จุดสิ้นสุดของยุคแห่งสงคราม
เมื่อกัสจากไป ตราประทับเป็นตายที่สูญเสียการควบคุมก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นเทพเจ้าเนตรสุริยันที่โกรธแค้นจนหน้าซีดขาว
ดวงตาของเทพเจ้าเนตรสุริยันกลายเป็นสีแดงฉานราวกับสีเลือด ความโกรธเกลียดและความอัปยศเอ่อล้นออกมาจากส่วนลึกของจิตใจจนทำให้มันไม่อาจข่มกลั้นได้อีกต่อไป
“กัสโทนีย่า!!! ข้าจะฆ่าเจ้า!!!”
เสียงกู่ร้องที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นระเบิดออกมาอย่างไม่อาจข่มกลั้น ทำให้โลกทั้งใบคล้ายกับจะลุกเป็นไฟ ดวงตะวันสีเลือดที่ถูกสกัดเอาไว้ก็ดิ่งลงมาอีกครั้ง ระเบิดจุดที่กัสเคยอยู่จนกลายเป็นหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้น
ดวงตะวันที่ร้อนแรงทะลวงผ่านพื้นแผ่นดินไปราวกับโคลน จมหายไปโดยไม่เกิดแรงต้านใดๆ ทำให้พื้นที่ในรัศมีกว่าแสนกิโลเมตรกลายเป็นทะเลเพลิงไปในชั่วพริบตา
จากนั้นไม่นานภูเขาไฟขนาดยักษ์ก็ปรากฏขึ้นในตำแหน่งที่ดวงตะวันสีทองจมหายไปและทำให้พื้นที่โดยรอบกลายเป็นดินแดนต้องห้ามที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอยู่อาศัยได้
เทพเจ้าเนตรสุริยันหอบหายใจอย่างรุนแรง ความโกรธแค้นในใจของมันก็เริ่มสงบลง จนเผยให้เห็นความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งมีเพียงตัวมันเท่านั้นที่สัมผัสถึงความหวาดกลัวนี้ได้
‘สักวันข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้!!’
เทพเจ้าเนตรสุริยันสลัดความหวาดกลัวทิ้งไปด้วยความรู้สึกอัปยศจนเกินทน แต่มันก็ทำได้เพียงอดทนเพราะมันทราบดีว่าตัวมันในขณะนี้ไม่มีพลังมากพอที่จะบุกไปฆ่ากัส
แต่ก็เพราะรู้ดีว่าไม่อาจฆ่ากัสได้ มันจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัว เนื่องจากการโจมตีครั้งสุดท้ายของกัสได้ทำให้มันบาดเจ็บแล้ว
ต่อให้อาการบาดเจ็บที่มันได้รับจะเล็กน้อยจนเทียบไม่ได้กับรอยขีดข่วน แต่อาการบาดเจ็บก็ยังเป็นอาการบาดเจ็บ มันแสดงให้เห็นว่าการโจมตีของกัสสามารถทะลวงผ่านการป้องกันของมันได้
ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงนี้สร้างแรงกดดันให้กับมันอย่างมาก ทำให้ความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในใจถูกกระตุ้นให้หยั่งลึกขึ้น ราวกับบาดแผลที่ยังไม่หายดีซึ่งถูกกรีดซ้ำ จนกลายเป็นรอยแผลเป็นที่ยากจะลบเลือน
สภาพของเทพเจ้าเนตรสุริยันในตอนนี้จึงเลวร้ายมาก ต่อให้เปลือกนอกจะดูเหมือนคนที่เดือดดาลอย่างแรงกล้า แต่ในความเป็นจริงมันกำลังหวาดกลัวอยู่ลึกๆ จึงต้องใช้ความโกรธมาสะกดข่มความหวาดกลัวเอาไว้
การแสดงออกของเทพเจ้าเนตรสุริยันก็ได้ไปกระตุ้นขวัญกำลังใจของนักรบนับแสน จนเกิดเสียงโห่ร้องดังมาไม่ขาดสาย จิตใจที่สั่นไหวของเทพเจ้าเนตรสุริยันจึงค่อยๆ สงบลงจากการบูชาของนักรบในชนเผ่า
เมื่อมันสงบใจได้มันก็นำพานักรบกลับไป จากนั้นก็ทำตามเจตจำนงของชนเผ่า รวบรวมชนเผ่าหมาป่าทองคำที่แตกกระจายมารวมกันใหม่อีกครั้ง ภายใต้ชื่อตระกูล ‘เทพสุริยัน’ ซึ่งเป็นเทพเจ้าดั้งเดิมตามตำนานของชนเผ่าหมาป่าทองคำ
การรวบรวมชนเผ่าทำให้เทพเจ้าเนตรสุริยันวุ่นวายไปชั่วขณะ จนไม่สามารถหาเวลาไปจัดการเรื่องราวอื่นๆ ได้
ส่วนกัสที่หลบหนีกลับไปยังตระกูลนั้น ก็ได้ปิดประตูฝึกตนอีกครั้ง เขาจำต้องพักผ่อนฟื้นฟูกำลังที่สูญเสียไป อีกทั้งยังต้องย่อยสลายสิ่งที่ได้รับจากการต่อสู้ในครั้งนี้
โดยเฉพาะกระบวนท่าสุดท้ายอย่างตราประทับเป็นตายที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบซึ่งมีจุดที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาอีกมาก
ทว่ากัสก็ไม่ได้ให้ความสนใจกระบวนท่านี้มากเป็นพิเศษ หากแต่ให้ความสำคัญกับการผสานกฎทั้งสามที่เพิ่งบรรลุมากกว่า
จนผ่านไปเกือบครึ่งปี กัสถึงสามารถทำให้ทุกอย่างมั่นคงสมบูรณ์
กฎทั้งสามพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาอันสั้น จนแข็งแกร่งกว่าเดิมอีกหลายส่วน พลังแห่งวัฏจักรเป็นตายก็ถูกเรียกใช้ได้ง่ายกว่าเดิมมาก
วิธีผสานเหรียญตราแห่งความตะกละเข้ากับแกนพลังก็สมบูรณ์ขึ้น จนเกิดเป็นภาพลวงตาของเหรียญตราแห่งความตะกละซ้อนทับอยู่ในแกนพลังตลอดเวลา
ภาพมายานี้ได้ถูกกัสเปลี่ยนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแกนพลังไปแล้ว อีกทั้งยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานความแข็งแกร่งของเขาในปัจจุบันอีกด้วย
ด้วยการคงอยู่ของภาพมายานี้ พลังของกัสก็พัฒนาไปอีกขั้น กฎแห่งชีวิตและกฎแห่งความตาย ผสานเป็นหนึ่งกับแกนพลังของเขา ทำให้กัสสามารถใช้พลังได้อิสระมากกว่าเดิม
ทว่าสิ่งที่ทำให้กัสพึงพอใจที่สุดดูจะเป็นความสามารถในการแบ่งภาคที่สมบูรณ์ขึ้น ตอนนี้เขาสามารถแยกกับร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ได้นานเท่าที่ต้องการแล้ว
เมื่อสามารถแยกร่างได้นานเท่าที่ต้องการ กัสก็ไม่จำเป็นต้องทนอุดอู้อยู่ในข่ายอาคมศูนย์กลางอีกต่อไปเพราะเขาสามารถแบ่งพลังส่วนใหญ่ไปให้ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ฝึกฝนในข่ายอาคมศูนย์กลางได้เลย
ส่วนตัวเขานั้นจะอยู่ในข่ายอาคมหรือไม่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป นอกจากนั้นกัสก็ยังสามารถแบ่งสัดส่วนของพลังเพื่อแยกไปฝึกฝนได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน
ซึ่งการฝึกคู่นั้น ฝึกฝนในบ้านจะสบายใจมากกว่าและสะดวกกับภรรยาของเขามากกว่า ทำให้กัสพึงพอใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ทว่ากัสก็มีความสุขได้ไม่นานนัก หลังจากที่สามารถแยกจากร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างสมบูรณ์ได้ไม่นาน ปัญหาก็บังเกิด
ข่าวการเคลื่อนไหวของเผ่าหมาป่าทองคำถูกส่งมาถึงกัสในที่สุด พร้อมกับข่าวร้ายที่ทำให้กัสต้องหัวเสีย เมื่อเผ่าหมาป่าทองคำทำลายกฎของเกมชิงอำนาจด้วยการช่วงชิงเมืองแห่งดันเจี้ยนไปด้วยพลัง
พวกมันยึดครองเมือง เพิ่มภาษี ขูดรีดผู้อ่อนแอ ทำให้เกมชิงอำนาจที่ดำเนินมานานหลายสิบปีถูกทำลายไป
เมื่อเผ่าหมาป่าทองคำซึ่งอยู่ภายใต้ตระกูลเทพสุริยันตัดสินใจทำลายกฎของเกมชิงอำนาจ ตระกูลเทพจักรพรรดิเซียนเก้าชั้นฟ้าก็เริ่มเคลื่อนไหว
ตระกูลใหญ่ทั้งสองที่มีเทพเจ้าอยู่ในตระกูลก็เริ่มแสดงอำนาจออกมาและยึดครองเมืองแห่งดันเจี้ยนไปเป็นของตัวเอง
การกระทำของตระกูลใหญ่ทั้งสองสร้างปัญหาให้กับทุกฝ่าย แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ เนื่องจากทั้งสองตระกูลมีเทพเจ้าที่แท้จริง ทำให้คนอื่นไม่กล้าที่จะต่อต้าน
เมื่อมีสองตระกูลเป็นผู้นำ ตระกูลใหญ่ที่พอจะมีอำนาจตระกูลอื่นๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหว แม้ว่าพวกมันจะไม่กล้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งเหมือนสองตระกูล แต่พวกมันก็เริ่มแสดงอำนาจกดขี่ตระกูลอื่นๆ มากขึ้นเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์มาให้มากกว่าเดิม
ทันทีที่ข่าวร้ายถูกส่งมาถึงมือกัส เขาก็ทราบได้ในทันทีว่ายุคสมัยแห่งสงครามเกมชิงอำนาจกำลังจะยุติลงแล้ว
ต่อหน้าพลังอำนาจที่เด็ดขาด เกมชิงอำนาจเป็นได้เพียงการละเล่นของผู้อ่อนแอเท่านั้น เหตุที่ก่อนหน้านี้ทุกตระกูลต่างยอมรับกฎของเกมชิงอำนาจก็เพราะความแข็งแกร่งของแต่ละฝ่ายไม่ได้ต่างกันมากนัก
แต่เมื่อมีเทพเจ้าที่แท้จริงถือกำเนิดมากขึ้น กฎนี้ก็ไม่อาจใช้ได้อีกต่อไปเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยินดีที่จะปะทะกับเทพเจ้าที่แท้จริง
แม้กัสจะรู้ดีว่าเรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า แต่เขาก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วถึงเพียงนี้ ทั้งยังเกิดขึ้นโดยศัตรูที่เขาเกลียดที่สุด
พอคิดว่าปัญหาทั้งหมดเริ่มต้นศัตรูของเขา กัสก็รู้สึกว่าไม่อาจปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้ ต่อให้เขาจะยอมรับว่าไม่อาจหยุดไม่ให้กฎของเกมชิงอำนาจถูกทำลายได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องตอบแทนศัตรูของเขาให้สาสม
‘ดูเหมือนว่าข้าคงต้องทำอะไรสักอย่าง’
หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายวัน กัสก็ตัดสินใจลงมือ เขาเดินทางไปยังเมืองแห่งดันเจี้ยนของดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวจากนั้นก็เปิดฉากฆ่าฟันครั้งใหญ่ ด้วยการฆ่าล้างตระกูลเทพสุริยันทั้งหมดในเมืองแห่งดันเจี้ยน
การกระทำของกัสทำให้ตระกูลเทพสุริยันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงและทำให้เทพเจ้าเนตรสุริยันจำต้องเคลื่อนไหว
ส่วนตัวกัสที่เป็นผู้ลงมือนั้น ก็ไม่ได้หลบหนีไปไหน หากแต่ไปยังสถานที่ที่เคยเป็นตำหนักกระบี่ของเขา สถานที่ที่ตอนนี้กลายเป็นดินแดนต้องห้ามที่สรรพชีวิตไม่อาจเข้าใกล้
กัสรอคอยเทพเจ้าเนตรสุริยันอยู่บนยอดของภูเขาไฟที่คุกรุ่น มองดูเปลวไฟและลาวาที่พวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย มองดูกระแสธารสีแดงฉานที่มีควันไฟพวยพุ่งออกมาตลอดเวลา
ภาพที่มองเห็นทำให้กัสอดไม่ได้ที่จะคิดถึงภาพในอดีตของตำหนักกระบี่และดินแดนที่เขาใช้ความพยายามอย่างมากในการพัฒนา
ทว่าทุกสิ่งก็พังทลายหายไปในชั่วพริบตาด้วยการโจมตีของเทพเจ้าเนตรสุริยัน
ขณะที่มองภาพนี้ดวงตาของกัสก็เย็นเยียบลงทีละน้อย เย็นจนเกือบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ผิดกับจิตสังหารที่พวยพุ่งออกมาที่ทวีความร้อนแรงขึ้นทุกขณะ จนแทบจะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ในช่วงเวลาที่สภาวะของกัสพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เสียงคำรามด้วยความเดือดดาลของเทพเจ้าเนตรสุริยันก็ดังขึ้น มาพร้อมกับแสงสีเลือดที่ร้อนระอุและดวงตะวันสีเลือดดวงหนึ่งที่พุ่งตรงมาราวกับดาวหาง
“กัสโทนีย่า!! เจ้ารนหาที่ตายเองนะ!!!”
สิ้นเสียงคำรามเทพเจ้าเนตรสุริยันก็ปรากฏขึ้นในระยะมองเห็น กัสก็หันไปมองด้วยสายตาที่เย็นชา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าในทันที จากนั้นฝ่ามือก็ถูกซัดออกไปโดยไม่มีคำพูดใด
พริบตานั้นตราประทับเป็นตายที่ถูกปรับปรุงจนทรงพลังกว่าเดิมหลายเท่าก็พุ่งตรงออกไป รูปลักษณ์ของมันในยามนี้ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ไม่ต้องใช้เหรียญตราแห่งความตะกละมาผสานกันอีกต่อไป หากแต่กลายสภาพเป็นเหรียญตราที่เกิดจากพลังแห่งวัฏจักรเป็นตายอันบริสุทธิ์
พลังในการปะทุของการโจมตีนี้ทรงพลังกว่าเดิมหลายสิบเท่า แต่ก็สูญเสียความทนทานไปในระดับหนึ่งเนื่องจากไม่มีแกนกลางอย่างเหรียญตราแห่งความตะกละ
แต่มันก็มีข้อดีตรงที่ประหยัดพลังมาก ทำให้กัสสามารถซัดมันออกมาติดต่อกันได้โดยไม่เปลืองแรง
พริบตาที่ตราประทับเป็นตายพุ่งออกมา หัวใจของเทพเจ้าเนตรสุริยันก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ปฏิกิริยาตอบสนองของมันรวดเร็วมาก พริบตาก็หยุดการพุ่งทะยานแล้วโบกมือทั้งสองข้างไปด้านหน้า
กลุ่มแสงสีทองนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้น รวมตัวกันจนกลายสภาพเป็นม่านแสงหลายสิบชั้นขวางกั้นตราประทับเป็นตายเอาไว้ แล้วห่อหุ้มมันเป็นชั้นๆ จนกลายสภาพเป็นดวงตะวันสีทองดวงหนึ่ง
กัสเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้แปลกใจ มีเพียงรอยยิ้มเย็นชาที่เหยียดออกอีกเล็กน้อย จากนั้นซัดฝ่ามือออกไปติดต่อกันถี่ยิบ บีบให้เทพเจ้าเนตรสุริยันต้องต้านรับอย่างสุดกำลัง
พริบตาการต่อสู้ที่ดุเดือดก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงและไต่ระดับไปจนถึงจุดสูงสุดในชั่วอึดใจ พื้นที่โดยรอบเริ่มพังทลายลงอีกครั้ง ภูเขาไฟใหญ่ยักษ์ที่เคยเป็นจุดศูนย์กลางของตำหนักกระบี่ก็ถล่มลงมา
ลาวาปริมาณมหาศาลไหลทะลักออกไปรอบด้าน บางส่วนก็กลายเป็นเพลิงต้นกำเนิดโดยตรง บ้างก็พุ่งขึ้นมาเป็นเสาเพลิงที่ร้อนระอุ
สภาพแวดล้อมโดยรอบเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามการต่อสู้ของทั้งสอง
ผ่านไปหลายอึดใจกัสก็เก็บเกี่ยวข้อมูลได้มากพอ เขาก็หยุดใช้ตราประทับเป็นตายและเริ่มใช้กระบวนท่าใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
“พยายามได้ดีนี่บรรพชนดับตะวัน แต่เจ้าประเมินข้าต่ำไป!”
สิ้นเสียงกัสก็ประกบฝ่ามือเข้าหากันราวกับดอกบัวตูม จากนั้นขยับนิ้วมืออย่างเชื่องช้า จำลองภาพของดอกบัวที่กำลังแย้มบานออกมาให้เห็น
จิตสำนึกก็เริ่มขับเคลื่อน ระเบิด ‘จิตวิญญาณดอกบัว’ ออกมาจากภายในใจ ผสานเข้ากับพลังแห่งวัฏจักรเป็นตายและความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ได้มาจากการฝึกฝน
‘ดอกบัวแห่งการเกิดใหม่’
เจตจำนงอันลึกล้ำที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจถูกปลดปล่อยออกมาผ่านกระบวนท่านี้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฏจักรเป็นตายทั้งหมดที่กัสมีอยู่ได้ตกผลึกกลายเป็นกระบวนท่าที่ดูเรียบง่ายและสวยงาม
ภาพของดอกบัวสีเทาผลึกปรากฏขึ้นบ่นฝ่ามือของกัส ก่อนจะล่องลอยออกไปอย่างช้าๆ เริ่มต้นจากหนึ่งดอก ก่อนจะกลายเป็นสองและแยกออกเป็นสี่ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วแบบทบทวี
เมื่อเทพเจ้าเนตรสุริยันเห็นดอกบัวสีเทาแห่งการเกิดใหม่นี้ ม่านตาของมันก็หดตัว แสงสีทองในดวงตาทอประกายเจิดจ้าขึ้นก่อนจะดับลงในเสี้ยววินาที
พริบตานั้นแสงสว่างทั้งหมดในโลกก็หายไป ทุกหนทุกแห่งกลายเป็นความมืด รัศมีกว่าล้านกิโลเมตรกลายเป็นราตรีที่มืดมิด เป็นเช่นเดียวกับการต่อสู้ในครั้งก่อน
ทว่าครั้งนี้มันทรงพลังกว่ามาก เนื่องจากต้นกำเนิดของแสงนั้นไม่ได้มีเพียงท้องฟ้าเพียงแห่งเดียวอีก แต่ยังมีทะเลลาวาบนพื้นแผ่นดินด้วย
พลังที่เทพเจ้าเนตรสุริยันรวบรวมได้จึงเพิ่มสูงขึ้นและทำให้มันมีความมั่นใจมากขึ้น
ทว่าอึดใจที่การโจมตีปะทุขึ้น ลำแสงนับไม่ถ้วนที่ถล่มลงมาจากท้องฟ้า ระเบิดดอกบัวทั้งหมดจนพินาศย่อยยับ ดวงตาของเทพเจ้าเนตรสุริยันก็เบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง
ดอกบัวทั้งหมดที่ถูกทำลายแตกสลายกลายเป็นฝุ่นผง ถูกแผดเผาด้วยความร้อนสูงจากพลังอำนาจของเทพเจ้าที่แท้จริง
แต่อึดใจเดียวฝุ่นผงทั้งหมดก็กลับมารวมกันอีกครั้งและกลายเป็นดอกบัวสีเทาผลึกตามเดิม ราวกับมันไม่เคยได้รับความเสียหายมาก่อน อีกทั้งยังแบ่งตัวด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม ราวกับมันเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาใหม่พร้อมกับพลังอันมหาศาล
ภาพที่น่าตกตะลึงนี้ทำให้เทพเจ้าเนตรสุริยันน่าเปลี่ยนสี แต่มันก็สงบลงอย่างรวดเร็วและระเบิดคลื่นแสงสีทองออกมาราวกับมหาสมุทรอันบ้าคลั่ง
กัสมองภาพนี้ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนจาง พลางโบกมือออกไปด้านหน้า ภาพมายาของดอกบัวแห่งการกำเนิดใหม่ก็ปรากฏขึ้นรอบตัวเขา ปกป้องเขาเอาไว้ จากนั้นจึงสร้างเขตแดนขึ้นมาด้วยเหรียญตราแห่งความตะกละสองหน้าจนเกิดเป็นการป้องกันที่ทรงพลังกว่าเดิมหลายเท่าตัว
การโจมตีทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาถึงตัวกัส ล้วนแต่ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น ไม่ถูกเผาจนกลายเป็นเพลิงต้นกำเนิด ก็ถูกสูบกลืนเข้าไปในหน้าเหรียญด้านตาย ทำให้การโจมตีทั้งหมดที่ถล่มเข้าใส่คล้ายกับจมหายไปในมหาสมุทรแห่งการกลืนกิน
ภาพที่เกิดขึ้นจึงแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือมหาสมุทรแสงสีทองที่ร้อนระอุ ส่วนอีกด้านเป็นมหาสมุทรพลังแห่งวัฏจักรเป็นตายสีเทาผลึกที่ให้ความรู้สึกเย็นเยือก
มหาสมุทรสองสีปะทะกันอย่างดุเดือดแต่เงียบงัน ยิ่งต่อสู้ฝ่ายที่ได้เปรียบก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทุกขณะ
ยิ่งต่อสู้ไปนานเท่าไหร่ จำนวนของดอกบัวแห่งการเกิดใหม่ก็เพิ่มจำนวนขึ้นมากเท่านั้น จนตอนนี้มันมีมากกว่าล้านดอกและแพร่กระจายไปทั่วมหาสมุทรทั้งสองสี ซึ่งค่อยๆ รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของเทพเจ้าเนตรสุริยันอย่างช้าๆ
เทพเจ้าเนตรสุริยันก็เริ่มรู้สึกกดดัน แม้ว่ามันจะทำลายดอกบัวแห่งการเกิดใหม่ได้บ้าง แต่มันก็ต้องใช้เวลา ทั้งยังสิ้นเปลืองพลังเป็นอย่างมาก
มหาสมุทรสีทองที่ร้อนระอุนั้นไม่อาจทำอะไรดอกบัวแห่งการเกิดใหม่ได้เลย อีกทั้งยังกลายเป็นแหล่งพลังของดอกบัวทำให้พวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นไม่มีหยุด
ทางเดียวที่เทพเจ้าเนตรสุริยันจะทำลายดอกบัวได้มีเพียงการระเบิดพลังดวงตะวันเที่ยงแท้ ใช้พลังที่รุนแรงถึงขีดสุดถึงจะสามารถทำลายดอกบัวได้อย่างแท้จริง
แต่การทำเช่นนั้นก็ทำให้มันไม่อาจจู่โจมกัสได้เช่นกันเพราะนอกจากดวงตะวันเที่ยงแท้ที่ผ่านการสะสมพลังถึงขีดสุดแล้ว ก็ไม่มีการโจมตีรูปแบบใดเลยที่จะทะลวงผ่านการป้องกันของกัสเข้าไปได้
เมื่อต้องเลือกที่จะป้องกันตัวหรือจู่โจมศัตรู เทพเจ้าเนตรสุริยันก็ถูกกดดันจนหน้าเครียด แต่สุดท้ายมันก็ยังเลือกที่จะป้องกันตัวมากกว่าโจมตี
การตัดสินใจของเทพเจ้าเนตรสุริยันนั้นเห็นได้ชัดว่าเกิดจากความหวาดกลัวส่วนหนึ่ง ส่วนอีกเหตุผลนั้นมาจากความเข้าใจที่มันมีต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน
เทพเจ้าเนตรสุริยันทราบดีว่ามันไม่มีทางฆ่ากัสได้ ต่อให้กัสจะอ่อนแอกว่ามันมากยังไง แต่เบื้องหลังของเขาก็มีเทพมังกรอยู่ ความยากในการฆ่ากัสนั้นมีสูงมาก
ในเมื่อรู้ว่าไม่สามารถฆ่ากัสได้ มันจึงตัดสินใจใช้กัสมาแก้ปัญหาของมันด้วยเช่นกัน
การต่อสู้ที่ดุเดือดของทั้งสองจึงถูกควบคุมไว้ในระดับหนึ่ง ทำให้ต่างฝ่ายต่างใช้พลังออกมาได้ไม่เต็มที่ แต่ข้อจำกัดของทั้งสองก็ยังต่างกันอยู่ในระดับหนึ่ง
กัสนั้นไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ก็เพราะต้องการสงวนพลังเอาไว้เพื่อยืนระยะเวลาในการต่อสู้ให้นานที่สุดเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ต่อสู้ที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ส่วนเทพเจ้าเนตรสุริยันนั้นไม่สามารถใช้ได้เพราะปัญหาของตัวมันเอง ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของมัน
ผลลัพธ์ที่ได้จากการกระทำของทั้งสองจึงแตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งแค่สงวนพลังเอาไว้ แต่ใช้ความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ ใช้พลังส่วนน้อยอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่อีกฝ่ายนั้นถูกข้อจำกัดด้านจิตใจรบกวนจนยากที่จะควบคุมพลังทั้งหมดได้อย่างที่ใจต้องการ จึงใช้พลังออกมาได้จำกัด
เทียบกันแล้วกัสเหมือนกับกำลังฝึกฝนภายใต้ข้อจำกัดด้านพลัง ทำให้ฝีมือพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ขณะที่เทพเจ้าเนตรสุริยันนั้นเหมือนคนป่วยที่อ่อนแรงจนใช้พลังออกมาได้อย่างจำกัด
ผลลัพธ์จากการต่อสู้ในรูปแบบนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดย่อมเป็นกัสที่ยิ่งสู้ก็ยิ่งชำนาญ ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งได้ประสบการณ์ ทักษะในด้านต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นไม่มีหยุด
ความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับดอกบัวแห่งการเกิดใหม่ก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพของกระบวนท่านี่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
พร้อมกันนั้นกระบวนท่าใหม่ๆ ก็ถูกสร้างขึ้นมาไม่มีหยุด จากกระบวนท่าดอกบัวแห่งการเกิดใหม่ ก็มีกระบวนท่าอื่นตามมาไม่ขาดสาย
มีทั้ง ‘เสียงคำรามแห่งความตาย’ ที่ใช้กฎแห่งความตายเป็นหลัก ‘ตราประทับกลืนกิน’ ที่ใช้กฎแห่งการกลืนกินเป็นหลักและ ‘น้ำพุแห่งชีวิต’ ที่ใช้กฎแห่งชีวิตเป็นหลัก
ทุกกระบวนท่าที่สรรค์สร้างขึ้น ล้วนแต่เผยให้เห็นถึงความเข้าใจอันลึกล้ำที่กัสมีต่อกฎทั้งสาม ยิ่งใช้ ยิ่งขัดเกลา ความเข้าใจที่ได้ก็มีแต่จะลึกล้ำยิ่งขึ้น