ตอนที่ 183 เก่งมั้ย! เก่งมั้ย!
มื้อค่ำและการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มทำให้แรงใจและพลังกายของทุกคนกลับคืนสู่สภาวะที่ยอดเยี่ยม การเดินทางในวันนี้จึงสามารถไปได้ไวและครอบคลุมยิ่งกว่าเดิม
อย่างหนึ่งที่นิทานได้รับรู้เพิ่มก็คือเลโอนั้นกินเก่งอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากแกงถ้วยใหญ่นั้นแล้วเธอยังหยิบเอาเสบียงส่วนตัวที่เตรียมออกมากินเพิ่มอีกชุดใหญ่จนหลายคนมึนงงกับความอยากอาหารของเธอ
เลโอตอบเขิน ๆ ว่าเป็นเพราะคทาของเธอเป็นสมบัติวิเศษที่มีข้อเสียเช่นกัน ผลของมันคือจะทำให้เธอหิวเป็นพิเศษซึ่งแน่นอนว่านิทานไม่ทราบว่าจะเชื่อดีหรือไม่หากเขาก็ไม่ได้พูดอะไร
ความเครียดเริ่มน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ละคืนเริ่มมีการพูดคุยเล่นกันระหว่างทางมากขึ้น มีการเริ่มให้ความสนใจกับสภาพแวดล้อมมากกว่าจะระแวงไปทั้งหมด แต่ในฐานะผู้ช่ำสนามแล้ว พวกเขาทั้งหมดไม่มีใครประมาททั้งสิ้น ยังคงพร้อมต่อสู้อยู่ทุกเวลา
หลังการเดินทางมาระยะหนึ่ง คีตาที่นำอยู่หน้าสุดก็ส่งภาพหนึ่งมาให้นิทาน ภาพที่เห็นทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ทุกคนครับ สัตว์อสูรระดับโทที่ขวางทางครั้งนี้ไม่มีช่องให้ลอดไปได้ครับ” นิทานเอ่ยกับสมาชิกกลุ่ม
ก่อนหน้านี้นิทานมักใช้คำแห่งพลัง อาณาเขต ของคีตาเพื่อตรวจจับและหลบเลี่ยงสัตว์อสูรระดับนักสลักโททั้งหมด แม้พวกเขาจะจัดการมันได้ไม่ยากแต่หากไม่จำเป็นก็ไม่มีเหตุผลให้เข้าต่อสู้ ยังมีเรื่องที่กลิ่นเลือดและไอพลังอาจดึงดูดสัตว์อสูรตัวอื่นมาได้อีก
หากเป็นระดับที่ต่ำลงมา เพียงศรของโฮโจที่เสริมพลังด้วยเลโอก็มากเกินพอ หลายครั้งด้วยซ้ำที่คีตาลอบออกไปจัดการให้เงียบ ๆ ก่อนเพื่อให้เดินทางสะดวก ทั้งสองวิธีนี้ทิ้งร่องรอยไว้น้อยที่สุด
หากเป็นระดับนักสลักโท พวกเขาทั้งหมดจะเดินอ้อมเล็กน้อย อย่างไรพวกเขาก็ไม่หลงทางอยู่แล้วตราบใดที่หนุ่มผมหางม้าปรกลำคอคนนี้ยังอยู่กับพวกตน
ตลอดการเดินทางในป่าใต้พิภพทั้งสองวันล้วนเป็นเช่นนี้ หากในที่สุดวันนี้พวกเขาก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้อีก
“มี 3ตัวครับ อาณาเขตของพวกมันเรียงกันเป็นเส้นตรงเลย ไม่มีช่องว่างให้มุดไปได้ ถ้าจะอ้อมก็ต่ำ ๆ 5กิโลเมตรครับ” นิทานอธิบายเมื่อสายตาของทั้งหมดกลับมารวมกันที่เขา
ทั้งหมดฟังอย่างตั้งใจพร้อมทั้งตั้งท่าเตรียมพร้อม พวกเขาย่อมไม่หวาดกลัวเพียงแค่สัตว์อสูรระดับนักสลักโท ทางเพชฌฆาตนั้นแทบจะหุบรอยยิ้มไว้ไม่อยู่
“งั้นฝ่าไปกันเถอะครับ ผมไม่ได้ออกแรงมาตั้งนานแล้ว ถือว่าเป็นการซ้อมไว้ก่อนเผื่อต้องเจอสัตว์อสูรระดับอริยะ ไม่ได้สู้นาน ๆ ดาบตัดเศียรทื่อแย่เลย” เพชฌฆาตพูดยิ้ม ๆ
ไม่มีใครปฏิเสธทางเลือกนี้ การได้เข้าถึงส่วนลึกของป่าหมายถึงโอกาสที่พวกเขาจะเจอร่องรอยนั้นสูงยิ่งขึ้น
“ระยะห่างของทั้งสามตัวนั้นไม่ได้มากขนาดนั้น หากโจมตีตัวตรงกลางมีโอกาสค่อนข้างสูงที่ตัวซ้ายและขวาจะจับสัมผัสได้ เพราะงั้นผมจะให้คีตาไปล่อออกมาก่อนตัวหนึ่ง ผมไปล่ออีกตัวหนึ่ง แล้วพวกคุณเข้าจัดการตัวตรงกลางนะครับ” นิทานจัดแจง
ด้วยไอพลังที่แผ่ออกมายามที่พวกเขาต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับนักสลักโท ไม่แปลกเลยหากอีกสองตัวจะสัมผัสได้และเข้ามาร่วมวง ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเป็นศึกที่เอิกเกริกเกินไป การแยกพวกมันออกจากกันเป็นสิ่งที่จำเป็น
“ผมคิดว่าคุณนิทานควรรวมอยู่กับกลุ่มหลักนะครับ ความสามารถตรวจจับของคุณจะทำให้กลุ่มหลักสามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้โดยสูญเสียน้อยที่สุด” อิซึมิไม่เห็นด้วย
พวกเขาในที่นี้ไม่มีใครที่ตรวจจับได้ยอดเยี่ยมเท่านิทาน หากเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างระดับอริยะบุกเข้ามาจริง ๆ การที่นิทานอยู่ใกล้ ๆ คือประกันความปลอดภัยที่ดีที่สุด
“งั้นผมไปล่ออีกตัวให้เองครับ ขอแค่การเสริมพลังจากคุณเลโอก็เหลือ ๆ แล้ว” เพชฌฆาตเสนอตัว
ไม่มีใครคัดค้าน หากจะให้พูดเรื่องความคล่องตัวและการเอาตัวรอดในศึก รองจากนิทานและคีตาแล้ว เพชฌฆาตย่อมเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
“จริง ๆ ให้ผมตบมือเก็บสามเลยก็ได้นะครับ ไม่เสียเว..”
“ไม่เป็นไรครับ!”
“อย่าลำบากเลยค่ะ”
“เกรงใจครับ”
“เก็บพลังไว้เถอะครับ”
“กลัวแล้วค่ะ”
ทั้งห้าคนตอบอย่างพร้อมเพรียงกันโดยที่มีความหมายแนวเดียวกันจนนิทานชะงักไป เห็นสีหน้าของคนทั้งห้าที่พยายามห้ามเขาอย่างเต็มที่แล้วก็อดจะน้อยใจไม่ได้
แล้วฉันเตรียมยาฟื้นฟูมาตั้งเยอะ เปลืองมั้ยเนี่ย นิทานบ่นอุบ
หากเขาได้ยินไม่ผิดมีคนที่เหมือนจะบอกว่า ‘กลัวแล้วค่ะ’ ด้วย
“เก็บพลังไว้เตรียมสู้กับตัวโหด ๆ เถอะครับ เรื่องแค่นี้ไม่เป็นไร อีกอย่าง ถ้าคุณจัดการหมดผมจะรู้สึกเหมือนมาเดินเกาะเฉย ๆ สิครับ” เพชฌฆาตพูดอย่างไม่อาย
“พวกเราก็ได้ค่าจ้างเหมือนกันนะคะ ให้พวกเราได้ทำงานบ้างเถอะค่ะ” เลโอถอนหายใจ ส่วนอิซึมิและโฮโจนั้นพยักหน้าเห็นด้วย มีเพียงฟาง หมิงเท่านั้นที่มีสีหน้าซีดเผือดพร้อมกับส่ายหน้ารัว ๆ
ประสานหัตถ์ที่บีบร่างของสัตว์อสูรจนแหลกเละจากระยะไกลรวมถึงรอยยิ้มสบาย ๆ ของนิทานและเสียงตบมืออย่างรื่นเริงนั้นดูจะเป็นส่วนผสมที่ทำให้ฟาง หมิงขนลุกขนพอง
“ก็ได้ครับ งั้นรบกวนทุกคนด้วยนะครับ” นิทานหัวเราะเบา ๆ
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย แต่ละคนแต่ละหมาจึงแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน เลโอนั้นได้ร่ายการเสริมพลังให้เพชฌฆาตและเตรียมจะร่ายให้คีตา หากเมื่อเธอหันมา มันก็หายไปอย่างเงียบเชียบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“เอ๊ะ คีตาล่ะคะ” เลโอร้อนใจ เธอรู้ดีว่าคีตานั้นแข็งแกร่ง แต่เพื่อความไม่ประมาทยังไงเธอก็อยากสนับสนุนมัน ยิ่งหลายวันมานี้เธอเป็นคนหนึ่งที่เข้าไปเล่นกับคีตาบ่อยที่สุดด้วยแล้ว
“ออกไปแล้วล่ะครับ แค่ล่อสัตว์อสูรเอง มันทำตั้งแต่อายุไม่ถึงขวบแล้ว” นิทานหัวเราะ
แม้จะรู้สึกขัดแย้งน้อย ๆ แต่เลโอก็ไม่ได้กล่าวอะไร กลุ่มของพวกเขายังมีหน้าที่ต้องจัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักโทเช่นกัน
“เป็นตัวที่แปลกนิดหน่อยนะครับ เหมือนช้างแต่ปลายงวงมีอีกหัวหนึ่งของ..ยีราฟ..มั้ง? แต่ส่วนตัวนี้ดูยังไงก็มาจากสัตว์อสูรคชสารเพลิงหลอมครับ เพราะงั้นน่าจะพ่นไฟได้แน่นอน” นิทานอธิบายถึงสัตว์อสูรตัวที่พวกเขาต้องจัดการ ส่วนตัวของเพชฌฆาตนั้นเขาอธิบายไปเรียบร้อยแล้ว เป็นกระต่ายตัวใหญ่ที่มีเกล็ดแทนขน
ทั้งหมดมองหน้ากันอย่างงง ๆ แต่ก็ปรับสภาวะของตนเข้าสู่การเตรียมการต่อสู้ สัตว์อสูรพันธุ์ผสมแต่ละตัวที่พวกเขาพบเจอล้วนดูแปลกประหลาดไปหมด สมแล้วที่กองทัพของขุนนางพันธุ์ผสมถูกเรียกว่ากองพันอัปลักษณ์
เพื่อความรวดเร็ว พวกเขาจึงใช้วิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการ นั่นคือเข้าปะทะตรง ๆ
เมื่อเข้าใกล้ คชสารเพลิงหลอมพลันสัมผัสได้ถึงอันตราย มันหันร่างมาประจันกับอิซึมิอย่างรวดเร็ว ปากยีราฟกลายเป็นสีแดงเจิดจ้า ไอความร้อนสูงก่อขึ้นในงวงของมันจนเห็นไอควันได้อย่างชัดเจน
ร่างของอิซึมิที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองพุ่งทะยานเข้าหาคชสารเพลิงหลอมอย่างไม่เกรงกลัว ปากจากหัวยีราฟที่ปลายงวงของมันตามความเร็วของอิซึมิทัน เพลิงหลอมความร้อนสูงถูกพ่นออกมาใส่เขาเข้าอย่างจัง
หอกของอิซึมิมิได้ยืดยาวขึ้นดั่งที่เคยเป็นมา หากมันกลับหนาใหญ่ขึ้น ปักลงดินด้านหน้ากลายเป็นดั่งเสาค้ำฟ้า บดบังร่างของเขาเอาไว้ อิซึมิฉวยโอกาสตอนที่เปลวไฟกำลังจะสิ้นสุด พุ่งร่างฝ่าออกมาโดยใช้การป้องกันของเลโอเพื่อบดบังไฟ
เกราะสีทองบนร่างเริ่มเกิดรอยปริแตกน้อย ๆ แม้จะเริ่มพังทลายหากเวลาที่มันซื้อให้ก็มากเกินพอ ร่างของอิซึมิยามนี้ไปเกาะอยู่บนปลายหอกที่สูงราวต้นไม้ใหญ่ หอกที่แข็งแกร่งจนสามารถป้องกันเพลิงหลอมของระดับนักสลักโทได้นั้นเอนงอลงคล้ายไผ่ลู่ลม แล้วจึงดีดร่างของอิซึมิให้พุ่งทะยานเข้าหาคชสารเพลิงหลอม
คชสารเพลิงหลอมปฏิกิริยาตอบสนองฉับไว งวงของมันเรืองแสงเจิดจ้า กำแพงดินขนาดมหึมาพลันปรากฏขึ้นด้านหน้ามัน คำแห่งพลังอีกคำหนึ่งที่สลักอยู่บนแผ่นหลังเรืองแสงตาม กำแพงดินด้านหน้าพลันกลายสภาพเป็นงวงขนาดยักษ์อีกข้าง ฟาดเข้าหาอิซึมิที่พุ่งเข้ามาโดยไร้ทางหนี
อิซึมิไม่แตกตื่นแต่อย่างใด หอกในมือปักลงพื้นเพื่อดันให้ร่างของเขาตั้งตรง เขาก้าวลงไปที่อากาศราวกับสามารถเหยียบความว่างเปล่า หากเมื่อเขาลงน้ำหนัก ศรดอกหนึ่งก็ลอยมาใต้ฝ่าเท้าของเขาอย่างพอดิบพอดี กลายเป็นแท่นเหยียบให้ร่างของเขากระโดดข้ามผ่านงวงทั้งสองอย่างสวยงาม
คชสารเพลิงหลอมนัยน์ตาหดวูบ มันไม่คิดว่าศัตรูของมันจะสามารถฝ่าตรงเข้ามาหามันได้โดยที่ไม่ช้าลงเลยแม้แต่น้อย งวงของมันเริ่มการหลอมรวมเพลิงอีกครั้งหากก็ช้าเกินไปแล้ว
ปลายหอกของอิซึมิเรืองแสงเจิดจ้า ณ ตรงนั้นสามารถเห็นได้ชัดเจนว่ามันคือรอยสลักรูปปลาคาร์ปที่มีเกล็ดหลากสี ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลอิสึกะ
“อันความสัตย์นี้อิซึมิมอบทั้งหมดให้แก่ตระกูลอิสึกะ!” อิซึมิคำราม ร่างของเขาพลันใหญ่โตขึ้น พลังจิตวิญญาณบนร่างพวยพุ่งอย่างบ้าคลั่ง หอกในมือเปล่งแสงเรืองรอง อิซึมิยามนี้ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่านักสลักโทแม้แต่น้อย
ปลายแหลมของหอกยามนี้เกิดภาพมายาของปลาคาร์ปตัวหนึ่งที่ว่ายทะยานไปตามวิถีหอก อิซึมิออกแรงทั่วทั้งตัว ทิ่มร่างจู่โจมคชสารเพลิงหลอม คชสารเพลิงหลอมฉวยโอกาสสุดท้ายพ่นเพลิงหลอมออกมาได้ หากกระสุนหอกที่อิซึมิทุ่มทั้งร่างโจมตีนั้นทะลวงผ่านเพลิงได้อย่างง่ายดาย
หอกเจิดจรัสนั้นปักกะโหลกของคชสารเพลิงหลอม ร่างของอิซึมิย้ำแรงทะลวงหอก ปักทะลวงสมอง ปลิดชีวิตของคชสารเพลิงหลอมระดับนักสลักโท เขาหอยหายใจเล็กน้อย บนร่างปรากฏรอยไหม้น้อย ๆ หากทั้งหมดก็เริ่มเยียวยาเมื่อแสงสีทองนั้นคลุมร่างของเขาอีกครั้ง
“ยอดเยี่ยมมากค่ะ” เลโอกล่าวยิ้ม ๆ พวกเขารุมจัดการคชสารเพลิงหลอมได้ในเวลาสั้น ๆ เป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจและที่น่ายกย่องที่สุดคืออิซึมิอย่างไม่ต้องสงสัย
นิทานตบมือยิ้ม ๆ อยู่ด้านข้าง อิซึมินั้นเป็นนักสลักเอกที่แข็งแกร่งโดดเด่นอย่างไม่ต้องสงสัย เขาเพียงคนเดียวย่อมสามารถจัดการกลุ่มโจรสลัดที่ลักพาตัวโอไรออนได้ไม่ยาก ส่วนหัวหน้าโจรสลัดหญิงผู้นั้นเขาก็สมควรเอาชนะได้หากใช้สมบัติร่วมด้วย
น่าจะเก่งกว่าตาไกรระดับหนึ่งเลย สมแล้วล่ะนะ นิทานประเมิน
แล้วหอกนั่นจะเปลี่ยนรูปร่างได้เยอะเกินไปมั้ย หรือจะเป็นคำแห่งพลังที่ใช้น่าจะเกี่ยวกับหอกรึเปล่า
“ขอบคุณครับ เรารีบไปช่วยคุณเพชฌฆาตกับคีตากันเถอะครับ” อิซึมิยิ้มรับ เขานั้นค่อนข้างภูมิใจกับผลงานของตนทีเดียว
“ไม่จำเป็นหรอกครับ คุณเพชฌฆาตใกล้เอาชนะได้แล้ว ตามไปก็เสียเที่ยวเปล่า ๆ ครับ” นิทานส่ายหน้า
“งั้นฉันจะไปทางคีตานะคะ มันล่อออกไปตัวเดียวเลย เผื่อโดนลอบโจมตีระหว่างทางด้วย” เลโอแสดงท่าทีเป็นห่วงคีตาอย่างชัดเจน
“ไม่เป็นไรครับ มันทำหน้าที่มันเสร็จเรียบร้อยแล้ว” นิทานกล่าวยิ้ม ๆ
“น้องกำลังกลับมาแล้วใช่มั้ยคะ! งั้นฉันไปรอรักษาน้องดีกว่า น้องอยู่ไหนแล้วคะ” เลโอยิ้มแย้มขึ้นมา เธอดีใจที่ได้ยินว่าคีตานั้นล่อสัตว์อสูรตัวนั้นออกไปได้สำเร็จ
“อยู่ข้างหลังคุณไงครับ” นิทานชี้ไปด้านหลังของเลโอ เธอสะดุ้งเมื่อมีบางสิ่งนุ่ม ๆ มาสัมผัสกับร่างของเธอ
ภาพที่เธอเห็นทำเอาเธอชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง คีตาขณะนี้ไร้ซึ่งรอยบาดแผลโดยสิ้นเชิง ไม่มีท่าทีเหนื่อยอ่อนหรือล้าแต่อย่างใด แถมเนื้อตัวยังสะอาดสะอ้านราวกับหมาบ้าน
ในปากของมันมีหัวของนกอินทรีขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง มันมีตามากถึง 6ตา แถมจะงอยปากยังทำมาจากศิลาพิเศษที่ดูแข็งแกร่ง หากก็เท่านั้นในเมื่อยามนี้มันเหลือเพียงส่วนหัวที่คีตาคาบมา
เลโอสะดุ้งก้าวถอยหลังเมื่อสิ่งนุ่ม ๆ ที่มาโดนร่างกายเธอเมื่อกี้คือขนคอคือศพนกอินทรี 6ตา คีตาวางหัวของนกอินทรีลงแล้วจึงกระดิกหางไปมาอย่างรวดเร็ว
“โฮ่ง!”
เก่งมั้ย! เก่งมั้ย!
เลโอนั้นไม่เข้าใจคำพูดของคีตา หากเธอก็พอจะเดาได้จากสายตาและหางที่กระดิก เธอเหลือบมองนิทานที่กำลังกลั้นขำน้อย ๆ แล้วจึงนำมือที่สั่นเทาไปแตะหัวของคีตา ลูบเบา ๆ อย่างหวาด ๆ
“กะ…เก่งมากค่ะ”