“กี่คน?”
สมิธถามก่อนเลยว่าคนอื่นที่ว่ามีกันกี่คนเพราะถ้าเยอะมากสมิธก็อาจเลือกที่จะถอยไม่ยอมเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่อเขาและคนรอบข้าง เพราะตอนนี้สมิธไม่ใช่สายต่อสู้อีกต่อไปแล้วเขาเป็นเพียงชาวไร่ธรรมดาทั่วไป ประสบการณ์กว่า 30 ปีก็ช่วยอะไรไม่ได้ต่อให้ใช้ศิลปะป้องกันตัวที่ดีที่สุดในโลกหรือแม้แต่ปืนมาเผชิญหน้ากับพวกเลือกการ์ดสายต่อสู้ พวกนั้นแค่ใช้พลังใส่เขาครั้งเดียวก็ตายแล้วโดยยังไม่ทันได้ขยับแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งที่สมิธทำได้ในตอนนี้ก็มีแค่ถอยหรือเอาแอปเปิ้ลแห่งสายรุ้งปาใส่แค่นั้น
“6 คน” กรีนชิลดตอบคำถาม
“แล้วนายจะเอาไง...ฉันยังไงก็ได้แล้วแต่นายเลยกรีนชิลด” สมิธมองว่า 6 คนถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่เยอะและไม่น้อยอย่างไรก็ตามการตัดสินใจในครั้งนี้ต้องยกให้กรีนชิลดเป็นคนตัดสินใจแทนว่าจะลุยต่อหรือถอยกลับ เพราะคนที่จะต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงในครั้งนี้คือกรีนชิลดดังนั้นแล้วการให้เจ้าตัวตัดสินใจเองถือว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าไม่เชื่อมั่นในฝีมือข้ารึสมิธ? กับอีแค่มนุษย์ 6 คนที่มีพลังนิดหน่อยจะมาเทียบกับข้าได้อย่างไร” กรีนชิลดที่ได้ยินคำถามของสมิธก็ถึงกับหัวเราะออกมา หากเป็นคนแปลกหน้ามันคงมองว่าสมิธดูถูกมันแน่ถึงกล้าถามเช่นนี้กับมัน
“ฉันเคารพการตัดสินใจของนาย เขิญจัดเต็มได้ตามต้องการแล้วก็อย่าฆ่าพวกนั้นล่ะเดี๋ยวไม่มีข้อมูลว่าพวกมันมาทำอะไรที่นี้ตอนนี้” สมิธย้ำกับกรีนชิลดว่าอย่าเพ้อฆ่าเด็ดขาดไม่เช่นนั้นข้อมูลได้หายแน่
“สบาย สบาย” กรีนชิลดพูดออกมาอย่างผ่อนคลายก่อนจะดำดินแปลงกายเป็นรากไม้แล้วหายไป
หลังจากกรีนชิลดหายตัวไปแล้วสมิธจึงเดินมาที่ต้นไม้ต้นใหญ่ต้นนึงแล้วนั่งลงเพื่อรอให้กรีนชิลดจัดการเสร็จ ในระหว่างรอเขาก็ปล่อยพวกชูออกมาจากกระเป๋าเพื่อให้พวกนี้ได้สัมผัสรสชาติและกลิ่นของป่าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปในที่สุดกรีนชิลดก็กลับมา...
“สบายอย่างที่นายว่าสินะ” สมิธที่เห็นสภาพของกรีนชิลดหลังจากจัดการผู้ใช้พลังทั้งหกคนคือกลับมาในสภาพสมบูรณ์ไร้ซึ่งบาดแผลบนร่างกายแม้แต่รอยเดียวราวกับไม่ได้ไปต่อสู้แต่ไปเดินชมสวนดอกไม้แทน
“ตามข้ามาเดี๋ยวพาไปหาเจ้าพวกนั้นแล้วเจ้าจะได้ถามพวกมันตามที่เจ้าต้องการ” เมื่อกรีนชิลดกลับมาเขาไม่พูดอะไรมากมาถึงบอกให้สมิธตามมันไปในทันที
สมิธพาเหล่าชูใส่กระเป๋าเหมือนเดิมก่อนจะเดินตามกรีนชิลดไป สมิธเดินตามกรีนชิลดไม่กี่สิบนาทีเขาก็เห็นแค้มป์ของมนุษย์ ภายในแค้มป์แห่งนี้มีเต็นท์ขนาดใหญ่ 2 เต็นท์ มีกองไฟที่ยังไม่ดับสนิทดี มีหม้อสำหรับทำอาหาร มีกระติกกาแฟกระติดน้ำดื่ม มีกองเสบียงอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ สภาพโดยรวมของแค้มป์แห่งนี้สามารอยู่ได้นานเป็นสัปดาห์
นอกเหนือจากแค้มป์แล้วสมิธเห็นกองมัมมี่ทั้ง 6 กองอยู่ที่พื้น โดยปกติแล้วมัมมี่จะโดนห่อด้วยผ้าแต่ไม่ใช่กับมัมมี่ทั้ง 6 ตนนี้เพราะมัมมี่ทั้ง 6 ตนนี้ถูกเถาวัลย์ห่อแทน ซึ่งเถาวัลย์ที่พันร่างกายของคนพวกนี้นั้นแถมจะปิดทุกส่วนของร่างกายเหลือไว้แค่ ตาไว้ดู จมูกไว้หายใจ ปากไว้พูด แค่นั้นนอกนั้นกรีนชิลดปิดหมด
“ถามมันได้เลย เจ้าพวกนี้อ่อนแอเป็นบ้านึกว่าจะได้ยืดเส้นยืดสายสักหน่อย” กรีนชิลดบ่นออกมาเล็กน้อยถึงความห่วยของพวกนี้ว่าไม่ได้มีฝีมืออย่างที่หวัง
“เงียบดี...” สมิธชื่นชมในความสงบนิ่งของพวกนี้เลย แม้จะโดนจับอยู่แบบนี้และเห็นท่าทีคุกคามก็ยังนิ่งสงบได้ สมิธที่เห็นแบบนี้ก็พอจะเดาได้แล้วว่าอาชีพจริงๆของพวกนี้คืออะไร
“ฉันถามแค่คำถามเดียวและถ้าพวกนายตอบฉันจะปล่อยพวกนายไปแบบมีชีวิตฉันสัญญา! คำถามคือพวกนายได้รับสั่งให้มาจับฟีนิกซ์ใช่ไหม” สมิธตัดสินใจถามแค่คำถามเดียวเพราะถามไปว่าพวกนี้เป็นใคร ใครสั่งการ เป้าหมายในการจับคืออะไร ถ้าถามพวกนี้ออกไปก็มีแต่ความเงียบและสร้างความรำคาญทั้งสองฝ่ายเปล่าๆ ดังนั้นถามคำถามง่ายๆแค่ว่าตามหาฟีนิกซ์ใช่ไหมแค่นั้นพอ
“…” เงียบไร้ซึ่งการโต้ตอบใดๆ
“นายเห็นฝีมือของเพื่อนต้นไม้ฉันแล้วนี้ ฉันรับรองได้เลยว่ารอบนี้เขาจะไม่ได้แค่จับพวกนายมัดอยู่กับพื้นแบบนี้ เพื่อนต้นไม้ฉันอาจฝังเมล็ดอะไรสักอย่างไว้ที่ ท้องของนาย สมองของนาย หรือแม้แต่อัณฑะของพวกนาย พวกนายคงรู้อยู่แล้วว่าเมล็ดพวกนั้นไม่ใช่เมล็ดธรรมดาทั่วไปคิดสภาพว่าเมล็ดพวกนั้นเติบโตกลายเป็นต้น...”