ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    กิจการใหม่ 2

    จือเหลียงนั้นเห็นนายหญิงเข้ามาในลานฝึก แต่ก็เอาแต่ทำท่าทางแปลกๆ พึมพำคุยกับตัวเองอยู่เป็นนานสองนาน เดี๋ยวพยักหน้าสักพักก็ทำท่าครุ่นคิดโดยมิสนใจรอบข้าง ขนาดเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าตั้งนานแล้วก็ยังมิรู้ตัว จนกระทั่งอยู่ดีๆ นายหญิงก็เงยหน้าชูแขนหัวเราะขึ้นด้วยเสียงอันดังจนเขารู้สึกเป็นห่วงดูเอาเถิดแม้เขาเอ่ยเรียกอยู่นานก็ยังมิได้ยิน จึงเพิ่มเสียงเรียกขึ้นนางก็ยังมิได้ยินอยู่ดีสุดท้ายก็จึงตะโกนเรียกสุดเสียง กลับกลายเป็นว่านายหญิงสะดุ้งตกใจจนกระโดดโหยง ทั้งยังอุทานแปลกๆออกมาเสียงดังจนเผลอก้าวถอยหลังไปถึงสามก้าวนายหญิงนั้นยังปรกติดีอยู่หรือไม่…“อะไรของเจ้าจือเหลียง ข้าตกใจหมด!” ซูเจินเอามือทาบอกตนอย่างปลอบขวัญเป็นเขาที่ต้องตกใจมิใช่หรือขอรับ? “ข้าแค่สงสัยว่าท่านมาลานฝึกมีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”“อ่อ ข้าลืมไปเลย” มัวแต่คิดเรื่องอื่นไปเรื่อย ลืมเรื่องที่รีบมาที่นี่ไปเสียสนิทเลย“จือเหลียงเห็นเจี่ยเจียหรือไม่? ข้ามีเรื่องจะคุยกับนาง”“นายหญิงเฉินหรือขอรับ?”“ใช่ เจ้าเห็นนางไหม? ข้าไปที่เรือนแล้วมิเจอ”“เห็นขอรับ อยู่ด้านนู้นกับหัวหน้าน่ะขอรับ”“ตรงไหนนะ” ซูเจินมองตามที่จือเหลียงบอกก็ยังมิเห็น“เช่นนั้นข้านำทางให้นะขอรับ” จือเหลียงอาสาอย่างแข็งขัน“ก็ดี ไปๆรีบหน่อยข้ามีเรื่องด่วน”ซูเจินรีบดันหลังจือเหลียงให้รีบนำทางไป จือเหลียงแม้จะยังงงๆแต่ก็รีบนำทางไปโดยเร็วซูเจินเมื่อมาถึงก็พบกับสองสามีภรรยา กำลังจะรีบถลาเข้าไปเป็นต้องชะงักแล้วทำหน้าปุเลี่ยนใส่ภาพตรงหน้า จะมิให้ทำได้อย่างไรก็ในเมื่อสามีภรรยาที่ดุด่าทุ่มเถียงกันค่ำเช้าคู่นั้น ผู้หนึ่งกำลังยกแขนเสื้อเช็ดกรอบหน้าชื้นเหงื่อให้ผู้เป็นสามีด้วยท่าทางใส่ใจและอ่อนโยนยิ่ง จนบรรยากาศรอบกายนั้นแทบจะมีดอกไม้เบ่งบานเบื้องหลังใครก็ได้บอกนางที ว่านั่นใช่เจี่ยเจียผู้ชื่นชอบการดุด่าสามีของนางผู้นั้นหรือไม่?อย่างเขาว่าไว้ เรื่องของผัวเมียผู้อื่นจะไปล่วงรู้ดีได้อย่างไรจริงๆ“อะแฮ่ม” ซูเจินกระแอมไอบอกกล่าวทำเอาสองสามีภรรยารีบถอยกายออกมาแทบมิทัน เจียอี๋ยามหน้าขึ้นสีก็ดูเย้ายวนยิ่ง“นายหญิงท่านมาหาข้ามีอันใดหรือ?”“เจี่ยเจียข้าบอกท่านหลายครั้งแล้วว่าอย่าได้พูดกับข้าเช่นนั้น ตอนนี้ข้าเป็นน้องสาวท่านนะเจ้าคะ ใช่ไหมพี่เขย” เป็นนางที่ยังเอ่ยเย้ามิหยุด พี่เขยเองก็พลอยหน้าแดงไปด้วย“อย่าล้อข้านักเลย”“ท่านก็แต่งงานมาหลายปีเหตุใดจึงยังมิมีบุตรเล่าเจ้าคะ?” ได้ยินว่าแต่งกันมาแล้วสามปี แต่ก็มิเห็นมีบุตรตัวน้อยแต่อย่างใดพอเจียอี๋ได้ยินนางถามก็เหมือนโดนจี้ใจดำ ใบหน้าเขินอายพลันเปลี่ยนเป็นเศร้าสลดลงจนผู้เป็นสามีแตะข้อมือนางอย่างปลอบใจ“ข้าก็คิดหนักอยู่เหมือนกัน เคยไปให้ท่านหมอตรวจดูแล้ว สามีข้าก็แข็งแรงดีจะมีก็แต่ข้าที่มีปัญหา”มิน่าถึงได้กังวลว่าพี่เขยจะมีอนุภรรยาสินะ ผู้ชายคนไหนก็คงอยากมีลูกทั้งนั้น แต่พี่เขยก็แสดงออกชัดว่ารักท่านมากมายเพียงนี้แล้ว ท่านก็ยังระแวงได้อีกนะแต่มานึกๆดูแล้ว ซูเจินคงมีความสามารถพูดเสียดแทงใจคน ไม่ว่าพูดกับใครก็ดูจะทำให้คนผู้นั้นสะเทือนได้อยู่เรื่อยแต่ถือว่าเป็นเรื่องดีนะ ฮ่าๆๆๆ“ให้ข้าดูหน่อย”“เจ้าตรวจเป็นด้วยหรือ?”นั่นสิ นางตรวจเป็นด้วยหรือ? เหตุใดจึงพูดแบบนั้นออกไปนะซูเจินไม่ได้ตอบอะไรเจียอี๋ แต่เดินเข้าไปหานางแทน เอาเถอะลองดูก็มิเสียหาย ซูซูดูท่าข้ากับเจ้าคงมีเรื่องต้องคุยกันอีกยาวเจียอี๋แม้จะสงสัยแต่ก็ยื่นข้อมือให้แต่โดยดี แม้จะทำเฉยแต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่าตัวนางนั้นเกิดความหวังขึ้นมาเล็กๆขึ้นมาในใจซูเจินจับชีพจรของเจียอี๋แล้วพบว่าตนรู้การเต้นของชีพจรว่าเป็นเช่นไร รู้ถึงสาเหตุความผิดปกติของร่างกายได้เพียงการจับชีพจร!“เจี่ยเจียท่านคงฝึกพลังหยินจนใกล้จะสำเร็จแล้วกระมัง”“เป็นเช่นนั้น อีกไม่กี่บทข้าก็จะฝึกตามตำราจบแล้ว แล้วอย่างไรหรือ?”“เจี่ยเจียพลังหยินนั้นมีมากไปไม่ดี ปกติคงต้องมีสิ่งที่ทำควบคู่กับการฝึกใช่หรือไม่?”“เป็นเช่นนั้นจริงๆ เดิมทีต้องกินยาขนานหนึ่งควบคู่ แต่ว่ายาที่ว่าหมดไปหลายปีแล้วทั้งยังมิมีผู้ใดรู้ตัวยา ผู้ปรุงยาได้ก็เกิดเสียชีวิตกะทันหัน มิทันได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานคนใดจึงมิมีผู้ใดปรุงยาได้อีก”“เอาไว้ข้าจะหาทางให้ก็แล้วกัน ช่วงนี้ท่านบอกสตรีในหมู่บ้านให้หยุดฝึกวรยุทธ์ไว้ก่อนเถิด” รอให้ซูซูกลับมาก่อนแล้วจะถามนางให้ก็แล้วกัน“ได้ๆ ขอบคุณมาก ว่าแต่เจ้ามีเรื่องจะพูดกับข้ามิใช่หรือ?”“จริงด้วยข้าลืมอีกแล้ว เหตุใดเจ้ามิเตือนข้าเล่าจือเหลียง” จือเหลียงหมดคำจะกล่าวได้แต่ก้มหน้ารับเท่านั้น ตงลู่เห็นว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญจึงบอกให้มานั่งที่โต๊ะที่อยู่ไม่ไกล“มีเรื่องใดหรือ?” เป็นตงลู่เอ่ยถาม“พี่เขยท่านบอกว่าตั้งกองโจรเพื่อหาข่าวใช่หรือไม่?”“ก็ใช่”“ท่านคงมีสายแทรกแซงอยู่ใช่หรือไม่?”“แน่นอนอยู่แล้ว” ตงลู่ก็ยังคงมิเข้าใจอยู่ดีว่านางต้องการจะอันใดกันแน่“แล้วอย่างไรหรือเจ้าคะนายหญิง?”“เรียกข้าเจินเอ๋อร์เถอะนายหญิงอันใดกัน” ซูเจินบอกเจียอี๋กำลังจะเอ่ยค้าน แต่นางกลับโบกมือมิให้พูดอันใดอีก เจียอี๋จึงทำเพียงพยักหน้ารับ“ข้าคิดว่าเหตุใดเรามิทำการค้าไปเลยเล่า? อย่างไรเราก็ต้องการข่าวสารอยู่แล้ว”“หมายความว่าอย่างไร?”“ข้าหมายความว่าให้เราทำการซื้อขายข้อมูลข่าวสารไปเลย รับซื้อข่าวสารแล้วตีเป็นราคาจ่ายเป็นเงินไปหรือไม่ก็จ่ายเป็นข่าวสารอื่นที่ราคาเท่าเทียมกันตามแต่อีกฝ่ายเรียกร้อง และขายข่าวนั้นให้แก่ผู้ที่ต้องการจะซื้อ เท่านี้นอกจากเราจะได้ข่าวสารมากมายแล้วเงินทองก็จะไหลเข้ามามากมายเลยด้วย”ในขณะที่ซูเจินอธิบายความคิดของตนอยู่นั้น อีกสามคนที่เหลือก็ได้แต่ตกตะลึงกับความคิดของหญิงสาวตรงหน้า วิธีคิดของนางช่างแปลกใหม่แต่ก็ปฏิเสธมิได้เลยว่านั่นเป็นความคิดที่ดีมาก หากทำได้จริงดังว่าแล้วก็เท่ากับเราจะกุมอำนาจมากมายเอาไว้ในมือ เพราะข้อมูลข่าวสารผู้ใดก็ต้องการหากยิ่งมีการทำสงครามเกิดขึ้น ข่าวสารก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดแต่ก็มีความเสี่ยงอยู่มาก“เจินเอ๋อร์ความคิดนี้นั้นดียิ่ง แต่ก็มิใช่ว่าจะราบรื่นอย่างที่คิด หากเราซื้อขายข่าวสารเราจะตกเป็นเป้าให้กับคนทั่วหล้า แคว้นน้อยใหญ่ทั้งหลายคงมิปล่อยเราไว้แน่”“จะกลัวอันใดอย่างไรก็มิมีใครเข้ามาในเขตป่าอยู่แล้ว ต่อให้เข้ามาก็ใช่ว่าจะเข้ามาถึงหมู่บ้านได้” เพราะหมู่บ้านตั้งอยู่ใจกลางป่ารอบแปดทิศมีสัตว์อสูรขั้นแปดอยู่แปดตน ใกล้กันมีสัตว์เทพอสูรจำศีลอยู่อีกหนึ่งตน หากมิรู้เส้นทางอย่างไรก็เข้ามามิถึงหรอก“ซื้อขายข่าวสารเราจำเป็นต้องแน่ใจว่าเป็นข่าวจริงมิใช่ข่าวลวง มิเช่นนั้นเราจะมีปัญหา”ก็จริง…เจียอี๋เห็นซูเจินเงียบไปจึงกล่าวต่อ “อีกทั้งก็ใช่ว่าจะมีแต่เราที่รวบรวมข่าวสาร บรรดาเชื้อพระวงศ์ พรรคน้อยใหญ่ ผู้มีอำนาจทั้งหลายต่างก็มีคนของตนแทรกซึมอยู่ทั่ว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามิมีคนเหล่านั้นปะปนเข้ามา? ไหนจะความเสี่ยงตอนส่งมอบข่าวสารอีกเล่า”“เจินเอ๋อร์เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก หากพลาดไปเพียงนิดเราจะล้มกันทั้งหมด อีกทั้งหมู่บ้านของเราก็อาจจะมิเป็นความลับอีก หากผู้อื่นได้ไปจะเดือดร้อนกันทั่วหล้า”ซูเจินเงียบไปอยู่นาน ครุ่นคิดปัญหาเงียบๆ มิมีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดขึ้นอีก ด้วยรู้ว่าเป็นเรื่องใหญ่เพียงใด ครั้งแรกที่ได้ยินคนทั้งสามต่างตกใจกับความคิดนี้เป็นอย่างมากหญิงในตำนานความคิดยิ่งใหญ่เพียงนี้เชียวหรือ?…เก่งกล้าเพียงนี้ก็ยังพ่ายแพ้เพียงเพราะมีรักได้“เจียอี๋ให้ใช้คนในหมู่บ้านเป็นหลักแบ่งออกเป็นฝ่ายตรวจสอบ ฝ่ายส่งสารกับฝ่ายซื้อขาย ให้ทุกคนมาเรียนถอดรหัสกับข้า ข้าจะคิดรหัสขึ้นเฉพาะคนของเรายามส่งสาร รวบรวมคนที่มิมีสังกัดใดทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพ…จือเหลียง”“ขอรับ”“เจ้าเป็นเด็กกำพร้าใช่หรือไม่?”“ใช่ขอรับ”“เจ้าไปคัดเด็กมาสักสามสิบคน นำมาฝึกฝนให้แข็งแกร่งสักหน่อยข้าจะใช้เป็นคนส่งรหัส เรื่องนี้ฝากให้เจ้ากับสือเหลียงจัดการ ดูให้แน่ใจว่าไว้ใจได้” ซูเจินหันไปสั่งจือเหลียงโดยเน้นย้ำตอนท้าย ดูเหมือนเขาจะชักสีหน้าเล็กน้อยตอนได้ยินชื่อสือเหลียงผู้เป็นพี่ชาย แต่ก็ค้อมกายแล้วรีบไปจัดการทันที“ส่วนเรื่องอื่นที่เหลือข้าจะหาทางจัดการอีกที หวังว่าท่านคงมิมีสิ่งใดคัดค้านอีกแล้วกระมัง”“เจ้าค่ะ” เจียอี๋นั้นเอ่ยขานรับอย่างลืมตัว เมื่อซูเจินเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจังทั้งยังเอ่ยเรียกชื่อตน นั่นก็บ่งบอกได้แล้วว่านี่เป็นคำสั่งมิใช่การถามความเห็นเช่นตอนแรกการแก้ไขปัญหาก็รอบคอบรัดกุมจนมิมีที่ใดโต้แย้งได้ สตรีที่เคยเป็นหนึ่งในใต้หล้าเป็นเช่นนี้เองรูปโฉมงดงานทั้งยังมีความคิดล้ำลึกซับซ้อนเหลือจะหยั่ง…ในวันนี้กองโจรได้ถูกยุบลงแล้ว แต่เกิดการค้าใหม่ที่ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าต่างต้องสะเทือนในอีกไม่นานขึ้น จากแคว้นเล็กๆตั้งอยู่ในป่าอาถรรพ์นาม แคว้นเว่ย ปกครองโดยจักรพรรดินี เว่ยซูเจิน