หลังออกจากอุทยานของหอศึกษาชั้นนอกแล้ว เสิ่นเชียนเกอก็มุ่งตรงไปยังหอศึกษาชั้นในทันที
เดิมทีนางคิดว่าตนมาเช้ามากแล้ว ภายในห้องเรียนเวลานี้คงจะไม่มีผู้ใดอยู่เป็แน่ ทว่าเพียงแค่ก้าวผ่านประตูใหญ่เข้าไป นางก็พบคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ภายในห้องรับแขก
คนผู้นั้นมีนางกำนัลยืนล้อมคอยรับใช้จำนวนไม่น้อย นางกำนัลคนหนึ่งยืนหันหลังให้ประตู กิริยาท่าทางคล้ายกำลังนวดคลายอารมณ์ให้สตรีสูงศักดิ์ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างถนอมมือ ส่วนนางกำนัลอีกคนก็กำลังพยายามเกลี้ยกล่อมคนผู้นั้นด้วยท่าทีร้อนใจ “องค์หญิง เสวยสักหน่อยเถอะนะเพคะ หากองค์หญิงไม่เสวยมื้อเช้า นานวันเข้า ร่างกายจะทรุดโทรมเอาได้นะเพคะ”
“ใครว่าข้าจะงดมื้อเช้าตลอดไปกันเล่า ก็แค่วันนี้เท่านั้น เ้าเองไม่ใช่หรือที่เป็คนบอกว่า วันนี้เสิ่นเอ้อร์จะนำอาหารรสดีมาให้ข้ากิน?”
วาจาที่เต็มไปด้วยความเอาแต่ใจและไร้เหตุผลนี้ จะเป็ผู้ใดไปได้อีก หากไม่ใช่องค์หญิงห้าแห่งราชวงศ์ต้าโจว
สีหน้าของเสิ่นเชียนเกอเอือมระอาขึ้นมาโดยพลัน เมื่อวานนางเพียงแค่ ‘เกริ่น’ กับพี่หงเยี่ยนนางกำนัลประจำกายขององค์หญิงห้าไว้คร่าว ๆ เท่านั้น ยังไม่ทันได้ยืนยันเป็มั่นเหมาะหรือให้คำสัญญาใด ๆ คาดไม่ถึงว่าองค์หญิงเอาแต่ใจจะจดจำได้แม่นยำถึงเพียงนี้ โชคดีที่นางนึกเอะใจตระเตรียมอีกส่วนหนึ่งมาเผื่อไว้แล้ว มิฉะนั้น ด้วยอุปนิสัยของสหายสูงศักดิ์ผู้นี้ องค์หญิงคงจะตามนางไปกินถึงที่จวนและทำหน้าที่เป็ผู้ควบคุมติดตาม คอยเฝ้าดูนางเข้าครัวไม่ห่างเป็แน่
ด้านหงเยี่ยนเองก็ไม่กล้าเอ่ยต่อหน้าองค์หญิงห้าว่าที่คุณหนูรองเสิ่นกล่าวไปอาจจะเป็เพียงการกล่าวตามมารยาทก็ได้
‘ช่างเถอะ เพียงแค่มื้อเดียว ให้องค์หญิงรอไปสักหน่อยก็คงไม่เป็ไร หวังเพียงแต่ว่าวันนี้คุณหนูรองเสิ่นจะมาเร็วสักหน่อย องค์หญิงจะได้ไม่ต้องหิ้วท้องรอนานนัก’
ความคิดนี้เพิ่งจะวาบผ่านสมองของหงเยี่ยนไปได้ไม่นาน นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนแว่วมา เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเ้าของฝีเท้านั้นคือคนที่ตนเพิ่งนึกถึงอยู่เมื่อครู่นี้เอง
ด้านองค์หญิงห้าเมื่อพบว่าเสิ่นเชียนเกอมาถึงแล้วก็รีบผุดลุกขึ้น จากนั้นก็รีบปรี่เข้าหาสหายในทันที “เสิ่นเอ้อร์ เ้านำอาหารเลิศรสใดมาให้ข้า ข้าขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าไม่อร่อยอย่างที่อวดอ้าง ข้าจะไม่ยกโทษให้เ้าแน่นอน!”
ต้องยอมรับว่าการกลับมาเกิดใหม่ในครั้งนี้ทำให้เสิ่นเชียนเกอได้ััใกล้ชิดกับองค์หญิงห้ามากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และนั่นก็ส่งผลให้ความคิดและความรู้สึกที่นางมีต่อสหายองค์หญิงผู้นี้แปรเปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
อันที่จริง หากดูจากกิริยาท่าทาง องค์หญิงห้าก็ไม่ได้แตกต่างไปจากบรรดาคุณหนูในห้องหอที่ถูกตามใจจนเสียนิสัยเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่โดยส่วนตัวแล้ว สตรีสูงศักดิ์ผู้นี้มีอุปนิสัยที่ค่อนข้างใจร้อน ดื้อดึง แต่ก็มุมานะ กล้าได้กล้าเสีย และเนื่องด้วยฐานันดรที่สูงส่ง ยามที่ปฏิบัติต่อผู้ใดจึงแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ดังนั้นผู้คนจึงรู้สึกว่านางมีอารมณ์แปรปรวน และมีนิสัยแปลกประหลาดที่ไม่น่ารักนัก
มุมปากของเสิ่นเชียนเกอยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางน่าพิศมอง นางสั่งให้เหลียงเฉินนำกล่องอาหารมอบให้นางกำนัลหงเยี่ยน “องค์หญิงลองเสวยดูก่อนนะเพคะ หลังจากนั้นก็ตามแต่พระประสงค์ หากจะลงโทษ หม่อมฉันก็ยินดีน้อมรับเพคะ”
องค์หญิงห้าเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นก็ได้!” สิ้นเสียง องค์หญิงเอาแต่ใจก็รีบนั่งลงอย่างรวดเร็วเพื่อรอให้นางกำนัลประจำกายจัดแจงจานอาหารให้เรียบร้อย
ยามที่เปิดกล่องอาหารออก ความตกตะลึกก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของหงเยี่ยนทันที เพราะอาหารที่อยู่ภายในชวนตื่นตาตื่นใจอย่างประหลาด ทว่าสายตานั้นก็ถูกองค์หญิงห้าจับได้ทันควันเช่นกัน “หงเยี่ยน มัวแต่ตะลึงงันอะไรของเ้า! เร็วเข้า! ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!”
นางข้าหลวงข้างกายองค์หญิงห้าจึงรีบละสายตาจากอาหาร ก่อนที่จะยกจานขนมจานหนึ่งออกมาจากกล่องแล้วจัดวางไว้บนโต๊ะอย่างเป็ระเบียบ
ขนมจานนี้เป็ขนมผักกาด เมื่อได้เห็นชิ้นขนมสีเหลืองทองอร่ามที่ถูกทำเป็รูปสี่เหลี่ยมขนาดพอดีคำ ดวงตาดอกท้องดงามก็เบิกโพลงขึ้นทันที “เสิ่นเอ้อร์ นี่เรียกว่าอะไร เหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นมาก่อน?”
ความประหลาดใจระคนสงสัยปะทุขึ้นในใจองค์หญิงน้อยไม่หยุดหย่อน เสิ่นเชียนเกอซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ รีบตอบคำถามคลายความฉงน “ขนมผักกาดเพคะ เป็ขนมในยุคของฟางอวี๋ ขณะนี้ภายในเมืองหลวงยังไม่มีขนมชนิดนี้เพคะ”
สิ้นคำตอบ องค์หญิงห้าก็ใช้ตะเกียบคีบขนมในจานขึ้นมาชิ้นหนึ่ง หลังจากพิศดูจนพอใจนางก็ไม่รอช้า อ้าปากเล็ก ๆ สีแดงเรื่อแล้วกัดลงไปหนึ่งคำ
ยามที่ขนมผักกาดผ่านเข้าไปััชิวหา องค์หญิงห้าก็เริ่มเข้าใจความตื่นตะลึงของหงเยี่ยน นางเริ่มจากการค่อย ๆ เคี้ยวเพื่อลิ้มลองรสชาติก่อน ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ปากน้อย ๆ ก็เปลี่ยนเป็ขยับเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อกลืนขนมลงท้องไปแล้ว ปากแดงสดก็อ้าออกอีกครั้งแล้วกัดคำต่อไปในทันที
ในที่สุดภายในโพรงปากขององค์หญิงห้าก็ถูกเติมเต็มไปด้วยขนมผักกาดอันแสนโอชะ เมื่อเคี้ยวไปก็มีเสียง ‘อื้ม’ บ้าง ‘อืม’ บ้างเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินเป็ครั้งคราว และในยามที่นางกล่าว เสียงที่ออกมาก็ฟังดูอู้อี้เต็มทน กระนั้นนั่นก็บ่งบอกถึงความสำราญใจขององค์หญิงได้เป็อย่างดี กระทั่งขนมในปากพร่องไปมากแล้วองค์หญิงห้าจึงเริ่มตั้งคำถาม “เสิ่นเอ้อร์ ขนมนี่ทำมาจากผักกาดเพียงอย่างเดียวจริง ๆ หรือ? เหตุใดหัวผักกาดก็สามารถนำมาเป็ อืม ขนมรสชาติดีเช่นนี้ได้ล่ะ?”
หลังจากกินขนมผักกาดชิ้นที่หนึ่งหมดไป และกำลังจะคีบชิ้นที่สองขึ้นมานั้น จานขนมหรูอี้ซูก็ถูกยกออกมาวางไว้ข้าง ๆ บนผิวหรูอี้ซูถูกโรยด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนไม่รู้คลาย ขนมถูกตัดแบ่งออกเป็ท่อน ๆ ตัวแป้งถูกพับซ้อนหลายชั้น ซึ่งชั้นในสุดที่อยู่กึ่งกลางเป็ไส้ขนมสีน้ำตาลไหม้ดูชุ่มฉ่ำ หรูอี้ซูสดใหม่นี้ทำเอาทั่วบริเวณอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานละมุน และมันก็สามารถ่ชิงความสนใจขององค์หญิงห้าได้สำเร็จในชั่วพริบตา
ทิศทางตะเกียบในมือบางหันเหเปลี่ยนเป้าหมาย จากขนมผักกาดชิ้นต่อไปกลายเป็หรูอี้ซูชิ้นใหม่ในทันที
เมื่อขนมหรูอี้ซูััโพรงปากเล็ก ความหอมของงาขาวคั่ว ความกรอบของผิวขนม บวกรวมตัวแป้งซึ่งแฝงด้วยรสเค็มอ่อน ๆ ก็เข้าจู่โจมประสาทรับรสขององค์หญิงห้าในทันใด และเมื่อฟันขาวขบกัดลงไปถึงชั้นกึ่งกลางที่มีไส้ขนมอ่อนนุ่มละมุนลิ้นอยู่ ในตอนนั้นเองกลิ่นหอมของหงจ่าว*ก็ออกร่ายระบำทำหน้าที่ของมันไปทั่วทั้งโพรงปากได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทำเอาผู้ที่ได้ลิ้มลองไม่อาจหลุดออกจากภวังค์ของรสชาติอันล้ำเลิศนี้ได้เลย
*หงจ่าว:พุทราจีน
เมื่อได้ลิ้มรสขนมหรูอี้ซูของเสิ่นเชียนเกอ ดวงตาขององค์หญิงห้าก็เปล่งประกายสุกใสขึ้นมาฉับพลัน “เหตุใดไส้ขนมถึงได้มีกลิ่นของหงจ่าวล่ะ?”
“ก็เพราะไส้ขนมทำมาจากหงจ่าวเพคะ” เสิ่นเชียนเกอตอบออกไป
ั์ตาดอกท้อเป็ประกายมากยิ่งขึ้น “ที่แท้หงจ่าวก็นำมาทำเป็ไส้ขนมได้จริง ๆ ด้วย! เมื่อก่อนข้าเคยกินแต่หงจ่าวสด ๆ ไม่ก็หงจ่าวตากแห้งเคลือบน้ำผึ้ง” จากนั้นองค์หญิงน้อยก็ค่อย ๆ ละเลียดกินขนมหรูอี้ซูช้า ๆ จนหมดไปอีกชิ้นหนึ่ง
และในขณะนี้องค์หญิงห้าก็กำลังตั้งหน้าตั้งตารอให้หงเยี่ยนนำเกี๊ยวสามเซียนซึ่งเป็จานสุดท้ายออกมาจัดวางบนโต๊ะด้วยความตื่นเต้น
ภาพของไอร้อนจาง ๆ ที่ยังลอยกรุ่นขึ้นมาจากตัวเกี๊ยวนึ่งนั้น ทำให้เสิ่นเชียนเกอรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง การที่อาหารซึ่งตนนำติดกายมาวังหลวงในยามเช้าตรู่ยังคงความร้อนเอาไว้เหมือนเพิ่งปรุงเสร็จใหม่เป็เครื่องยืนยันที่ชัดเจนว่า อาหารเหล่านี้ล้วนเป็ตัวนางเองที่เป็ผู้รังสรรค์มันก่อนออกจากจวนทั้งสิ้น และแน่นอนว่าอาหารปรุงสดใหม่เช่นนี้ไม่ใช่จะสามารถสรรหามาประจบเอาใจสหายองค์หญิงเวลาใดก็ได้
ทันทีที่เกี๊ยวสามเซียนถูกยกออกมา องค์หญิงห้าก็เอ่ยถามขึ้น “เสิ่นเอ้อร์ นี่คืออะไร หน้าตาดูคล้ายเหอเย่ปิ่ง* แต่กลับเล็กกว่ามาก”
*เหอเย่ปิ่ง:แป้งอบรูปทรงคล้ายดอกบัว มักนำมาใส่ไส้ต่าง ๆ
่เวลานี้ ในแผ่นดินต้าฉี แม้กระทั่งเกี๊ยวก็ยังไม่ได้เป็อาหารที่สามารถหารับประทานได้ทั่วไป กระทั่งห้าปีหลังจากนี้ เมื่อมีกลุ่มคนซึ่งเดินทางมาจากอวี้เป่ยมาเปิดร้านขายเกี๊ยวในเมืองหลวง อาหารประเภทนี้จึงจะเป็ที่นิยมขึ้นมา และ ‘การนึ่งเกี๊ยว’ ก็เป็การปรับปรุงวิธีการปรุงเกี๊ยวให้มีรสชาติดีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในยามนี้ ‘เกี๊ยวนึ่ง’ จึงนับเป็อาหารที่หาทานได้ยากยิ่งกว่ายาก
เสิ่นเชียนเกออธิบายข้อมูลของเกี๊ยวนึ่งให้สหายองค์หญิงฟังอย่างละเอียด
ทว่าองค์หญิงน้อยที่กินไปด้วยฟังข้อมูลการทำอาหารมากมายไปด้วยนั้น กลับรับรู้เพียงว่า ‘เกี๊ยวที่ยังร้อน ๆ อยู่นี้ ยามเข้าปากไปแล้วก็ให้ความรู้สึกเบาสบายเป็อย่างมาก แป้งเกี๊ยวบางที่ห่อหุ้มไส้อวบหนา ช่างเป็ความลงตัวที่ไม่อาจบรรยายได้เลยจริง ๆ ที่สำคัญรสชาติยังล้ำเลิศยิ่งกว่าเหอเย่ปิ่งที่ห้องเครื่องจัดมาถวายเป็ไหน ๆ!’
แต่หากจะเอ่ยถามว่า ระหว่างสามจานที่อยู่ตรงหน้า องค์หญิงห้าโปรดปรานอาหารจานใดมากที่สุด ก็แน่นอนว่าต้องเป็ขนมหรูอี้ซู เพราะตัวนางชอบกินหงจ่าวมากเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้กินขนมหรูอี้ซูที่มีไส้ตรงกลางเป็หงจ่าว นางก็ยิ่งชื่นชอบมากขึ้นไปอีก
เสิ่นเชียนเกอนั่งมององค์หญิงห้ากินขนมหรูอี้ซูด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ฉับพลันความคิดหนึ่งก็ผ่านเข้ามาในหัว ‘ดูเหมือนองค์หญิงห้าจะเป็สตรีที่ชอบทานขนมหวานมากคนหนึ่ง ได้ลิ้มลองเพียงขนมหรูอี้ซูก็ยังมีปฏิกิริยามากมายเช่นนี้ หากได้ลิ้มลองเพ่าฝูหรือต้านเกาแล้ว จะไม่ยิ่งตื่นตาตื่นใจมากเข้าไปใหญ่หรือ?’
นี่เป็ครั้งแรกที่นางกำนัลหงเยี่ยน ได้เห็นองค์หญิงห้ารับประทานอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อยถึงเพียงนี้ ั้แ่เกิดจนโต องค์หญิงน้อยของนางก็ถูกประคบประหงมดั่งไข่ในหินมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่กุ้ยเฟยที่เปรียบธิดาไว้เป็แก้วตาดวงใจเท่านั้น แม้กระทั่งฝ่าาเองก็ยังรักใคร่เอ็นดูพระธิดาพระองค์นี้มากเป็พิเศษ ดังนั้นไม่ว่าห้องเครื่องจะรังสรรค์อาหารอันโอชารสหรืออาหารชั้นดีจากวัตถุดิบหายากใดออกมา ก็ล้วนมีส่วนที่จัดสรรไว้สำหรับถวายองค์หญิงห้าอยู่ด้วยชุดหนึ่งเสมอ
เพื่อสุขภาพและความสวยความงามแล้ว องค์หญิงทุกพระองค์ล้วนจู้จี้จุกจิกเื่การรับประทานไม่มากก็น้อย ทว่าองค์หญิงห้านั้น หากเป็เื่เกี่ยวกับอาหารการกินก็จะ ‘มากเื่’ เป็พิเศษ ไม่ใช่เพียงเื่คุณประโยชน์แต่เป็เื่ของรสชาติและความชอบเป็ส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตามองค์หญิงกลับสามารถกินขนมที่คุณหนูรองเสิ่นนำมาถวายได้มากมายจนน่าประหลาด นี่จะมีความหมายอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจากว่า…ขนมที่คุณหนูรองเสิ่นนำมานั้น รสชาติยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง! และยิ่งได้ฟังคุณหนูรองเสิ่นบรรยายถึงอาหารเ่าั้อย่างได้อรรถรสเช่นนี้แล้ว หงเยี่ยนเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาไม่น้อย น้ำลายในโพรงปากถูกผลิตออกมาไม่ขาดสาย ไหนจะกลิ่นหอมอบอวลที่ลอยเข้ามายั่วเย้าจมูกอยู่เป็ระยะ ๆ นี่อีก ต่อให้มีความอดทนอดกลั้นมหาศาลเพียงใด นางข้าหลวงข้างกายองค์หญิงห้าก็แทบไม่อาจทนไหวจนต้องลอบกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้ง
แน่นอนว่า องค์หญิงน้อยสามารถจับท่าทีที่ผิดแปลกไปของหงเยี่ยนได้และเข้าใจมันอย่างรวดเร็ว นางจึงชี้ไปที่จานกระเบื้องเคลือบลายผีเสื้อที่วางอยู่บนโต๊ะ “หงเยี่ยน เ้าเองก็ลองชิมดูสิ”
หงเยี่ยนเป็นางกำนัลที่เจี่ยงกุ้ยเฟยไว้วางใจส่งมาให้ปรนนิบัติดูแลพระราชธิดา โดยปกติแล้วนางเป็คนเคร่งครัดในกฎระเบียบเป็อย่างยิ่ง จิตสำนึกของนางจะคอยย้ำเตือนอยู่เสมอว่า การร่วมรับประทานอาหารกับเ้านายเป็สิ่งไม่เหมาะสม แต่สุดท้ายกลิ่นหอมเย้าใจของอาหารก็มิอาจต้านทานได้ นางกำนัลท้องหิวจึงหยิบตะเกียบ แล้วยื่นมือไปคีบขนมผักกาดขึ้นมาหนึ่งชิ้นอย่างระมัดระวัง ‘องค์หญิงโปรดปรานขนมหรูอี้ซู ดังนั้นนางจะไม่มีทางแย่งสิ่งที่องค์หญิงโปรดปรานอย่างแน่นอน นางชื่นชอบขนมที่มีรสเค็มเล็กน้อย อาหารบนโต๊ะนี้จึงเป็ขนมผักกาดที่น่าจะถูกปากมากที่สุด’
เมื่อขนมผักกาดเข้าไปอยู่ในโพรงปากแล้ว ดวงตาของหงเยี่ยนก็สุกใสขึ้นมาในทันที ‘คุณหนูรองเสิ่นทำขนมชนิดนี้ขึ้นมาได้อย่างไร เหตุใดหัวผักกาดที่เป็เพียงผักธรรมดา ๆ จึงกลายมาเป็ขนมเลิศรสได้! ภายภาคหน้า หากคุณชายตระกูลใหญ่หรือบุรุษสูงศักดิ์ท่านใดได้แต่งงานกับนาง บุรุษผู้นั้นคงจะมีลาภปากไปตลอดชีวิต’
องค์หญิงห้าสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของหงเยี่ยนจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบิกบาน “หงเยี่ยน เป็อย่างไร? อร่อยหรือไม่?”
หงเยี่ยนที่ไม่รู้จะบรรยายเช่นไร ก็ทำได้เพียงพยักหน้าแรง ๆ อย่างสุดความสามารถ
ในขณะที่องค์หญิงห้ากำลังสำราญกับอาหารเลิศรสทั้งสาม ทันใดนั้นเสียงทักทายจากสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นภายในห้องรับแขก “~น้องรัก~ เช้าตรู่ถึงเพียงนี้กำลังแอบเสวยของอร่อยอะไรอยู่น่ะ!”
.
.
.