ความรู้สึกห่อเหี่ยวในใจอีกทั้งเหตุการณ์ที่ตัวเองเพิ่งประสบพบเจอมาเมื่อครู่นี้ทำให้ฉันอดย้อนคิดไปถึงเื่ราวที่ทำให้ตัวเองต้องกลายสภาพมาเป็ผู้วิเศษ(ที่ไม่น่าพิสมัยเลยสักนิด) แบบนี้ไม่ได้...
จุดเริ่มต้นของเื่ราวคงต้องย้อนกลับไปเมื่อราวหกเดือนก่อนหลังจากที่ฉันประสบอุบัติเหตุตกบันไดวัดขณะไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ประจำปีและถึงแม้ว่าเื่ราวหนนั้นมันจะผ่านมาแล้วเกือบครึ่งปีก็ตามแต่ฉันยังจำได้ดีถึงภาพสุดท้ายก่อนที่สติตัวเองจะตัดฉากไปมันเป็ภาพของรองเท้าผ้าใบคู่ใจที่ลอยละลิ่วปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนที่มันจะตกลงมากระแทกลงกลางหน้าผากของฉันอย่างจังแถมมันยังเป็จังหวะเดียวกันกับที่ท้ายทอยของฉันฟาดเข้าให้กับขอบบันไดหินอ่อนลงอย่างพอดิบพอดี...
และนับจากเหตุการณ์นั้นฉันก็สลบไปเกือบสามวันเต็มๆ อยู่ที่โรงพยาบาล และแม้ว่าผลการตรวจร่างกายจะบ่งชี้ว่าฉันไม่เป็อันตรายถึงชีวิตแล้วก็ตามแต่ด้วยสภาพที่ฉันหลับใหลไม่รู้เื่รู้ราวก็เล่นเอาคนเฝ้าไข้อย่างป้าเนียนร้อนใจน่าดู
กระทั่งเมื่อวันที่สี่มาถึงเสียงแรกที่ปลุกให้ฉันตื่นขึ้นก็ยังคงเป็เสียงของป้าเนียนคนเดิมคนที่เลี้ยงฉันมาั้แ่จำความได้...
"ปะ...ป้า..."
“เอ้า! ไอ้หนอนตื่นแล้วหรอวะ ข้าก็นึกว่าจะตายห่าไปซะแล้วแจ๊บ...แจ๊บ...เออ...ส้มนี้อร่อยดีแฮะ”ป้าเนียนเปิดปากทักทายฉันด้วยคำพูดที่ฟังดูระรื่นหูทันทีที่เห็นฉันลืมตาขึ้นมา
“หึ...ยังมั้งป้า...ความจริงหนอนยังหลับอยู่แต่ถอดจิตมาดูป้ากินของเยี่ยมน่ะซิ”ฉันพูดแหย่ป้าเนียนกลับไปเหมือนกันในขณะที่ดวงตาได้แต่ปิดลงอีกครั้งเพราะยังรู้สึกปวดตึงๆ ที่ท้ายทอยอยู่
“อะโหเว้ย...ตื่นมาก็ปากดีเลยนะเอ็งปากดีแบบนี้คงไม่เป็ไรแล้วล่ะมั้ง...ชิ"ป้าเนียนที่คายเม็ดส้มในปากออกแล้วจัดการแว้ดใส่ฉันจนแสบแก้วหูก่อนจะถามถึงสิ่งที่ตนอยากรู้ออกมา
"เออ...ว่าแต่แล้วนี่เอ็งไปทำบุญอีท่าไหนล่ะถึงได้เกือบขึ้นเมรุแทนขึ้นโบสถ์แบบนี้"
"ก็ท่าปกตินะป้า ป้าจะให้หนอนตีลังกาไปทำบุญหรือยังไง"ฉันย้อนตามนิสัยที่ชอบแหย่ป้าเนียนเล่น
"ชิชะ! ไอ้นี่วอนซะแล้ว...ฮึ่ม..." ส่วนป้าเนียนก็ทำเป็ขึงขังใส่ตามวิสัยของแกในขณะที่มือก็กำลังปอกส้มลูกที่สองไปพลาง
"เอาจริง ๆเอ็งไปเดินกระโดกกระเดกจนผีที่วัดเขาหมั่นไส้เอาหรือเปล่าเขาถึงถีบเอ็งตกกระไดมาน่ะ...ดีไม่คอหักตาย"ป้าเนียนพูดก่อนที่มือจะหยิบส้มเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ต่อ
"เฮ้ออออ ~~ เอ็งนะเอ็งเกือบไปแล้ว...แจ๊บ...แจ๊บ...ทีหลังจะลุกจะนั่งจะเดินเหินก็หัดระมัดระวังบ้างซิวะ...แง่ม...แจ๊บ...โชคดีแค่ไหนที่ยังฟื้นขึ้นมาได้เนี่ย...เอื๊อก~~" ป้าเนียนที่ยังคงพูดพร่ำไปเรื่อยโดยที่ในปากของแกเต็มไปด้วยกลีบของผลส้มส่วนฉันที่ได้แต่นอนหลับตาทนฟังป้าเนียนแกสวดสั่งสอนเพราะคร้านจะเถียงกับแกก็โชคดีที่ไม่ต้องทนฟังนานนักบุคคลที่เป็เหมือนระฆังช่วยชีวิตอย่างคุณหมอกับเหล่าพยาบาลอีกสองสามคนก็เข้ามาเพื่อห้ามศึกพอดี
“อ้าว...รู้สึกตัวแล้วหรือครับคุณชมพูสิรินตอนนี้ยังรู้สึกเจ็บหรือปวดตรงท้ายทอยอยู่ไหมครับ”คุณหมอหนุ่มที่มาได้อย่างประจวบเหมาะหลังจากเข้ามาตรวจดูแล้วเจอฉันฟื้นขึ้นมาพอดีเอ่ยทักทายก่อนจะส่งสายตามาเพื่อรอฟังคำตอบจากฉัน
“ยังปวดท้ายทอยอยู่บ้างคะคุณหมอ” ฉันตอบกลับไปอย่างที่ตัวเองรู้สึกจริงๆ
“อืม...คงจะเกิดการอักเสบฟกช้ำจากแรงกระแทกน่ะครับ ทานยาพักฟื้นอีกสักสองสามวันก็คงจะดีขึ้นส่วนเื่การรักษาเบื้องต้นหมอได้ทำการเอกซเรย์กับซีทีสแกนให้แล้วไม่พบรอยร้าวหรือเืออกในสมองดังนั้นก็คงไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง”คุณหมอพูดพร้อมกับสายตาเปลี่ยนจากมองมาที่ฉันเป็ไปมองชาร์จประวัติผู้ป่วยในมือแทน
“แล้วหลานฉันมันจะเอ๋อไหมคะคุณหมอ ปกติมันก็ไม่ค่อยจะเต็มเต็งอยู่แล้ว”ป้าเนียนที่จู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นถามหมอตามประสาตาสีตาสาชาวบ้านจนฉันที่ฟังถึงกับเบิกตากว้างเรียกป้าเนียนเสียงดัง
“ป้า...!!”
"อูยยยย...แล้วเอ็งจะเสียงดังทำไมวะ ตกอกใหมด"คนพูดเอามือแคะหูบ่นอุบใส่ฉันก่อนที่คำตอบของหมอหนุ่มตรงหน้านั้นจะพูดสวนกลับมาจนทำให้ฉันถึงกับอยากเปลี่ยนเป้าหมายจากหยุมหัวป้าเนียนเป็หยุมหัวหมอแทน
“คุณป้าไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณชมพูสิรินคงจะไม่แย่ไปกว่าปกติหรอกครับ...หึหึ”คำพูดราบเรียบที่มาพร้อมกับการกลั้วหัวเราะในลำคอเมื่อบวกเข้ากับใบหน้าอมยิ้มโดยที่มีสายตากวนประสาทที่อยู่ภายใต้แว่นสี่เหลี่ยมกรอบสีดำด้วยแล้วกลับยิ่งส่งให้หมอหนุ่มตรงหน้าดูน่าหมั่นไส้เพิ่มขึ้นอีกมากโขเลยทีเดียว
(อ้าว...ไอ้หมอนี่นอกจากหน้าตาดูโรคจิตแล้วยังปากไม่ดีอีกนะ...หึ...ถ้าปากไม่ดีแบบนี้ก็ขอให้นกเขาไม่ขันหรือไม่ก็สั้นเป็ขันทีไปเลย...ชิๆๆ)
ฉันแอบแช่งหมอปากหมาตรงหน้าในใจพร้อมกับเม้มปากตัวเองเอาไว้แน่นด้วยกลัวว่าจะเผลอพูดเสียงในหัวออกไป
เพียงแต่ว่า...ในขณะที่ฉันกำลังกลอกตาไปมาแช่งหมอในใจอยู่นั้นฉันที่มัวแต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก็เลยไม่ทันได้ฟังเลยว่าหมอถามอะไรจนกระทั่งหมอหนุ่มที่ดูจะทนไม่ไหวเพราะเห็นฉันเอาแต่เหม่อลอยสติไม่กลับมาสักทีก็ได้เอื้อมมือมาแตะที่มือของฉันเบาๆ
และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง...
วูบ!
(อะ...โอ๊ยยยย! อะไรพุ่งเข้าตาเนี่ย...?)
ฉันสบถอยู่ในใจด้วยความใกับสิ่งที่เกิดขึ้น...และทันทีที่หมอกขาวที่พุ่งเข้าใส่หน้าค่อยๆ จางลง...เสียงที่ดังขึ้นในโสตประสาทพร้อมกับภาพเคลื่อนไหวที่ค่อย ๆฉายขึ้นกระทั่งชัดแจ๋วก็เผยให้เห็นภาพของชายหนุ่มรูปร่างคุ้นตากำลังยืนหันข้างอยู่ตรงหน้าในสภาพเปลือยเปล่าโดยที่อิริยาบถของเขานั้นเผยให้เห็นว่าเขากำลังยืนอยู่ด้านข้างของเตียงที่มีผ้าสีเขียวคลุมเอาไว้
เพียงแต่ที่สิ่งที่น่าระทึกใจไปกว่านั้นนั่นก็คือนอกจากชายหนุ่มรูปร่างคุ้นตาจะยืนแก้ผ้าแล้วบนเตียงที่เขายืนอยู่ด้านข้างนั้นก็ยังมีเรือนร่างของผู้หญิงที่เปลือยเปล่านอนนิ่งดูไม่มีสติอยู่เช่นกันและถึงแม้ว่าฉันจะพยายามเพ่งมองไปยังเรือนร่างเปลือยเปล่าบนเตียงที่นอนนิ่งอยู่นั้นฉันกลับไม่อาจรู้ได้เลยว่าเธอคนนั้นเป็ใครเนื่องจากบริเวณใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นได้มีหมอกสีขาวบดบังเอาไว้เต็มหนาแน่นไปหมด...
"ซี๊ดดดด...อยากจับมานานแล้วนมใหญ่ ๆ เป็ธรรมชาติแบบนี้อู้วววว...ช่วยทำให้เอ็นผมแข็งหน่อยนะครับคนไข้...ผมอัดอั้นไม่ได้ปลดปล่อยมานานแล้ว...อ่าาาา~~
เสียงกระเส่าแสนคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเอ่ยพูดพร้อมกันกับที่มือข้างหนึ่งของคนที่พูดยื่นไปนวดคลึงยังหน้าอกอวบขนาดใหญ่แล้วบีบเคล้นเล่นไปมาจนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความฟิน ส่วนมืออีกข้างที่ไม่ยอมน้อยหน้าก็กำลังทำการนวดคลึงขยับขยุกขยิกหมกมุ่นอยู่ตรงอวัยวะตรงกลางระหว่างขาของเขาเองและด้วยท่าทางแบบนั้นก็ยิ่งทำให้ฉันขมวดคิ้วด้วยความสงสัยระคนขยะแขยงในเวลาเดียวกัน
(ยี้...ไอ้บ้าโรคจิตที่ไหนมาทำอุบาทว์ในโรงพยาบาลแบบนี้ว่าแต่...ทำไมเสียงมันดูคุ้น ๆ หูจัง...?)
ฉันที่ก่นด่าไปพร้อมกับความรู้สึกสงสัยว่าไอ้โรคจิตที่กำลังยืนทำสัปดนอยู่ตรงหน้านี้มันเป็ใครกันและในจังหวะเดียวกันนั้นเองร่างกายพร้อมกับใบหน้าของคนที่ฉันขนานนามให้ว่าเป็ไอ้โรคจิตก็ค่อยๆ หันมาทางฉัน จนภาพตรงหน้านั้นก็ทำให้ฉันถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้างทันที...!!