หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    เล่มที่ 2 บทที่ 45 โม่ไป๋โหยว โม่ชิงเย่ และโม่หงเหลียน

            บทที่ 45 โม่ไป๋โหยว โม่ชิงเย่ และโม่หงเหลียน

            “ปัง!”

            เมื่อหลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวเข้าร่วมการต่อสู้สถานการณ์ในสนามรบก็พลิกกลับในทันที

            หญิงสาวอีกคนที่กำลังพัวพันอยู่กับคู่ต่อสู้อุทานด้วยความตื่นเต้นว่า

            “พี่อิงหลัว!”

            ในขณะนี้ใบหน้าของชายหนุ่มที่คอยขัดขวางหญิงสาวเปลี่ยนไปเล็กน้อยชายคนนี้เป็นมังกรตาเดียว (มีดวงตาข้างเดียว) ที่มีท่าทางดุร้ายเขาคิดว่าเขาจะสามารถหยิบฉวยน้ำค้างหยกหอมในบริเวณนี้ด้วยความโชคดี แต่จู่ๆเขาก็ถูกสตรีที่ทรงพลังขัดขวางโดยไม่คาดคิด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามพวกเขาทั้งสามย่อมสามารถใช้ประโยชน์จากจำนวนที่เหนือกว่าเอาชนะสตรีเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน

            ทว่าสิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดคือมียอดฝีมืออีกสองคนปรากฏขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดและเห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งสองกลุ่มรู้จักกันเป็นอย่างดีด้วย

            นี่เป็นความโชคร้ายของชายหนุ่มทั้งสามอย่างแท้จริง

            “เป็ดต้มสุกแล้วยังบินหนีไปได้ช่างโชคร้ายจริงๆ ไปกันเถอะ!”

            มังกรตาเดียวระเบิดพลังเพื่อผลักหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าให้ถอยกลับจากนั้นเขาก็หันหลังและพุ่งออกจากสนามรบอย่างรวดเร็ว

            เมื่อชายหนุ่มอีกสองคนได้ยินเสียงตะโกนของมังกรตาเดียวพวกเขาก็ระเบิดพลังเพื่อโจมตีหญิงสาวอีกคนและหันหลังหลบหนีจากไปเช่นกัน

            ทันใดนั้นหญิงสาวทั้งสองก็หันไปมองชายหนุ่มชุดดำผู้ยืนอยู่ต่อหน้าหญิงสาวที่กำลังทำสมาธิหนึ่งในนั้นตะโกนขึ้นด้วยความฉุนเฉียวทันที

            “เจ้าเป็นใคร ออกไปให้พ้น!”

            เย่อู๋เชวียรู้สึกอายเล็กน้อยกับคำพูดของหญิงสาวเขาแค่ยืนอยู่ตรงนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ชายหนุ่มทั้งสามลอบโจมตีหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังเท่านั้น

            หลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวรีบไปยืนอยู่ข้างเย่อู๋เชวียอย่างรวดเร็วจากนั้นหลินอิงหลัวก็พยักหน้าเป็นเชิงขอโทษต่อเย่อู๋เชวีย

            เย่อู๋เชวียยิ้มและกะพริบตาเพื่อเป็นการยืนยันว่าเขาไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้

            “ฮัม”

            ในขณะนี้ร่างกายของหญิงสาวที่นั่งสมาธิบนหินแปลกๆ ก็เต็มไปด้วยความผันผวนที่รุนแรงและปราณสีแดงที่ลุกเป็นไฟก็เข้าปกคลุมร่างกายของนางอย่างรวดเร็ว

            เย่อู๋เชวียขมวดคิ้วเล็กน้อยเขาตระหนักได้ว่าถึงความผันผวนในร่างกายของหญิงสาวจะดูแข็งแกร่งแต่ดูเหมือนว่ามันยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้นางทะลวงอาณาจักรบ่มเพาะต่อไปได้และตอนนี้หญิงสาวกำลังรวบรวมพลังปราณทั้งหมดเพื่อทำการผลักดันตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

            “ครืน”

            กลิ่นหอมที่เข้มข้นถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของหญิงสาวและมีคลื่นจางๆที่ทำให้จิตใจของทุกคนสั่นสะท้าน

            “นางจะล้มเหลวนี่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง!”

            เย่อู๋เชวียกระซิบเบาๆเพียงให้ได้ยินเฉพาะคนในกลุ่มของเขาเท่านั้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของหลินอิงหลัวก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

            ในความเป็นจริงเย่อู๋เชวียเพียงกระซิบเบาๆเท่านั้น แต่คำพูดของเขายังคงได้ยินไปถึงหูของหญิงสาวผู้ดุร้ายในตอนนี้ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและพร้อมที่จะกระโจนเข้าต่อสู้กับเขาในทันที!

            อย่างไรก็ตามเย่อู๋เชวียกลับมองว่าท่าทางของหญิงสาวเจ้าอารมณ์ค่อนข้างน่ารักและไร้เดียงสาดังนั้นเขาจึงไม่ได้นำเรื่องนี้มาใส่ใจ

            “ครืน…”

            กลิ่นอายนี้ทำให้ทุกคนหวาดหวั่นมากขึ้นเรื่อยๆร่างหญิงสาวที่นั่งสมาธิอยู่บนหินประหลาดก็สั่นสะท้านไปทั้งตัวจากนั้นปราณสีแดงเพลิงที่เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงก็ค่อยๆกลับมาสงบและหายสาบสูญไปอย่างรวดเร็ว

            หญิงสาวคนนี้มีเส้นผมสีดำที่มัดเป็นมวยใบหน้าของนางงดงามราวกับลูกท้อสวรรค์ นางมีผิวขาวรูปร่างบอบบางคิ้วโก่งและมีดวงตาสดใส

            ขณะที่หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นสายตาของนางก็จับจ้องไปยังเย่อู๋เชวียและคนอื่นๆ ด้วยความสงสัยทันที

            “พี่ใหญ่ตื่นแล้วพวกเราเป็นห่วงแทบตาย!”

            เมื่อเห็นหญิงสาวที่กำลังนั่งสมาธิลืมตาขึ้นหญิงสาวผู้บอบบางและเจ้าอารมณ์ก็วิ่งเข้าไปกอดนางทันที

            หงเหลียนลูบเส้นผมน้องสาวของตัวเองด้วยรอยยิ้มจากนั้นนางก็หันไปมองหลินอิงหลัวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย!

            “อิงหลัวเป็นเจ้าจริงๆ เยี่ยมมากข้ารู้อยู่แล้วว่าต้องพบเจ้าในสมรภูมิร้อยเมือง”

            หงเหลียนรีบลุกขึ้นจากก้อนหินประหลาดและเดินไปข้างหน้าเพื่อจับมือของหลินอิงหลัวด้วยรอยยิ้ม

            “พี่หงเหลียนอิงหลัวก็ยินดีที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง”

            หลินอิงหลัวยังมีรอยยิ้มสดใสฉาบอยู่บนใบหน้าและความเย็นชาในดวงตาของนางก็เปลี่ยนเป็นความอบอุ่นไปแล้ว

            “ไป๋โหยวก็คิดถึงเจ้าเช่นกันพี่อิงหลัวฮิๆ ข้าโม่ไป๋โหยวขอกอดเจ้าอีกสักครั้ง!”

            หญิงสาวที่บอบบางและเจ้าอารมณ์วิ่งเข้ามากอดหลินอิงหลัวพร้อมกับเสียงหัวเราะที่อ่อนหวาน

            ในเวลาเดียวกันหญิงสาวคนสุดท้ายก็เดินเข้ามาแสดงความขอบคุณต่อหลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวอย่างจริงใจ

            จากนั้นหญิงสาวทั้งสี่คนก็เริ่มสนทนากันในเรื่องส่วนตัวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะเป็นบางครั้งคล้ายกับลืมเย่อู๋เชวียและซือหม่าอ๋าวไปโดยสิ้นเชิง

            เย่อู๋เชวียและซือหม่าอ๋าวมองหน้ากันด้วยความลำบากใจเล็กน้อยในตอนนี้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นส่วนเกินไปซะแล้ว

            ด้วยความเป็นพี่ใหญ่หญิงสาวที่ชื่อหงเหลียนจึงมีจิตใจรอบคอบมากที่สุดเมื่อสังเกตท่าทางของชายหนุ่มทั้งสองนางก็ขัดจังหวะการสนทนาก่อนจะจับมือของหลินอิงหลัวและกล่าวด้วยรอยยิ้มที่นุ่มนวล

            “อิงหลัวสุภาพบุรุษทั้งสองท่านนี้จะต้องเป็นอัจฉริยะอีกสองคนของเมืองหลงกวงใช่ไหม? ทำไมเจ้าไม่แนะนำให้เราพี่น้องรู้จักพวกเขา?”

            เมื่อได้ยินสิ่งที่หงเหลียนกล่าวใบหน้าของหลินอิงหลัวก็มีความอับอายเล็กน้อย จากนั้นนางชี้ไปที่ซือหม่าอ๋าวและกล่าวว่า“นี่คือซือหม่าอ๋าว”

            “ยินดีที่ได้พบพี่ซือหม่าโม่ไป๋โหยวขอบคุณพี่ซือหม่าสำหรับความช่วยเหลือในวันนี้!”

            ก่อนที่หลินอิงหลัวจะพูดจบหญิงสาวเจ้าอารมณ์ซึ่งเป็นน้องเล็กสุดก็รีบแสดงความเคารพต่อซือหม่าอ๋าวด้วยรอยยิ้ม

            “สหายของหลินอิงหลัวก็คือสหายของข้าซือหม่าอ๋าวเช่นกันเหตุการณ์ก่อนหน้านี้พวกเราเพียงทำตามหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น คุณหนูทั้งสามอย่าใส่ใจเลย”

            ซือหม่าอ๋าวโค้งคำนับให้หญิงสาวทั้งสามด้วยรอยยิ้มสง่างาม

            จากนั้นหลินอิงหลัวก็ชี้ไปที่เย่อู๋เชวียและกล่าวว่า“คนนี้เย่อู๋เชวีย”

            โม่ชิงเย่และโม่ไป๋โหยวมีสีหน้าเรียบเฉยเมื่อได้ยินชื่อเย่อู๋เชวียท่าทางของพวกนางแตกต่างจากตอนที่พบกับซือหม่าอ๋าวโดยสิ้นเชิง

            ……….