***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]
"แงงงงงงงงงงงง! ทุกคนตายกันหมด! ตายกันหมดเลย! ฝีมือใคร! มันเป็นฝีมือของใครกัน! ฝีมือของใครกันนนนนนนนน! "
เจ้าหนูเปอร์ไซด์ตะโกนร้องไห้ด้วยสภาพที่หัวใจแตกสลาย
ทุกคนในสถานที่แห่งนี้ต่างจ้องมองไปที่ร่างเล็ก ๆ ซึ่งปรากฏอยู่ใจกลางกลุ่มควันสีเทาเป็นสายตาเดียวกัน
งานรื่นเริงได้กลายเป็นความเงียบสงัด ก่อนจะถูกความตึงเครียดเข้าถาโถมโจมตี
“เออ… ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ แล้วค่อย ๆ เดินออกไปจากอัฒจรรย์ด้วยค่ะ และรบกวนของให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาจัดการควบคุมสถานการณ์เดียวนี้ค่ะ! ”
คนที่ได้สติแล้วสั่งการก่อนใครเพื่อนคือสาวหน้าจิ้งจอกจากเผ่าจอมมารของเอรีส
ยามที่ประกอบไปด้วยคนจากทั้งห้าเผ่า…ไม่สิ เหลือแค่สี่เผ่านั้น ได้วิ่งกรูเข้าไปที่จุดเกิดเหตุกันอย่างรวดเร็ว
พวกเขารีบเก็บกู้ซากและพยายามค้นหาร่างของเผ่าปีศาจปีกที่ยังรอดชีวิต
แต่เมื่อพิจารณาจากสายตาของกระผมแล้ว คงจะมีแค่เปอร์ไซด์คนเดียวที่รอดกลับมาจากระเบิดเมื่อกี้ได้
“พวกเราเองก็รีบเข้าไปช่วยเถอะ! ”
เอรีสเอยด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาเปอร์ไซด์
สมกับเป็นเอรีส รีบเคลื่อนไหวก่อนใครเพื่อนเลย
“ฝีมือใครกันนะดอง”
เอสเทอพึมพำกับตัวเองด้วยความโกรธ ก่อนจะบินตามเอรีสเข้าไปปลอบโยนเปอร์ไซด์
เจ้าสัตว์ปีกตัวยักษ์ที่ชื่อมิลลเลอร์กับออกไซด์เองก็เข้าไปหาเธอ เพื่อปลอบโยนหัวใจที่แตกสลายของเปอร์ไซด์เช่นกัน
มีเพียงแค่กระผมที่ยังไม่เคลื่อนไหว
เพราะว่ากระผมกำลังมองหาตัวคนร้ายอยู่
ระเบิดที่บีบอัดแล้วสร้างแรงกดดันมหาศาลนั้น ไม่ผิดแน่ มันคือระเบิดแรงโน้มถ่วงที่เผ่าของกระผมแอบพัฒนาขึ้นมาแน่นอน
ในสงครามครั้งที่แล้ว อาวุธของพวกเรานั้นมีดาบกับหอกที่ยิงคลื่นพลังงาน ปืนที่ยึดมาจากเผ่าจอมมาร แล้วก็ปืนใหญ่แรงโน้มถ่วง
และหลังจากจบสงคราม ราชินีฟรีด้าก็เริ่มพัฒนาอาวุธต่อโดยปิดไม่ให้เผ่าอื่นรู้
อาวุธที่พัฒนาขึ้นมานั้น นอกจาก [หัวทะลวงแผ่นดิน] แล้ว ก็ยังมี [เกราะแขนกล MK-II] ที่ทำให้บินบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระมากกว่าเดิม กับอาวุธอื่น ๆ อีกมากมาย
และหนึ่งในนั้นคือระเบิดแรงโน้มถ่วง
คำถามคือทำไมอาวุธที่ควรจะเป็นความลับของเผ่าเราถึงถูกนำออกมาใช้?
มันไม่ใช่ฝีมือของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะเผ่าของพวกเราไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวตามใจตนเองแน่นอน
พวกเราคือเผ่าที่ให้ความสำคัญกับคำสั่งขององค์ราชินีเป็นสูงสุด
หรือว่าจะเป็นฝีมือของหนึ่งในราชินี?
ไม่มีทางเป็นได้
เพราะราชินีแฟตได้วางแผนเอาไว้แล้วว่าจะทำอะไรก่อนหลัง อีกอย่าง การจะดำเนินแผนอะไรสักอย่าง พวกเธอจะต้องจัดประชุมเพื่อฟังความเห็นจากองค์ราชินีทั้งห้าคนก่อนด้วย
แถมองค์ราชินีแฟตนั้นได้เลิกความคิดที่จะเป็นศัตรูกับเปอร์ไซด์ไปตั้งแต่ที่พบว่ายาพิษนั้นไม่สามารถทำอะไรเธอได้
สรุปคือการลอบวางระเบิดในครั้งนี้ไม่มีทางเป็นฝีมือของเผ่าเราได้แน่นอน
แสดงว่า...
“ (หรือว่ามีคนจงใจจะใส่ร้ายพวกเรา?) ”
มันมีความเป็นไปได้สูงที่อาวุธลับจะถูกสายลับของเผ่าใดเผ่าหนึ่งลักลอบขนออกไปโดยไม่รู้ตัว
" (ท่านราชินีแฟตครับ) "
" (รู้แล้ว เจ้านะสนิทกับยัยนั่นมากที่สุด ฝากจัดการด้วย อย่าให้ยัยนั่นคิดว่าเป็นฝีมือของเผ่าเราเด็ดขาด… ให้ตายสิ เดียวคงต้องไปต่อว่าคนที่เผ้าคลังแสงหน่อยเสียแล้ว) "
" (ฝากคุ้มครององค์ราชินีของกระผมด้วยนะสกัด) "
" (วางใจข้าได้สหาย) "
สกัดให้คำมั่นสัญญากับผมอย่างเข้มแข็ง ก่อนจะวิ่งเข้าไปให้การคุ้มครองเหล่าองค์ราชินีทั้งห้าคนพร้อมกับพวกองครักษ์
เขาเป็นขุนพลของราชินีฟรีด้า เป็นบุรุษที่ไว้วางใจได้
เมื่อหมดห่วงเรื่ององค์ราชินี กระผมจึงเดินตามพวกเอรีสเข้าไปหาเปอร์ไซด์อีกคน
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง---
"ระเบิดเมื่อกี้มันของเผ่า [มนุษย์มด] ไม่ใช่เรอะ!? "
ก็มีเผ่าจอมมารคนหนึ่งตะโกนเสียงดังขึ้นมาเช่นนั้น
สตรีที่ตะโกนเสียงดังลั่นนั้นสวมชุดคลุมสีเทาคล้ายกับสิ่งที่เอรีสเรียกว่า [แม่ชี]
พริบตานั้นทั้งสนามต่างจับจ้องมาที่เผ่าของผมเป็นสายตาเดียวกัน
"ฝีมือ… ของคุณสเลบ… หรือคะ? "
เปอร์ไซด์เงยหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตามาทางผม
ดวงตาของเธอไร้ซึ่งประกายแสงและกำลังเต็มไปด้วยความสับสนทางอารมณ์
"ไม่ใช่---"
"ระเบิดนั้นเป็นของเผ่า [มนุษย์มด] ! พวกมันคือคนร้าย! "
เผ่าจอมมารอีกคนที่เป็นผู้ชายได้ตะโกนดังก้องไปทั่วสนาม
"ผู้ร้ายคือเผ่าตัวเขี้ยวหรือ? "
"เผ่าอาร์โธร์โพดาคือคนร้าย! "
เมื่อมีเชื้อไฟปะทุขึ้น มันก็ลามทุ่งไปหยั่งทุกคนที่รวมตัวกันในสถานที่แห่งนี้
โดนจนได้...
เล่นแบบนี้กันเลยเรอะ?
เผ่าของกระผมที่มาร่วมงานต่างมองหน้ากันเองอย่างสับสน
ทุกคนต่างเริ่มแสดงความเป็นศัตรูกับเผ่าของกระผมกันแล้ว
เพราะมีความแปลกแยกจากเผ่าอื่นอย่างชัดเจนเกินไป ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเป็นเป้าหมายที่ถูกใสร้ายได้ง่าย ๆ
กระผมพอเดาได้แล้วว่าใครคือคนร้ายที่ลอบวางระเบิดครั้งนี้
มันคือเผ่าจอมมารของเอรีสนั่นเอง
ให้ตายสิ เป็นเผ่าที่สมกับสมญานาม [จอมมาร] เสียจริง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกมันจงใจป้ายความผิดเพื่อให้เปอร์ไซด์หรือเผ่าอื่น ๆ เล็งเล่นงานเผ่าของเราก่อน
กระผมไม่รู้สึกโกรธที่โดนใส่ร้าย แต่ประทับใจในความหน้าด้านและเจ้าเล่ห์ของพวกเขา
เอาละ ถึงจะถูกใส่ร้าย แต่ไม่มีเวลามาให้ลังเลใจหรอกนะ
ผมต้องรีบกอบกู้สถานการณ์ให้ได้
"เดียวสิค่ะท่านดีออน!? อย่าแย่ง---"
"เธอนั่นแหละลังเลอะไร!? เหล่าผู้ศรัทธาเอย รีบคุมตัวเผ่ามนุษย์มดเดียวนี้! "
มีชายคนหนึ่งไปแย่งไมค์จากสตรีหน้าจิ้งจอกที่กำลังดำเนินรายการอยู่
ท่าทางแบบนั้นคืออะไร? ไม่ใช่ว่าเตี้ยมวางแผนกันมาหรือ?
เอาเถอะ ยังไงศัตรูมันได้เริ่มชิงลงมือตามอย่างที่คาดการเอาไว้ก่อนแล้ว
คุมตัว แล้วต่อไปคงเป็นการยุให้เปอร์ไซด์ทำลายคริสตัลของพวกเราสินะ?
หากว่ามีการต่อสู้ต่อต้าน คงไม่แคล้วยิ่งถลำลึกจนหาข้อแก้ตัวไม่ได้
" (ทุกคนห้ามขยับ ต่อให้ถูกทำร้าย ก็ห้ามต่อต้านเด็ดขาด นี่คือคำสั่งจากผู้กล้าสเลบ! ส่วนใครที่อยู่นอกระยะพื้นที่จัดงาน ให้เตรียมพร้อมรับสงครามกลางเมือง ไม่ว่าจะยังไง พวกเราก็ต้องปกป้องคริสตัลของเผ่าเอาไว้ให้ได้!) "
" (รับทราบครับ!) "
โชคดีที่โลกใบนี้ความตายนั้นสามารถเกิดใหม่ได้
ดังนั้นขอบเขตการถูกทำร้ายฝ่ายเดียวจึงเป็นที่ยอมรับกันได้อยู่
แต่ถ้าหากว่าพวกมันเริ่มเล็งไปที่คริสตัล ถึงตอนนั้นต่อให้ต้องเป็นเผ่าที่ถูกตราหน้าว่าฉีกสัญญา กระผมก็จะยอมทำเดินตามเกมส์ของศัตรูเพื่อปกป้องเอาไว้ให้ได้
กระผมรีบวิ่งฝ่าฝูงชนที่กำลังเข้ามารวบตัว แล้วตรงไปหาเปอร์ไซด์
หากได้อธิบายให้เธอฟัง คนซื่อตรงอย่างเธอน่าจะช่วยหยุดความเข้าใจผิดนี้ได้
"เปอร์ไซด์ ใจเย็นก่อนนะ นี่ไม่ใช่ฝีมือของ---"
"พอแล้วค่ะ…"
น้ำเสียงที่เธอตอบกลับมานั้นช่างเยือกเย็นและน่ากลัว
"ทุกคนตายแล้ว เผ่าของหนูตายกันหมดแล้ว เพราะว่าหนูมันโง่เอง เฟ้อฝันไปเองค่ะว่าทุกคนจะเป็นมิตรกันได้"
รู้สึกได้ถึงจิตสังหารอันดำมืดที่กำลังแผ่ขยายออกมาจากเธอ
มันกดดันและรุนจนสัตว์เลี้ยงของเธอยังต้องกางปีกบินหนีถอยห่างออกไป
"แต่ความจริงแล้วทุกคนคงเห็นหนูเป็นศัตรูสินะคะ? หนูไม่ได้โง่ค่ะ ระเบิดนี้จะเป็นฝีมือของใครก็ได้ค่ะ"
เธอลุกขึ้นแล้วหันไปที่โดมเก็บคริสตัลทางด้านหลังของเธอ
"หนูไม่รู้แล้วว่าคำพูดของใครจะเชื่อใจได้ เพราะฉะนั้น---"
พริบตานั้นเองที่กระผมรู้แล้วว่าเธอกำลังจะทำอะไรต่อไป
"หนูจะทำลายต้นตอของความขัดแย้งทั้งหมดนี้ทิ้งเองค่ะ! "
"แย่แล้ว รีบปกป้องคริสตัลเร็ว! "
โชคดีที่กระผมออกเวรทุกวันในฐานะขุนพลของราชินีแฟต เลยสวมชุดเกราะกับพกดาบดำติดตัวมาด้วย
ชุดสูทที่สวมทับอยู่นอกชุดเกราะแขนกล MKII ได้ขาดกระจุยพร้อมกับแสงไฟสีฟ้าที่แผ่ขยายออกมาจากตัวชุดเกราะสีดำ
กระผมถีบพื้นอย่างรุนแรงเข้าเพื่อเข้าไปขวางเธอเอาไว้ด้วยดาบดำทั้งสี่เล่ม
ปีกแผ่นบางโปรงแสงสองคู่ที่แผ่ออกจากชุดเกราะกำลังเรืองแสงสีฟ้าและพยุงให้ร่างของกระผมลอยขึ้นเหนือพื้นดินราวห้าเมตร
"อย่ามาขวางนะ! "
"ไม่! "
ผมบรรเลงเพลงดาบสี่เล่มโจมตีใส่เธอ
ฟันสี่จังหวะด้วยการวาดเป็นวงพระจันทร์เสี้ยวจากบนลงล่าง
ตวัดดาบเล่มที่สองจากขวาไปซ้ายด้วยความเร็วแสง
ใช้แรงเหวี่ยงจากดาบสองเล่มแรกในการม้วนตัวเพื่อวาดดาบเล่มที่สามในลัษณะเส้นแนวทแยงมุมจากล่างขึ้นบน
และจบด้วยดาบสุดท้ายอย่างไม่ให้พักหายใจด้วยการแทงตรงออกไปข้างหน้า
นี่คือกระบวนยุทธ์สี่จังหวะของผม
แต่ทว่า--
"กระจอกค่ะ! "
เปอร์ไซด์กลับสามารถหลบการโจมตีราวพายุสี่จังหวะนั้นได้อย่างง่ายดาย
ฝีมือคนละชั้นจริง ๆ ด้วยแฮะ
"อึ๊ก!? ระยางเรอะ! "
และพอรู้ตัวอีกที ขาของกระผมก็ถูกระยางสีชมพูที่งอกออกมาจากกลางหลังของเธอจับเอาไว้แล้ว
"ไม่ต้องห่วง หนูไม่ฆ่าพี่สเลบหรอกค่ะ"
เธอพูดด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ก่อนจะพูดปิดท้ายอย่างน่ากลัวว่า
"แต่จะเอาให้ขยับไม่ได้เป็นวัน ๆ แทนค่ะ"
ร่างของกระผมถูกระยางของเธอจับเหวี่ยงในอากาศอย่างรุนแรง
แบบนี้แย่แน่…
"หยุดนะเปอร์ไซด์! "
ในตอนนั้นเองที่เอรีสกระโดดสูงขึ้นท้องฟ้าพร้อมกับกางปีกโปรงแสงเจิดจ้า
ไม่ว่าจะเผ่าไหน ต่างก็ลอกโครงสร้างปีกเผ่าปีศาจแสงของเอสเทอเอามาติดชุดเกราะกันหมดเลยแฮะ
ในมือขวาของเธอถูกโอบอุ้มไปด้วยแสงสว่างที่คมกริบ
ก่อนที่เธอจะใช้สิ่งนั้นตัดระยางสีชมพูทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
“ด้านหลังหรือค่ะ! ”
ในเวลาเดียวกับที่เอรีสช่วยผม การโจมตีระรอกสองก็พุ่งเข้าใส่เปอร์ไซด์จากทางด้านหลัง
มันคือกระสุนโพตอนจำนวนห้านัดที่รุนแรง
แต่กระสุนที่รุนแรงนั้นไม่อาจแตะถูกร่างกายที่พริ้วไหวของเธอได้
"พี่เอรีส พี่เอสเทอ! จะขัดขวางหนูเหมือนกันหรือค่ะ! "
นักรบเผ่าจอมมาร [เอรีส] กับนักรบเผ่าปีศาจแสง [เอสเทอ] ทั้งสองคนกำลังยืนขวางหน้าเปอร์ไซด์เอาไว้
"เปอร์ไซด์ เธอจะมาทำลายความสงบนี้ด้วยตัวเองไม่ได้นะ! "
เอรีสตะโกนเสียงดังออกไปเช่นนั้น
ไม่ใช่ว่าเป็นเผ่าของเธอเองหรือที่ก่อเรื่องทั้งหมดนี้นะ…
แต่พอคิดถึงปฏิกิริยาของสตรีจิ้งจอกที่พยายามหยุดการกระทำของชายที่พยายามแย่งไมค์เมื่อกี้ ผมก็ตระหนักได้ถึงบางอย่าง
บางทีแผนการในครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นที่ทราบกันทั้งเผ่าของเอรีสละมั้ง?
"เปอร์ไซด์ เธอนะเหมาะกับการร้องเพลงมากกว่านะดอง~"
เอสเทอเองก็พยายามจะกล่อมเปอร์ไซด์ที่กำลังคลั่งด้วยเช่นกัน
"เกะกะค่ะ! "
เธอกรีดเสียงร้องลั่นแล้วพุ่งเข้าใส่พวกเราอีกครั้ง
"เอรีส สเลบ! ดอง~"
"รู้แล้วเอสเทอ! "
"กระผมจะระวังหลังให้เองครับ"
พวกเราสามคนต่างรู้หน้าที่แล้วเริ่มรับมือในทันที
เอรีสพุ่งเข้าใส่เปอร์ไซด์ตรง ๆ ด้วยสภาพที่สวมชุดสีขาวตัวบาง
มันดูเหมือนกับการฆ่าตัวตาย
แต่ไม่ใช่เช่นนั้น
พริบตาก่อนที่ทั้งสองจะปะทะ ทั่วทั้งร่างของเอรีสก็ถูกหุ้มไปด้วยเกล็ดมังกรสีเขียว
ดูเหมือนว่าชุดเกราะของเผ่าเธอเองก็พัฒนาไปอีกขั้น จนถึงระดับที่สามารถสวมใส่ติดตัวได้โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว
"ฮะ! "
"ย่ะ! "
กรงเล็บกับหมัดมวยได้เข้าโรมรันกันใจกลางอากาศ
มุมแดงหมุนตัวแตะเป็นกงจักรใส่เอรีส
มุมเขียวใช้หมัดที่ทรงพลังรับเอาไว้ และใช้ประโยชน์จากแรงสะท้อนดีดตัวออกมา
เอรีสกางปีกบินเป็นวงกว้าง แล้วพุ่งเข้าใส่ด้วยท่าที่เธอเรียกว่า [จระเข้ฟาดหาง] จากการทิ้งตัวลงมา
ขาที่ฟาดเป็นวงอันรุนแรงได้ปะทะเข้ากับลมพายุที่เปอร์ไซด์สร้างสวนกลับไปจากปีก
แรงปะทะทั้งสองได้ระเบิดออกเป็งวงกว้าง จนเหล่าคนดูโดยรอบปลิวกระเด็นออกไปไกล
เอรีสเองก็ถูกดีดออกไปจากแรงระเบิดลมนั้นด้วย
"ไม่ให้โจมตีได้ก่อนหรอกค่ะพี่เอสเทอ! "
เปอร์ไซด์กล่าวเช่นนั้นแล้วตรงดิ่งมาทางเอสเทอแทนที่จะไล่ตามเอรีส
"หนังสือของเจ้าไปไหนแล้วละ? "
"ทิ้งเอาไว้ที่บ้านนะดอง"
และโชคร้ายที่เอสเทอมาร่วมงานนี้ในสภาพที่ตัวเปล่าไม่ได้พกอาวุธมาด้วย
ดังนั้นการใช้พลังพิเศษของเธอจึงช้าเกินกว่าที่คาดการเล็กน้อย
"ผ่านศพของผมไปก่อนเถอะครับ! "
กระผมยกดาบดำทั้งสี่เล่มขึ้นมาเตรียมตั้งรับเอาไว้
"หลีกไปซร้าาาา! "
เส้นสีแดงของเปอร์ไซด์พุ่งตรงมารุนแรงมาก
รุนแรงราวกับลูกปืนใหญ่
รวดเร็วและหนักหน่วงดุจลูกอุกกาบาต
ต้องรับเอาไว้ให้ได้ ไม่อย่างงั้นเอสเทอได้เป็นเป้าหมายต่อไปแน่นอน
แต่ว่านะ...
"รับได้ก็บ้าแล้วครับ! "
กระผมเลือกใช้จังหวะสุดท้ายก่อนจะปะทะ ใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้นเป็นศูนย์ถ่วง ใช้แขนอีกสองข้างคว้าร่างของเอสเทอที่อยู่ด้านหลัง แล้วใช้แขนที่เหลือเร่งพลังของดาบพร้อมกับระเบิดคลื่นรังสียิงออกไป
แรงที่ระเบิดออกมาจากตัวดาบนั้น ทำให้ตำแหน่งของเราทั้งคู่หมุนหลบกรงเล็บอันคมกริบของเปอร์ไซด์มาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด
ตำแหน่งที่เปอร์ไซด์พุ่งลงไปได้กลายเป็นหลุมลึกกว้างมากกว่ายี่สิบเมตร
"ตอนนี้ละดอง! "
เอสเทอใช้พลังเธอเปลี่ยนมวลดินให้กลายเป็นบ่อโคลน
ด้วยแรงเฉื่อยที่ยังไม่หมด จึงทำให้ร่างของเปอร์ไซด์จมลงไปในบ่อโคลนนั้น
"จงถูกผนึกซะ! "
เอสเทอเปล่งเสียงดังพร้อมกับเปลี่ยนผิวดินโคลนให้กลายเป็นปูนแข็ง
"หน่อย.! มันติด!? "
ต่อให้มีกล้ามเนื้อหรือร่างกายที่แข็งแกร่ง แต่ถ้าหากว่าไร้ซึ่งพื้นที่ออกแรงเหวี่ยง มันก็เหมือนกับว่าเธอกำลังถูกผนึกแขนและขาเอาไว้
"จบแล้ว? "
เอรีสร่อนกลับมายืนอยู่ด้านข้างของผม
สภาพของเปอร์ไซด์ในตอนนี้คือกำลังจมดินลงไปแล้วโผล่ออกมาแค่ส่วนศรีษะเท่านั้น
"ทำไมต้องมาขวางด้วย! หนูจะทำลายต้นตอของความขัดแย้ง! จะทำลายคริสตัลทั้งหมด! เอาหนูออกไป เอาออกไปเดียวนี้นะ! "
พวกเราสามคนต่างยืนมองดูเปอร์ไซด์ด้วยสายตาที่เศร้าหมอง
อะไรที่ทำให้เปอร์ไซด์ผู้แสนบริสุทธิ์คนนั้นคลั่งได้ถึงขนาดนี้?
คำตอบคือความบ้าของคนที่อยากจะก่อสงครามต่อไปหรือ?
หรือว่าเป็นความโง่เขลาของพวกเราทั้งสี่เผ่า ที่สะสมอาวุธในเบื้องหลัง จนบีบให้ต้องมาเล่นชกใต้เข็มขัดกันเช่นนี้?
สุดท้ายแล้วมันก็ทำให้ผู้บริสุทธิ์อย่างเผ่าปีศาจปีกของเปอร์ไซด์ต้องเสียชีวิตไปทั้งเผ่าอย่างไม่มีความจำเป็น
ไม่แปลกที่เธอจะคลุ้มคลั่งจนแทบเป็นบ้า
"ปล่อยยยย! "
แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือน ผิวคอนกรีดที่ปิดรอบคอของเปอร์ไซด์เริ่มปริราวให้เห็น
เฮ้ย ๆ นี่จะบอกว่าแค่พลังกล้ามเนื้ออย่างเดียว ก็สามารถทำลายคอนกรีตหนาได้แล้วเช่นนั้นหรือครับ?
"ให้ฉันจัดการเอง"
เอรีสหันมาพูดกับพวกเรา ก่อนจะสูดหายใจลงไปเต็มปวดของเธอเอง
ผิวเกล็ดที่หุ้มไปทั่วทั้งร่างกายได้หดหายกลับไปจนเห็นผิวสีเนื้อที่ขาวผ่อง
เนื่องจากเสื้อผ้าของเธอกระจุยหมดแล้ว จึงทำให้เอรีสได้เผยเรือนร่างของเผ่าจอมมารออกมาให้เห็นเต็มตา
เธอใช้ร่างที่เปล่าเปลือยนั้นเข้าไปโอบอุ้มร่างของเปอร์ไซด์ที่กำลังดิ้นรนอยู่ตรงพื้นดิน
โอบกอดศรีษะของเธอเอาไว้ประดุจอยู่ในอ้อมกอดของมารดาที่อบอุ่น
ไออุ่นของร่างกายได้โอบอุ้มเปอร์ไซด์จนมีท่าทีที่สงบลง
"ไม่เป็นไรแล้วนะ…"
"ปล่อย! หนูจะไปทำลายต้นตอของสงคราม หนูจะทำลายคริสตัลของทุกเผ่า! "
สำหรับเปอร์ไซด์แล้ว การทรยศครั้งนี้คงทำร้ายจิตใจของเธอมากจนเกินไป
"ไม่เป็นไรแล้ว ไม่มีใครทะเลาะกันแล้ว…"
"ปล่อย…"
เพราะแบบนั้นเลยไม่สามารถทำให้เธอเชื่อใจใครได้อีก
"ปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครคิดจะทำร้ายกันอีกแล้ว"
"บอกว่า… ปล่อยหนู… "
คนที่ยอมเชื่อคนอื่นอย่างบริสุทธิ์ใจ ถ้าหากถูกทรยศความรู้สึกนั้น มันจะเจ็บปวดขนาดไหนกันนะ?
"เปอร์ไซด์ยังมีพวกเรา มีฉัน มีเอสเทอ มีสเลบ แล้วก็มีลุงบานาอีกคนอยู่นะ"
"ฮึก… "
กระผมไม่อาจจะจินตนาการได้ และคงไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเข้าใจความรู้สึกของเธอ
"เพราะฉะนั้น… ร้องไห้ออกมาได้เลยนะ"
"แงงงงงงงงงงง! "
และคนที่เคยพยายามวางยาพิษเพื่อนเพราะคำสั่งของราชินีอย่างผม คงไม่มีหน้าไปปลอยโยนเพื่อนเหมือนอย่างที่เอรีสทำได้
เอรีสสามารถทำให้เปอร์ไซด์สงบจิตใจลงได้สำเร็จ
ไม่ใช่ผม ไม่ใช่เอสเทอ แต่เป็นคนจากเผ่าจอมมารที่ชื่อว่า [เอรีส] คนนี้ที่ทำได้สำเร็จ
เสียงร้องไห้ของเปอร์ไซด์นั้นดังกังวาลไปทั่ว มันเป็นเสียงร้องไห้ที่เศร้าที่สุดที่ผมเคยได้ยินมาในชีวิต
ในเวลานั้นผมเริ่มสงสัยตัวเอง
ว่าถ้าหากในอนาคต มันมีคำสั่งให้กระผมต้องลงมือสังหารพวกเขาอีกรอบ กระผมจะสามารถกล้ารับทำตามคำสั่งนั้นได้หรือเปล่านะ?
ผมสงสัยตัวเองเช่นนั้น