When Love Protects
บทที่ 1: ผู้พิทักษ์ในเงา
แสงอรุณแรกของวันทาบทอลงบนตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ในซอยเล็กๆ แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ไล้ลำแสงสีทองอ่อนละมุนผ่านบานเกล็ดหน้าต่างที่เผยอไว้เล็กน้อย ปลุกสรรพชีวิตให้ตื่นจากการหลับใหล เสียงเจื้อยแจ้วของนกกระจอกที่เกาะอยู่ตามสายไฟเริ่มดังขึ้นแข่งกับเสียงมอเตอร์ไซค์ส่งของที่เริ่มวิ่งขวักไขว่
ในห้องพักเล็กๆ บนชั้นสามของอพาร์ตเมนต์ที่ชื่อ ‘ร่มเย็น’ ซึ่งดูจะสวนทางกับสภาพภายนอกที่ดูเก่าและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยแปดขวบกำลังขยับตัวอย่างง่วนอยู่กับการจัดเตรียมของไปโรงเรียน
เด็กหญิงรินรดา หรือ ‘น้องริน’ ของคุณยาย ผมเปียสองข้างที่ถูกถักอย่างบรรจงขยับไหวไปตามการเคลื่อนไหว เธอกำลังสวมถุงเท้าสีขาวสะอาดอย่างตั้งอกตั้งใจ ชุดนักเรียนชั้นประถมปีที่สองเป็เสื้อคอบัวสีขาวสะอาดกับกระโปรงสีน้ำเงินเข้มที่ยาวคลุมเข่า แม้จะเป็เสื้อผ้ามือสองที่คุณยายไปเลือกซื้อมาจากตลาดนัด แต่ก็ถูกซักรีดอย่างดีจนไม่มีรอยยับย่น
“ยายจ๋า รินไปโรงเรียนแล้วนะคะ” เสียงใสๆ เอ่ยบอก พร้อมกับยกมือไหว้รูปถ่ายขาวดำของคุณตาที่วางอยู่ข้างโทรทัศน์เครื่องเล็ก และเดินไปหอมแก้มคุณยายที่กำลังนั่งพับถุงกระดาษอยู่บนพื้นห้อง
“ไปดีมาดีนะลูกหล่า” ยายเมตตาลูบหัวหลานสาวด้วยความเอ็นดู “ขนมปังที่เหลือเมื่อคืน ยายใส่ถุงไว้ให้แล้วนะ เผื่อหิว”
“ขอบคุณค่ะยาย” รินรดายิ้มกว้าง ดวงตากลมโตเป็ประกายสดใสรับกับใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้ม เธอหยิบถุงพลาสติกเล็กๆ ที่มีเศษขนมปังปอนด์อยู่สองสามชิ้นใส่ลงในช่องด้านข้างของกระเป๋านักเรียน ก่อนจะสะพายมันขึ้นหลังอย่างทะมัดทะแมง
ร่างเล็กเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ เธอคุ้นชินกับการดูแลตัวเองและไม่ทำเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านในตอนเช้าตรู่เช่นนี้ มือเล็กๆ บิดลูกบิดล็อกประตูอย่างคล่องแคล่ว แล้วเดินลงบันไดปูนที่ค่อนข้างชันอย่างระมัดระวัง
ที่อีกฟากหนึ่งของถนน ตรงมุมของร้านกาแฟโบราณที่มีไอร้อนกรุ่นและกลิ่นหอมของกาแฟลอยอวลอยู่ตลอด่เช้า ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มวัยยี่สิบสองปีกำลังยืนพิงเสาไฟฟ้าอยู่เงียบๆ เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีเทาธรรมดากับกางเกงวอร์มสีเข้ม รองเท้าผ้าใบเก่าๆ บนศีรษะมีหมวกแก๊ปสีดำปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจซ่อนดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่กำลังจับจ้องไปยังทางออกของอพาร์ตเมนต์ร่มเย็นได้
‘ภูผา’ นักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีสุดท้าย ถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นร่างเล็กๆ ในชุดนักเรียนเดินออกมาจากตึก เขายกแก้วโอเลี้ยงในมือขึ้นจิบช้าๆ ใช้มันเป็เครื่องมือกำบังสายตา ไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่าเขากำลังมองอะไรอยู่
นี่เป็กิจวัตรของเขามาเกือบสองเดือนแล้ว...
ครั้งแรกที่เขาเห็นเด็กหญิงรินรดาคือตอนที่เขากำลังวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า เขาเห็นเธอเดินออกมาจากซอยนั้นคนเดียว สะพายกระเป๋าใบโตที่ดูแทบจะใหญ่กว่าตัว กำลังจะข้ามถนนที่รถราเริ่มพลุกพล่าน ความรู้สึกเป็ห่วงและสัญชาตญาณของผู้พิทักษ์มันก็แล่นขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่อยู่
เขาเฝ้าสังเกตเธออยู่หลายวัน และพบว่าเด็กคนนี้เดินไปโรงเรียนคนเดียวทุกเช้า และเดินกลับบ้านคนเดียวทุกเย็น เธอไม่เคยมีเพื่อนเดินมาด้วย ไม่มีผู้ปกครองมารับมาส่ง หัวใจของนักเรียนตำรวจอย่างเขากระตุกวูบเมื่อนึกถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้ทุกวินาที
จากความกังวลในตอนแรก มันค่อยๆ กลายเป็ความผูกพันในรูปแบบที่เขาเองก็ไม่เข้าใจนัก ภูผาพบว่าตัวเองเริ่มมาดักรอเธอทุกเช้า แอบเดินตามหลังเธอไปห่างๆ จนแน่ใจว่าเธอเข้าประตูโรงเรียนอย่างปลอดภัย และในตอนเย็น เขาก็จะหาที่เหมาะๆ แถวหน้าโรงเรียน ทำทีเป็นั่งอ่านหนังสือหรือคุยโทรศัพท์ รอจนเธอเลิกเรียน แล้วก็แอบเดินตามหลังกลับไปส่งเธอที่อพาร์ตเมนต์อีกครั้ง
รินรดาไม่เคยรู้เลยว่า ในทุกย่างก้าวของเธอ มีสายตาคู่หนึ่งคอยเฝ้ามองและปกป้องอยู่เสมอ
เช้านี้ก็เช่นกัน เมื่อร่างเล็กเริ่มออกเดิน ภูผาก็ทิ้งแก้วโอเลี้ยงลงถังขยะแล้วเริ่มเดินตามในระยะที่ปลอดภัย
รินรดาไม่ได้เดินตรงไปยังโรงเรียนในทันที จุดหมายแรกของเธอคือท้ายซอย ที่ซึ่งมี ‘เ้าสามสี’ แมวจรจัดท้องแก่กำลังนอนขดรออยู่ เด็กหญิงย่อตัวลงช้าๆ แล้วหยิบเศษขนมปังชิ้นเล็กๆ ออกจากถุง ยื่นให้มันอย่างอ่อนโยน
“สามสี กินเยอะๆ นะ จะได้มีแรงคลอดลูก” เธอลูบหัวมันเบาๆ ขณะที่มันเคี้ยวขนมปังตุ้ยๆ ภูผาที่มองมาจากมุมตึกยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกชื่นชมในความมีเมตตาของเด็กคนนี้เหลือเกิน ในโลกที่ต่างคนต่างเร่งรีบ เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนี้กลับเผื่อแผ่ความใจดีให้กับสัตว์ที่ไม่มีใคร้า
หลังจากให้ขนมปังแมวจรแล้ว รินรดาก็เดินต่อไปยังลานกว้างเล็กๆ ข้างตลาด ที่นั่นมีสุนัขจรจัดสองสามตัวนอนอยู่ เมื่อพวกมันเห็นร่างเล็กๆ ที่คุ้นเคย ก็พากันลุกขึ้นกระดิกหางต้อนรับอย่างดีใจ รินรดาแบ่งขนมปังส่วนที่เหลือให้พวกมันอย่างเท่าเทียมกัน พูดคุยกับพวกมันด้วยภาษาที่เธอเข้าใจอยู่คนเดียว
มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่ด้วยความเร็วสูง แล่นแปล๊บ ผ่านไปอย่างรวดเร็วและน่าหวาดเสียวจนเฉียดร่างของเด็กหญิงไปเพียงนิดเดียว หัวใจของภูผาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขากำหมัดแน่น สันกรามบดเข้าหากันด้วยความโกรธ ถ้าเขาอยู่ใกล้กว่านี้อีกนิดเดียว...เขาคงพุ่งเข้าไปกระชากคอไอ้คนบ้าบิ่นนั่นลงมาแล้ว
แต่รินรดากลับดูไม่ตื่นใเท่าไหร่ เธอเพียงแค่ขยับหลบและมองตามรถคันนั้นไป ก่อนจะหันกลับมาลูบหัวเ้าสุนัขตัวหนึ่งราวกับจะปลอบใจมันว่าไม่มีอะไร
ภูผาถอนหายใจยาว รู้สึกโล่งอกแต่ก็ยังขุ่นเคืองไม่หาย เขาตัดสินใจขยับระยะเข้าไปใกล้เธออีกนิด
เส้นทางสุดท้ายก่อนถึงโรงเรียนคือสวนสาธารณะเล็กๆ รินรดาเดินไปหยุดใต้ต้นหางนกยูงใหญ่ เธอเงยหน้าขึ้นมอง แล้วทำเสียง ‘จิ๊ๆ’ ในลำคอ ไม่นานนัก กระรอกตัวเล็กๆ สองสามตัวก็วิ่งไต่ลงมาตามลำต้นอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงโปรยเศษขนมปังชิ้นสุดท้ายที่เหลือติดถุงลงบนพื้นให้พวกมัน เป็ภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูจนคนที่แอบมองอยู่ต้องเผลอยิ้มอีกครั้ง
เขาเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าหากในอนาคตเขามีครอบครัว เขาอยากจะมีลูกสาวที่น่ารักและจิตใจดีแบบนี้...ความคิดนั้นทำให้แก้มของหนุ่มนักเรียนตำรวจร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ในที่สุด รินรดาก็เดินมาถึงประตูโรงเรียนประถมศึกษาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสวนสาธารณะ เธอยกมือไหว้คุณครูที่ยืนรอรับนักเรียนอยู่หน้าประตู ก่อนจะวิ่งเข้าไปรวมกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่กำลังเล่นกันอยู่ในสนาม
ภารกิจใน่เช้าของภูผาสิ้นสุดลงตรงนี้ เขายืนมองร่างเล็กๆ นั้นจนลับสายตาไปในกลุ่มเด็กนักเรียนจำนวนมาก ความรู้สึกอุ่นวาบก่อตัวขึ้นในหัวใจ เขาสบายใจที่เธอปลอดภัย
ชายหนุ่มหันหลังกลับ ตั้งใจจะไปวิ่งต่อให้เหงื่อออกเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการฝึกหนักในวันนี้ แต่ในใจก็อดนับเวลาถอยหลังไม่ได้...รอจนถึงสี่โมงเย็น ที่เขาจะได้กลับมาทำหน้าที่ ‘ผู้พิทักษ์ในเงา’ ของเด็กหญิงรินรดาอีกครั้งหนึ่ง