ณ พระราชวังในพิภพวิญญาณอันเงียบสงัดดุจห้วงสมุทรที่ไร้คลื่นลม เสาหินคริสตัลเรียงรายทอประกายแสงอำไพ ประหนึ่งแสงจันทร์สาดส่องในยามราตรี
ร่างเล็กกระจิดริดของ เจ้าวายุ ที่แปลงกายเป็น ยุงจิ๋ว ล่องลอยเข้าไปในห้องบรรทมของ เจ้าสมุทร องค์ชายใหญ่แห่งพิภพภูติ ผู้ครอบครองพลังแห่งห้วงน้ำและมหาสมุทรอันไร้ขอบเขต
เขาร่อนลงเบาๆ บนหน้าผากขององค์ชายใหญ่ผู้เป็นพี่ชาย สัมผัสอันเย็นวาบดุจลมหนาวเฉียดปลายจมูก ทำให้เจ้าสมุทรนิ่วหน้าเล็กน้อย ทว่าก็ยังคงหลับสนิทอยู่
เจ้าวายุเจาะสอดเข็มดูดเลือดของยุงน้อยผ่านผิวหนังหน้าผากผู้เป็นพี่ชาย แล้วค่อยๆใช้กระแสปราณสอดส่องในเรือนกาย เพื่อตรวจสอบพลังอันลึกลับขององค์ชายใหญ่… เพียงเสี้ยวลมหายใจ เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลที่พลุ่งพล่านประหนึ่งคลื่นทะเลอันเชี่ยวกราก
“พรหมเทพ ระดับเก้าสิบ…” เขารำพึงขึ้นมาในใจ แต่กลับมิได้แสดงอาการหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย เจ้าวายุรีบโบยบินออกจากห้องบรรทม ผ่านโถงยาวทอดลึกที่สว่างด้วยแสงหิ่งห้อยสีฟ้าเรืองรอง ระยิบระยับลอยไปทั่วราวกับอยู่ใต้มหาสมุทรโบราณที่กาลเวลาไม่อาจแตะต้องได้
ทุกห้องที่เจ้าวายุแอบบินผ่าน ล้วนเต็มไปด้วยศิษย์และผู้ติดตามของเจ้าสมุทร หลายคนอยู่ในขั้น เทพราชัน กำลังนั่งสมาธิ ขับปราณอันซับซ้อน ราวคลื่นทะเลซัดสาดเข้ากระทบชายฝั่ง พลังเหล่านี้ล้วนได้รับการสั่งสอนโดยตรงจากองค์ชายใหญ่ แม้จะทรงพลังยิ่งนัก ทว่าพวกนี้ยังอยู่เพียงขั้นเทพราชันเท่านั้น ทำให้เขาพอจะโล่งใจอยู่บ้าง
ทว่าความโล่งใจนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน
ตึก… ตึก… ตึก…
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังใกล้เข้ามา พร้อมพลังปราณตรวจจับแผ่กระจายออกมา ทหารยามกลุ่มนึงกำลังเดินมาทางนี้ พลังปราณตรวจจับแผ่ซ่านจนบรรยากาศพลันอึดอัดจากคลื่นอากาศกดทับ โถงทางเดินสั่นสะเทือนด้วยแรงอำนาจที่ดุดัน
เจ้าวายุในร่างยุงตัวน้อยจ้องมองนัยน์ตาเป็นประกาย เขารีบมุดตัวเข้าไปในรอยแตกของกำแพงน้ำแข็ง แอบซ่อนกายเล็กจิ๋วไว้ท่ามกลางเงามืด
เงาทหารลาดตระเวนห้านายก้าวผ่านไปช้าๆ พลังปราณจากกายของพวกเขาหนักหน่วงราวเกราะเหล็ก หากแม้เพียงละอองพลังสัมผัสได้ว่ามีผู้บุกรุก สัญญาณเตือนภัยคงก็จะดังก้องขึ้นมาทันที และความยุ่งยากอันเกินการคาดเดาก็จะตามมา
โชคดีที่ข้ายังอยู่ในร่างยุง… วายุคิดพลางสูดลมหายใจลึก สะกดกลั้นพลังมิให้เล็ดรอดออกไป
เมื่อเงาทหารลับสายตา เขาจึงรีบโบยบินพุ่งขึ้นสูง ฉับพลันเจ้ายุงตัวเล็กก็หายวับไป ละทิ้งพระราชวังอันน่าอึดอัดและชวนขนลุกนี้ไว้เบื้องหลัง
ณ พระราชวังน้ำแข็งใต้ท้องทะเลมรกต เทพีน้ำค้างเหมันต์และเทพฟ้าดิน กำลังเดินปราณอยู่ท่ามกลางโถงฝึกที่เยือกเย็น ทันใดนั้น ร่างของ เจ้าวายุ ปรากฏขึ้นอย่างเร่งรีบ รัศมีปราณรอบกายเขาสั่นไหวราวกับพายุที่เพิ่งคลายตัว
เทพีทั้งสองชะงัก พลันหันสายตามองผู้มาเยือน ความเคร่งเครียดฉายชัดในแววตา
เจ้าวายุค้อมกายรายงาน เสียงของเขาหนักแน่นแต่เจือด้วยความกังวล “พี่ได้ตรวจพบข่าวสำคัญ… เจ้าสมุทร บัดนี้ก้าวเข้าสู่ ขั้นพรหมเทพ ระดับเก้าสิบ แล้ว ส่วนศิษย์ที่ติดตาม แม้เพียงระดับเทพราชัน แต่กลับมีฝีมือที่ไม่อาจประมาทได้เลย”
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งโถง หยดน้ำแข็งบนเพดานร่วงกระทบพื้นเป็นเสียงแผ่วเบา เทพีน้ำค้างเหมันต์หลับตาลงชั่วขณะ ก่อนลืมตาขึ้นด้วยประกายแข็งกร้าวที่แฝงพลังเด็ดขาด “แม้พลังของศัตรูจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่หากเรายังไม่หยุดก้าวเดิน… หากเรายังฝึกฝนศิษย์ของเราให้แข็งแกร่งกว่านี้ การประลองครั้งนี้เราจะไม่มีทางพ่ายแพ้!” เสียงของนางดังก้องสะท้อนผนังน้ำแข็ง
เจ้าวายุเงยหน้าขึ้น แววตามั่นคงขึ้นกว่าก่อนหน้า “หากเป็นเช่นนั้น พี่จะขอร่วมสู้เคียงข้างพวกเจ้าอย่างไม่ท้อถอยเช่นกัน”
เมื่อความเงียบสงัดครอบงำทั่วทั้งโถงน้ำแข็ง ทั้งสามร่างก็เข้าสู่สมาธิ บำเพ็ญตบะและเดินปราณด้วยความเชี่ยวชาญ ลมหายใจสอดประสานกับจังหวะของแผ่นฟ้าและพื้นปฐพี ก่อกำเนิดคลื่นพลังหมุนวนสะท้อนทั่วผนึกน้ำแข็งในโถงนั้น เวลาไหลผ่านไปทีละราตรี จนกระทั่งครบกำหนด เจ็ดราตรีเต็ม
ท่ามกลางแสงอรุณแรกแห่งฟ้าสาง เกิดการสั่นสะเทือนเล็กๆ ภายในโถงฝึก น้ำแข็งรอบด้านเปล่งประกายคล้ายผลึกแก้ว เทพีน้ำค้างเหมันต์ ลืมตาขึ้น สายตาสงบนิ่งแต่เปล่งประกายวาววับ นางได้บรรลุสู่ ขั้นบรมเทพระดับ 30 ส่วน เทพฟ้าดิน ที่นั่งอยู่ไม่ไกลกัน รัศมีพลังรอบกายพลันขยายใหญ่ราวกับแผ่นดินสะท้านฟ้า พลังของนางได้ทะลวงขึ้นถึง ขั้นพรหมเทพระดับ 90 แล้ว
ทั้งสามสบตากัน คล้ายต่างรับรู้ถึงเส้นทางใหม่ที่เปิดออก เทพีน้ำค้างเหมันต์เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น
“ถึงเวลาแล้ว… เราต้องกลับสู่สำนักเทพอัสนีย์ เพื่อไปรับศิษย์ผู้มีวาสนาสามคน และชี้นำพวกเขาสู่เส้นทางแห่งเทพขั้นสูง”
ไม่นานหลังจากนั้น ณ ห้องประชุมใหญ่ของสำนักเทพอัสนีย์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดหวัง เทพีน้ำค้างเหมันต์นั่งเด่นสง่า ณ หัวโต๊ะยาว นางเป็นผู้ดำเนินการประชุมครั้งสำคัญนี้ ท่ามกลางเหล่าอาจารย์และผู้อาวุโสของสำนัก
เสียงของนางแผ่วแต่หนักแน่น ดังก้องไปทั่วโถง “ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเลือกศิษย์ผู้เหมาะสมที่สุดสำหรับการประลอง ข้าขอทราบความคืบหน้าในการคัดเลือกศิษย์ทั้งสามคน”
ทุกสายตาหันไปที่ เทพีอากาศ นางค่อยๆ ลุกขึ้น แววตาเฉียบคม “ข้าได้คัดเลือกศิษย์ผู้มีพรสวรรค์สูงสุดครบแล้ว ทั้งสามคือ…
หนึ่ง, เทพวินเซนต์ บุรุษผู้แข็งแกร่ง เปี่ยมด้วยพลังอหังการ อยู่ในขั้น มหาเทพระดับ 100
สอง, เทพีเซเลน่า สตรีผู้เปี่ยมด้วยความสง่างามและความเฉียบคม แกร่งกล้าถึงขั้น มหาเทพระดับ 80
สาม, เทพีเอวา สาวน้อยผู้สดใสแต่ซ่อนคมเขี้ยวแห่งพรสวรรค์และความเฉลียวฉลาด บรรลุถึงขั้น มหาเทพระดับ 80 เช่นกัน”
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบห้องเมื่อชื่อเหล่านั้นถูกเอ่ย แต่เทพีอากาศยังคงกล่าวต่อ น้ำเสียงเจือแววขบขัน “อย่างไรก็ดี มีเรื่องเล็กน้อยที่ต้องเรียน… เทพวินเซนต์ผู้นี้ ดูจะ…หลงใหลในตัวท่านประมุขมากเกินควร หวังว่า ความรู้สึกนั้นจะไม่กลายเป็นเงาแห่งปัญหาในวันข้างหน้านะเจ้าคะ”
สิ้นคำพูด ความตึงเครียดในห้องคลายลงเล็กน้อย บางคนถึงกับหัวเราะอย่างแผ่วเบา ทว่าเพียงชั่วครู่ เสียงก้าวเดินดังก้องขึ้น
เทพวินเซนต์ ปรากฏร่างเข้าสู่โถงประชุม ด้วยแววตามุ่งมั่น พร้อมกันนั้น เทพีเซเลน่า และ เทพีเอวา ต่างก็ก้าวตามมาอย่างองอาจ ด้วยความมั่นใจ และงามสง่าดุจเทพธิดาในตำนาน