บทที่ 29 อะไรก็เกิดขึ้นในป่า
ในป่าเงียบสงัดเริ่มมีต้นไม้หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เสียงเท้าที่เหยียบย่ำลงบนเศษไม้และกิ่งไม้กรอบแห้ง เริ่มแปรเปลี่ยนเป็เสียงย่ำเท้าหนักๆ เสิ่นลี่อิงกำลังอุ้มเปาหลงวิ่งหนีคนร้ายลึกเข้ามาในป่า
‘ทุกครั้งที่เข้าป่า ซวย ซวยตลอด มันทำไมนัก!!!!’
เปาหลงหลับตาปี๋ซบลงที่ตัวนางไม่พูดหรือร้องไห้ออกมาแม้เพียงนิด นางไม่คิดว่าคนร้ายกลุ่มนี้จะหมายจัดการนาง เพราะพวกเขาส่งคนร้ายให้ไล่ล่าตามมาเพียงคนเดียว วันนี้ไม่คล่องตัวแม้สักนิดนักฆ่ามืออาชีพทั้งนางยังมีเปาเปามาด้วย
“เปาหลงอดทนหน่อยนะ เดี๋ยวเ้าไปหลบหลังซากไม้ใหญ่นั้น” นางวิ่งจนสุดแรงกำลังที่มีวางเปาเปาน้อยลงให้เขาวิ่งไปหาที่กำบัง แล้วมือบางจึงหยิบค้อนเหล็กออกมาจากมิติซ่อนไว้ด้านหลัง นางจับค้อนให้มั่นทำสีหน้าหวาดกลัวรอนักฆ่าที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพอดีระยะเหวี่ยงมือก็ฟาดค้อนด้านที่ไว้สำหรับงัดตะปูเฉาะลงไปเต็มแรง
เืสีสดไหลออกมาจากแผลของอีกฝ่าย ร่างสันทัดแข้งขาอ่อนล้มคุกเข่าลงมาตรงหน้าเสิ่นลี่อิง นางเข้าไปจับบ่าของเขายึดไว้ให้มั่นแล้วดึงค้อนที่คาบนศรีษะฝ่ายตรงข้ามออกมา
“เห้อ ข้ายังตายไม่ได้จริงๆ” นางถอนหายใจกล่าวออกมาและดันเขาให้หงายหลังลงไป เสิ่นลี่อิงไม่อยากตาย ภพที่แล้วต้องตายจากมาทั้งที่ชีวิตพึ่งเริ่มจะเป็แบบที่ฝัน ชาตินี้นางจะขออยู่จนผมขาวใครหน้าไหนก็ขวางนางไม่ได้ ท่านเทพก็อย่าหวังว่าหญิงสาวผู้ได้ชีวิตใหม่จะยอมจากไปโดนไม่ขัดขืน
เสิ่นลี่อิงลากศพของเขามาอีกทางคล้ายว่าไล่ล่านางและเปาหลงไปทางอื่น แม้ลึกๆรู้ว่าหากนักฆ่าคนอื่นตามมาคงตบตาได้ไม่นาน แต่นางก็อยากซื้อเวลาให้ตนเอง แม้จะจัดการได้แต่นั่นเป็เพราะการเล่นทีเผลอของนาง หากต้องต่อสู้กับคนที่เหลือเพียงคนเดียวเช่นนี้คงทำไม่ได้แน่
นักฆ่ากลุ่มนี้ดูท่าทางเก่งกาจกว่ากลุ่มที่ตามตัวนางหรือญาติผู้พี่จากป่าฝากนู้นมาก ค่าจ้างย่อมแพงกว่า และตัวเป้าหมายต้องเป็คนที่สำคัญกว่าเสียนอ๋องของแคว้น
‘ยังเหลือใครปากที่จะสูงศักดิ์ได้กว่านี้กัน’
“ข้าตัวใหญ่ ข้ากล้าหาญ ข้าฉลาด” เมื่อเด็กเข้าไปใกล้ที่ซ่อนของเปาเปาตัวน้อยก็ได้ยินเสียงพึมพำเรียกกำลังใจที่นางเคยสอนไว้ซ้ำไปซ้ำมา
“เปาหลงให้พี่อุ้มหรือไม่” นางส่งเสียงเรียกเด็กน้อยเบาๆ ไม่ให้เขาใ
เปาเปาสูดหายใจเข้าเต็มปอดเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเจอนาง เสิ่นลี่อิงจึงอุ้มเขาหาวิธีอ้อมออกจากป่าโดยหลีกเลี่ยงเส้นทางเดิม
.
.
.
“อ๊ากกก!!” เสียงร้องของมนุษย์ดังขึ้นหลังจากหนึ่งหญิงสาวหนึ่งเด็กน้อยเดินกึ่งวิ่งมาได้ครู่ใหญ่ เสิ่นลี่อิงนำนิ้วจรดริมฝีปากเป็สัญญาณให้เด็กน้อยเงียบ และชี้ให้ไปซ่อนตัวไว้
เมื่อเห็นว่าเปาหลงซ่อนมิดชิดดีแล้วจึงได้หลับตาคู่สวยลงตั้งใจฟังว่ามีเสียงที่ผิดปกติออกมาจากจุดใด นางเลือกที่จะลอบแอบมองก่อนจะเห็นว่ามีเด็กผู้ชายที่พึ่งเริ่มเข้าวัยรุ่นดูแล้วน่าจะอยู่ในวัย 12-13 ปี ก็รีบพุ่งตัวเข้าไป เพราะมั่นใจว่าเด็กคนนี้อย่างไรคงไม่ใช่นักฆ่า
เด็กชายที่พิงต้นไม้อยู่กำลังเสียเืมากเพราะเ้าตัวดึงมีดสั้นที่ปักอยู่ใต้ไหประร้าออกมา ตาของเขาปรือแทบจะปิดแต่เมื่อนางเข้าไปใกล้ก็ยังพยายามดิ้นหนี “เ้าอยู่นิ่งๆ ข้าจะมาช่วย”
อีกฝ่ายจึงมองหน้านางนิ่งเขาฝืนลืมตาขึ้นมา อาจเพื่อจดจำใบหน้าของนางให้ชัดๆ แต่นางไม่มีเวลาจะสนใจเพราะต้องรักษาเขาก่อน “ทีหลังถ้าโดนของมีคมอย่าดึงออกเอง เสียเืเท่ากับตาย”
นางพยายามห้ามเืด้วยอุปกรณ์ในมิติแต่ก็ต้องแปลกใจเพราะเส้นเืของเขายังอยู่ดี “ทำไมเ้าเืออกทั้งที่เส้นเืไม่ได้ถูกตัด”
“พ..พิษ แค่กๆ” เด็กที่กำลัวจะเป็หนุ่มตรงหน้าพูดออกมาได้คำเดียวก็เริ่มกระอักเืออกมาทางปากด้วย
‘โลกนี้มันจะพิษเยอะพิษแยะพิศดารอะไรขนาดนี้เนี่ย!?’
น้ำกลิ่นจันทร์เ้าประจำจึงถูกนำมาให้ดื่มลงไป นางใส่ยาและพันแผลให้เขาจนเรียบร้อย แต่ดูเหมือนการสำรอกพิษจะทรมานเกินไปเขาจึงสลบไป นางจึงทิ้งน้ำกลิ่นจันทร์ไว้ในขวดเล็กๆ และเขียนบอกให้ทยอยจิบทุกชั่วยามจนหมด
เสิ่นลี่อิงนำเปลือกไม้มาบดบังตัวเข้าไว้ และตัดสินใจไปต่อ นางช่วยเท่าที่ทำได้แล้ว หลังจากนี้จะรอดหรือไม่ก็ล้วนเป็เวรกรรมของเขามิใช่ตัวนาง
“ข้าช่วยได้เท่านี้ ข้ามีคนต้องปกป้อง ขอลา”
นางพูดจบก็ลุกไปอุ้มเปาเปาวิ่งต่อมาอีกหน่อยก็เจอกับกลุ่มองค์รักษ์ของญาติผู้พี่ที่กำลังออกตามหานาง นางรีบให้สัญญาณสั่งให้พวกเขาเงียบและเร่งสาวเท้าเข้าไปหา
“ในป่ามีคนตามล่ากัน เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเรา รีบไป”
.
.
เมื่อนางกลับมาถึงขบวนอย่างปลอดภัยก็ลืมสิ่งที่ไปดั้นด้นไปเก็บมาเสียสนิท รีบผัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วไปคุยกับเสียนอ๋องทันที
“ญาติผู้พี่ กลุ่มนักฆ่านี้ท่าทางเก่งกาจนัก ข้ารอดมาได้เพราะมีคนติดตามมาเพียงคนเดียว และเขาไม่ได้เตรียมใจว่าข้าจะทำอะไรรุนแรง ดูพร้อมเพรียงและวางแผนมามาก ไม่เหมือนที่ข้าเจอหรือที่ท่านเจอ”
“เ้ากำลังจะพูดอะไร”
“มีใครที่สูงศักดิ์กว่าตัวท่านมาที่นี่ใน่เวลานี้หรือไม่”
“อย่างเป็ทางการไม่มี ถ้าอย่างไม่เป็ทางการเื่นี้คงต้องมีการสืบสวน”
“ข้าคิดว่าควรเป็ระดับองค์ชาย หากมาตายที่นี่ท่านจะเดือดร้อนหรือไม่”
ชายหญิงผู้มีสถานะเป็ลูกพี่ลูกน้องถกและปรึกษากันอย่างออกรส หากเป็องค์ชายของแคว้นตู้ปัญหาที่ตามมาอาจพอจะจัดการได้ แต่หากเป็องค์ชายแคว้นอื่นแฝงตัวเข้ามาเื่นี้คงใหญ่โตกว่าที่ใครจะคาดคิด
การเดินทางต้องล่าช้าออกไปอีกหนึ่งวัน เพราะนางหายไปกลับมาก็เกือบค่ำมืดเสียแล้ว ระหว่างทางที่เหลืออยู่นางคงจะไม่แวะเก็บอะไรอีกแล้ว ป่าและลี่อิงเห็นทีจะเป็สิ่งที่เข้ากันไม่ได้อย่างแท้จริง
เสิ่นลี่อิงได้แต่กลับมานั่งในรถม้าของตนเองชื่นชมสมบัติล้ำค่าจากป่าชิ้นสุดท้ายนั่นก็คือ ‘นุ่น’
“ไว้ไปถึงบ้านท่านพ่อเ้าเราเอาสิ่งนี้มาทำหมอนหนุนนิ่มๆกันเถิด”
เปาหลงยกยิ้มเมื่อได้ไปเล่นกับพี่องค์รักษ์ที่พาออกมาก็ดูจะหายกลัวเป็ปลิดทิ้ง โดยที่ไม่รู้เลยว่าเขากำลังยิ้มเพราะพี่องค์รักษ์ชื่นชมว่าเปาเปาน้อยมีฝีมือร้ายกาจต่อสู้ด้วยสมองมิใช่เพียงแต่ออกแรง หากโตขึ้นจะต้องปกป้องแคว้นได้แน่ สำหรับเด็กน้อยหากปกป้องได้ทั้งแคว้นแปลว่าเขาย่อมปกป้องพี่สาวได้ เขาจะตอบแทนที่นางดูแลเขามาตลอด
“นอนกันเถิดขอรับข้าอยากโตไวๆ”
.
.
.
ผ่านไปสิบกว่าวันขบวนรถม้าของเสียนอ๋องก็มาหยุดอยู่หน้าจวนหนิงอ๋อง