึกละอาย และสำนึกในสิ่งที่เคยทำกับไป่เจ๋อ
“ไป่เจ๋อพวกเราขอบใจนายที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้และขอโทษกับสิ่งที่พวกเราเคยทำกับนายก่อนหน้านี้” ต้าถงกระอักกระอ่วนตอนนี้เขารู้สึกผิดต่อไป่เจ๋อจนไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย แต่เขากลับต้องแปลกใจเมื่อไป่เจ๋อเข้ามาจับบ่าของต้าถง
“แค่นายคิดได้ก็ดีแล้วต้าถงที่จริงนายกับพวกของนายมีร่างกายที่แข็งแรงทำไมไม่ลองตั้งเป้าเป็นนักกีฬามืออาชีพดูล่ะ” ไป่เจ๋อกล่าวแนะนำ
“ได้ฉันจะลองเก็บไปคิดดู ตั้งแต่นี้ไปฉันต้าถงคนนี้ถือว่าได้เกิดใหม่แล้วฉันคนนี้จะค้นหาเป้าหมายของตัวเอง และทำมันให้สำเร็จไป่เจ๋อหากมีปัญหาอะไรฉันมาปรึกษานายได้รึเปล่า” ต้าถงถาม
“ยินดีเสมอนายเอาเบอร์ของฉันไป แต่ช่วงไหนที่ฉันยุ่ง นายสามารถขอคำปรึกษากับหัวหน้าห้องได้เธอเป็นคนฉลาด” ไป่เจ๋อตอบ ก่อนจะขอตัวกลับบ้านส่วนพวกต้าถงก็แยกย้ายกันกลับบ้านเช่นกัน นับว่าวันนี้พวกเขาได้รับบทเรียนอันมีค่าและได้เห็นถึงคุณค่าของชีวิตตนเป็นครั้งแรก