ตอนที่ 15 มติของจอมยุทธ
ก่อนจะถึงเวลาพักกลางวันนั่นเอง จอมยุทธซึ่งตัวแทนฝ่ายหอรบสงคราม ก็ได้เอ่ยปากชักชวนขึ้นมาว่า“มื้อเที่ยงนี้ ฝ่ายเราจะขอเป็นเจ้าภาพ จึงขอเชิญทุกท่านที่หอรบของพวกเรา” ไม่มีเหตุผลที่ทุกคนจะปฏิเสธน้ำใจและอาหารฟรีเหล่านั้น ต่างคนจึงต่างตอบรับ แล้วพากันเตรียมตัวเพื่อขึ้นรถม้าไป แต่ฝ่ายจอมยุทธเหล่านั้นล้วนขี่ม้ามากันคนละตัว จึงรีบควบม้านำหน้าไปก่อนกุบ ๆ ๆ ๆ ๆ หยางไคมองดูก็นึกน้อยใจ จึงกล่าวขึ้นมาลอย ๆ ว่า“เสียดายข้าพเจ้ายังขี่ม้าไม่เป็น หาไม่แล้วต้องดิ้นรนมีไว้ขี่สักตัวอย่างแน่นอน” ฝ่ายพี่หวังของหยางไค ซึ่งนั่งในรถม้าด้วยกัน เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงปลอบใจไปว่า “จงอย่าน้อยใจไปเลย เพราะแม้แต่ตัวข้าพเจ้าขี่ม้าเป็นแล้ว แต่ยังไม่อยากขี่ทางไกลเลยสักครั้ง” เหล่าบัณฑิตและนักศึกษาเหล่านี้ล้วนครอบครองลมปราณอาชากันแทบทุกคน นั่นหมายถึงจะต้องมี #ทักษะขี่ม้า อย่างแน่นอน แต่ไม่มีสักคนที่จะทะลวงพลังปราณจาก [พลังบ่มเพาะ] ขึ้นไปสู่ [พลังตั้งต้น] เลยสักคนเดียว เพราะกลัวความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนนั้น และที่สำคัญพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการยุทธ์ระดับสูง ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว จึงแทบไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่นใดนอกจากตำราเรียนนั่นเองทำให้ทักษะขี่ม้าในระดับต่ำนั้นไม่ค่อยน่าจะอภิรมย์เท่าใดนัก เพราะแม้ #ทักษะขี่ม้า ระดับ 1 จะมีลมปราณหล่อเลี้ยงซึ่งคอยป้องกันเอวและสะโพกอันเป็นจุดตายไว้ให้ แต่ส่วนสำคัญของบุรุษกลับทุกข์ยากลำบากอย่างเจ็บปวด เนื่องด้วยมิได้มีพลังลมปราณมาคอยปกป้องไว้เลยแม้แต่นิดเดียว...หอรบสงคราม นั้นอยู่ไกลออกไปจากทุกหอวิชา รวมทั้งหมู่ตึกต่าง ๆ ของตระกูล เพราะมีหน้าที่หลักในการปกป้องดินแดนจากผู้รุกรานทางตอนเหนือ(มองโกล) และมีผู้คนในสังกัดอยู่เป็นจำนวนมาก อันประกอบด้วยเหล่าจอมยุทธซึ่งเป็นความหวังของทุกคนในการเข้าชิงชัยในสนามสอบขุนนางเป็นต้น เพื่อไต่เต้าขึ้นเป็นขุนศึกหรือแม่ทัพของแผ่นดินก็เป็นได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่ของที่นี่คือนับรบกับทหารหลักพันคน และส่วนสุดท้ายคือหน่วยอารักขาป้องกันภัยให้คนสำคัญในตระกูลหยางไคมองสองข้างทางอย่างสนใจ ด้วยทิวทัศน์ซึ่งเป็นเนินเขาเล็ก ๆ ประกอบกับสนามและลานกว้างไว้สำหรับรวมพลและฝึกฝนขบวนทัพในรูปแบบต่าง ๆ ตามหลักพิชัยสงครามในตำรา จึงรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก แล้วจึงวิจารณ์ออกไปว่า“ฝ่ายบุกใช้กระบวนทัพห่านป่าที่ได้เปรียบ เพื่อปะทะกับรูปขบวนลิ่มซึ่งอ่อนแอกว่า อย่างในหนังสือแนะนำเอาไว้ไม่มีผิด” เฮ เฮ เฮ!!แต่เพียงพริบตาเดียว ครั้นสองฝ่ายเข้าปะทะกันก็ดูเหมือนจะไม่เป็นไปในตำราสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อทหารซึ่งอยู่ตรงกลางในแนวรบของขบวนศึกรูปลิ่มนั้นวางกำลังพลซึ่งมีความแข็งแกร่งกว่าจนสามารถเคลื่อนทัพทะลุผ่านตรงกลางไปได้อย่างง่ายดาย จนทำให้ปีกซ้ายและขวาของขบวนห่านป่าที่กำลังโอบเข้ามานั้น ได้พบเพียงแค่ความว่างเปล่า ซ้ำร้ายฝ่ายขบวนลิ่มย้อนกลับมาปะทะจนกองทัพอีกฝ่ายหมดสภาพการสู้รบไปในเวลาอันรวดเร็ว หยางไคถึงกับยืนขึ้นในขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนที่อยู่นั่นเอง จนศีรษะกระแทกเข้ากับเก๋งจนปวดแสบอยู่ไม่น้อย แต่กระนั้นก็ยังกล่าวไปโดยสรุปว่า“เมื่อเงื่อนไขต่างกัน ทฤษฎีกับปฏิบัติย่อมแตกต่างกัน” ฝ่ายหยางซีถิงซึ่งนั่งมาด้วยกัน จึงอดมิได้ที่จะหัวเราะดัง ๆ แล้วกล่าวสั่งสอนว่า“อย่าบอกนะว่านอกจากบันทึกต่าง ๆ ซึ่งไร้ประโยชน์แล้ว เจ้าถึงกับอ่านตำราพิชัยสงคราม ที่จอหงวนบู๊ใช้สอบขุนนางฝ่ายทหารอีกด้วย ?” เด็กหนุ่มเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ รู้สึกผิดเล็กน้อยที่ไม่สามารถควบคุมอาการตื่นเต้นของตนเองอย่างที่ควรจะเป็น จึงยิ้มเพียงแห้ง ๆ โดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธใด ๆ ออกไป.. จนในที่สุดรถม้าทั้ง 2 คัน ก็มาถึงตึกใหญ่แห่งหนึ่งของหอรบสงคราม ซึ่งใช้เลี้ยงต้อนรับแขกจากหอคัมภีร์ได้อย่างมีหน้ามีตานัก และการต้อนรับของที่นี่ ช่างดูแตกต่างกับหอคัมภีร์โดยสิ้นเชิง ก็ด้วยปรมาจารย์หยางซีหยุนผู้เป็นเจ้าหอรบสงคราม ถึงกับลงมาต้อนรับนักศึกษาเพียง 6 คน ด้วยตนเอง พร้อมทั้งรับประทานอาหารมื้อเที่ยงร่วมกันโดยปราศจากการถือตัว แต่คำแรกที่ปรมาจารย์หน้าหยกพูดนี้กล่าวออกมาคือ “เด็กน้อยหยางไค มิได้มาด้วยกันหรอกหรือ ?” งานสำคัญเช่นนี้ เสี่ยวไคซึ่งเป็นเด็กใหม่จึงสมควรต้องเข้าร่วม แต่ปรมาจารย์อย่างเขามองดูอยู่หลายรอบกลับไม่พบเจอ จึงต้องถามออกไปตรง ๆ เช่นนั้น ฝ่ายเด็กหนุ่มครั้นได้ยินชื่อตนเองเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นยืน น้อมกายแล้วกล่าวไปว่า“หยางไค ขอคำนับปรมาจารย์หยางซีหยุน” หยางซีหยุนนั้นเคยหอบร่างเล็ก ๆ นั่นไปส่งหอรักษาถึง 2 ครั้ง มีหรือจะจดจำเด็กหนุ่มผู้นี้มิได้ แต่ผ่านไปเพียง 3 เดือน เขากลับเติบใหญ่ขึ้นแล้วกลมกลืนกับผู้อื่นจนแยกแทบไม่ออกเสียแล้ว จนอดคิดขึ้นในใจมิได้ว่า ‘หรือพลังลมปราณแพทย์สนาม จะส่งผลให้ฐานกายของเขาฟื้นฟูได้ถึงเพียงนี้กัน’ แต่คงมิใช่เพียงปรมาจารย์หน้าหยกเพียงผู้เดียวที่ตกตะลึงในความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำดินถึงเพียงนี้ เพราะเสี่ยวเหมย ซึ่งกำลังยกอาหารเข้ามาก็ถึงกับตาค้างไป จนสาวใช้ที่เข้ามาฝึกฝนการเป็นองครักษ์ด้วยกันได้แอบสะกิดเตือนสติ หยางเหมยจึงรีบวางอาหารซึ่งนำมารับรอง แล้วเดินกลับไปรับประทานอาหารสำหรับตน ณ โรงครัวขอหอรบสงครามที่สังกัดอยู่ ฝ่ายปรมาจารย์หยางซีหยุนครั้นตั้งสติได้แล้วจึงรับคำนับ จากนั้นเชิญบัณฑิตและนักศึกษาทุกคนร่วมรับประทานอาหาร พร้อมกับแอบชำเลืองดูหยางไคอยู่หลายครั้ง จากนั้นจึงเรียกจอมยุทธที่ได้ไปหอคัมภีร์เมื่อเช้านี้ ออกมาซักถามเพื่อความแน่ใจก่อนว่า “เป็นหยางไคผู้นี้ ที่พวกเจ้าทุกคนต่างยอมรับนับถือจริง ๆ อย่างนั้นหรือ ?” ก่อนหน้านี้หยางซีหยุนได้รับข้อความด่วนจากเหล่าจอมยุทธในหอรบสงครามที่ได้ไปหอคัมภีร์เมื่อเช้า จึงเร่งออกจากสถานที่เก็บตัว แล้วรีบกลับมาเตรียมพร้อมที่หอรบสงครามเพื่อแก้ไขวิกฤตใหญ่ของที่นี่ จึงจำเป็นต้องถามย้ำอีกครั้ง เพราะเขามิได้เห็นมันด้วยตาตนเอง “พวกเราต้องการให้หนุ่มน้อยผู้นี้ มาช่วยทบทวนหลักวิชาที่ใช้ในการสอบจอหงวนบู๊จริง ๆ ขอรับ” จอมยุทธเหล่านี้พยายามสอบจอหงวนบู๊อยู่หลายปี แต่ก็มาสอบตกข้อเขียนทุกปีเช่นกัน จนแทบจะออกไปประท้วงราชสำนักที่บังคับพวกเขาต้องสอบวิชาการเหล่านี้อีกด้วย แต่เมื่อทุกคนได้ฟังเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอธิบายเหตุผลต่าง ๆ อย่างชัดเจน จึงทำให้พวกเขาเปิดใจรับรู้และรับฟัง จนจอมยุทธเหล่านี้ต่างก็เกิดความหวังว่าจะสามารถเข้าสอบแข่งขันอีกครั้งในเวลาทีเหลืออยู่เพียงไม่กี่เดือนนี้แล้ว