รุ่งเช้าในเขตช่างเก่า
อากาศเย็นจัดจนลมหายใจเห็นเป็นไอขาว
แต่แผ่นหลังของลู่เฉินกลับเปียกเหงื่อ
เขาออกจากโกดังช้า ๆ
ฝ่าเท้าซ้ายแตะพื้นก่อนเหมือนทุกครั้ง
แรงสะเทือนเล็กน้อยวิ่งขึ้นน่อง
กล้ามเนื้อกระตุก
เขาหยุดยืน
รอให้แรงสั่นนั้นผ่านไป
ก่อนจะก้าวต่อ
ถนนหินช่วงนี้ไม่เรียบ
แผ่นหนึ่งทรุด
อีกแผ่นเอียง
ทุกก้าวต้องวางให้ตรง
ไม่เช่นนั้นแรงจะไหลผิดทาง
แขนขวายังแนบลำตัว
สายรัดแน่น
เนื้อด้านในบวมแข็ง
เหมือนมีบางอย่างอุดอยู่ ไม่ยอมไหล
ไม่เจ็บแหลม
แต่หนัก
หนักจนเหมือนเป็นของที่ห้อยติดมา ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างแล้ว
ชีพอสูรในอกตึงตลอดเวลา
ไม่พุ่ง
ไม่คลาย
เหมือนแรงดันที่ถูกปิดฝาไว้แน่น
เขาเดินไปได้ไม่ถึงร้อยก้าว
ลมหายใจเริ่มผิดจังหวะ
ขาซ้ายกระตุกเองหนึ่งครั้ง
แรงจนต้องหยุดยืนกลางถนน
“ถ้ายังฝืนเดินแบบนี้
อีกไม่กี่รอบ เส้นมันจะบิดถาวร”
เสียงแหบดังมาจากด้านข้าง
ลู่เฉินหันไป
เพิงไม้เตี้ยติดกำแพง
ผ้าใบเก่าขึงครึ่งหนึ่ง
ข้างในมีชายร่างผอม ผมขาวแซมดำ
มือเปื้อนคราบยาและเลือด
กลิ่นสมุนไพรฉุนจนแสบจมูก
“เข้ามา”
ชายคนนั้นพูดสั้น ๆ
ภายในเพิง
เตียงไม้เก่าหนึ่งตัว
ขวดแก้ววางเรียงไม่เป็นระเบียบ
บางขวดมีตะกอนสีคล้ำ
บางขวดมีคราบแห้งเกาะขอบ
ชายผอมชี้ไปที่แขนขวา
“เส้นพลังด้านในไม่ขาด”
“แต่มันถูกบิด ด้วยแรงที่ไม่ใช่ของมัน”
เขาแตะต้นขาซ้ายเบา ๆ
กล้ามเนื้อกระตุกทันที
ราวกับถูกเข็มจิ้ม
“ขาเจ้าแบกรับแรงแทนทั้งตัว”
“ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก”
“มันไม่พังเพราะอ่อน”
“มันพังเพราะถูกใช้ผิดทาง”
ลู่เฉินกำมือ
เล็บกดฝ่ามือจนเจ็บ
“แก้ได้ไหม”
ชายผอมส่ายหน้า
“ไม่ใช่เรื่องแก้”
“เป็นเรื่องเลือก”
เขามองลู่เฉินตรง ๆ
สายตาไม่เวทนา
ไม่เตือน
แค่บอกความจริง
“ร่างมนุษย์ของเจ้า
กำลังแบกร่างอสูรที่ไม่ยอมขยับ”
“ถ้าไม่เปิดทางให้มันหายใจ”
“มันจะดันจากข้างใน จนทุกอย่างพัง”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากนอกเพิง
จังหวะสม่ำเสมอ
ไม่เร่ง
ไม่ลังเล
เป็นจังหวะของคนที่รู้ว่าเป้าหมายอยู่ตรงไหน
ชายผอมถอยหลังทันที
“ถ้าออกไปสู้ตอนนี้”
“อย่าใช้ขาซ้ายรับแรงซ้ำ”
ลู่เฉินไม่ตอบ
เขาก้าวออกไป
ตรอกแคบด้านหลังเพิง
ผนังสูง
ทางหนีสองทาง
แต่ทั้งสองถูกวางของหนักขวางไว้แล้ว
แผ่นเหล็กหล่นลงจากด้านบน
ปิดทางด้านหลัง
เสียงดังสนั่น
ชายสองคนยืนด้านหน้า
อีกหนึ่งยืนซุ่มบนผนัง
ไม่มีใครพูด
ทุกคนขยับพร้อมกัน
ก้อนหินถูกขว้างลงมา
ลู่เฉินถอย
ขาซ้ายรับแรง
พื้นแตก
แรงสะเทือนพุ่งขึ้นสะโพก
ชายด้านหน้าพุ่ง
ท่อนเหล็กฟาดต่ำ
เล็งต้นขาซ้าย
ลู่เฉินยกขาขวารับ
สมดุลเสีย
เขาเอียงตัว
ปล่อยให้แรงเฉียดผ่าน
อีกคนซ้อนทันที
หมัดอัดใส่หน้าอก
แรงหนัก
เป็นแรงคนที่ฝึกซ้ำ ๆ เพื่อฆ่า
ลู่เฉินถอย
หลังชนผนัง
ลมหายใจหลุด
ชายบนผนังกระโดดลง
เข่ากระแทกจากด้านบน
พื้นทรุด
แรงอัดพุ่งเข้ากระดูกสันหลัง
ขาซ้ายทรุด
เข่ากระแทกพื้น
ท่อนเหล็กฟาดซ้ำ
ตรงตำแหน่งเดิม
เสียงกระดูกลั่น
ไม่หัก
แต่ชาจนขาเหมือนไม่ใช่ของเขา
ลู่เฉินคำรามต่ำ
เสียงแหบ
ไม่เหมือนมนุษย์
ชีพอสูรในอกดันแรงขึ้น
เหมือนของเหลวร้อนที่หาที่ออกไม่ได้
เขายันพื้น
ฝืนลุก
หมัดซ้ายอัดใส่ชายที่ใกล้สุด
เสียงกระแทกดังทึบ
ร่างกระเด็นชนกำแพง
อีกคนถอย
ไม่ไล่
ไม่ซ้อน
ชายบนผนังพูด
“พอแล้ว”
ไม่มีใครตาม
ไม่มีใครเก็บศพ
พวกนั้นถอยหายไปตามทางเดิม
ลู่เฉินยืนพิงผนัง
หายใจแรง
แขนขวาไม่ตอบสนอง
ขาซ้ายรับน้ำหนักไม่ได้
นี่ไม่ใช่การล่า
นี่คือการวัด
เขาทรุดนั่ง
มือกดอก
ชีพอสูรยังตึง
ไม่ยอมคลาย
ลู่เฉินหลับตา
แล้ว “เปิด” เพียงเสี้ยวเดียว
ไม่ใช่การปล่อย
แค่คลายฝา
แรงร้อนแผ่จากอก
ไหลผ่านเส้นที่อุดอยู่
แขนขวาชาแปลบ
แล้วความเจ็บลดลง
ลมหายใจเข้าลึกขึ้น
หัวใจเต้นช้าลง
แต่เล็บมือซ้ายเริ่มคล้ำ
เส้นเลือดปูดชัด
ความคิดช้าลงครึ่งจังหวะ
เหมือนมีใครอีกคน
ยืนอยู่ใกล้เกินไป
เขารีบปิดมันกลับ
ร่างกายยังสั่น
แต่ยืนได้
ลู่เฉินรู้แล้วว่า
การยังไม่ปล่อย
คือการตายช้า
และการปล่อย
ไม่ใช่คำถามว่าแรงแค่ไหน
แต่คือคำถามว่า
เมื่อยืนขึ้นอีกครั้ง
สิ่งที่ยืนอยู่ในร่างนี้
จะยังเป็นเขาหรือไม่
คืนนี้
เขตเปิดยังไม่เงียบ
และราคาของการยังไม่ปล่อย
เพิ่งเริ่มถูกคิด
เป็นเงินจริง ๆ