“หากเ้าไม่ได้คิดจะมาดื่มชาก็ไสหัวไปซะ”
น้ำเสียงเรียบแต่แฝงแววขับไล่ดังขึ้นพร้อมกับยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง
ลั่วเหลียนเอ๋อกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดเสียงฟันขบกันดังกรอด ๆ ด้วยความโมโหทว่าพอเหลือบไปเห็นข้าวของกองพะเนินที่วางอยู่บนโต๊ะ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็เยาะหยัน
“นี่มันอะไรกัน ฮูหยินใหญ่ท่านกำลังจะหย่ากับแม่ทัพหม่ามิใช่หรือแล้วเหตุใดถึงยังกล้าผลาญเงินในจวนอย่างไม่รู้จักอายทำเช่นนี้ถูกต้องเช่นนั้นหรือ?”
สวี่หว่านถิงเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้าก่อนจะกระตุกยิ้มบางที่มุมปาก
“ไม่ถูกตรงไหนกัน? หรือว่าเ้าทั้งโง่ทั้งตาบอด? ฐานะของข้าเป็ใครจึงยังไม่รู้ข้ายังคงเป็ฮูหยินใหญ่แห่งจวนแม่ทัพหม่ามิใช่หรือเช่นนั้นทรัพย์สินทุกสิ่งในจวนนี้ย่อมเป็ของข้าไม่ใช่ของหัวขโมยเช่นเ้า”คำพูดนั้นคมกริบเยี่ยงมีดกรีด
ลั่วเหลียนเอ๋อหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย
สวี่หว่านถิงหัวเราะเบา ๆ พลางเอนหลังอย่างผู้เหนือกว่า
“หรือเ้ากลัวว่าข้าจะใช้เงินจนหมดจวนไม่เหลือไว้ให้เ้าซุกหัวกินอย่างสุขสบายกันเล่า? อย่าห่วงเลย ข้าจะเหลือไว้ให้เ้า…เท่าขี้เล็บพอหรือไม่?”เสียงหัวเราะของสวี่หว่านถิงดังขึ้นอย่างสะใจทว่าสียงหัวเราะนั้นกลับทำให้ผู้คนในร้านน้ำชาถึงกับกลืนน้ำลายไม่ลงด้วยความเด็ดเดี่ยวและท้าทาย
“ฮูหยินใหญ่ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร! หึ…แต่ช่างเถอะข้าจะไม่เสียเวลาโต้เถียงกับท่านเอาไว้แม่ทัพหม่าทราบเื่นี้เข้าเขาคงไม่ปล่อยท่านไว้แน่”ลั่วเหลียนเอ๋อกล่าวเสียงสั่น
สวี่หว่านถิงวางถ้วยชาอย่างแ่เบา ก่อนยกดวงตาคมขึ้นมองตรง
“เ้าขู่ข้างั้นหรือ? อย่าขู่ข้าเลยเพราะข้า...ไม่กลัว”
ลั่วเหลียนเอ๋อกำหมัดแน่นขึ้นกว่าเดิมจนมือเล็กสั่นไหวเธอสะบัดหน้าพร้อมกับหมุนตัวกลับด้วยความโกรธจัด
“เม่ยเอ๋อ! กลับ!”
เสียงของเธอดังลอดไรฟันขณะเดินออกจากร้านน้ำชาไปอย่างเสียหน้า
สวี่หว่านถิงมองตาม แววตาเย็นเฉียบก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นซดอีกครั้งอย่างพอใจ
“ชาร้อนดีแท้…ช่างเหมาะกับวันที่อากาศร้อนและคนร้อนรน”
ริมฝีปากเล็กคลี่ยิ้มบางขณะที่สายลมยามบ่ายพัดปลายผมให้ปลิวไสว ความสะใจฉายชัดอยู่ในแววตาของหญิงสาว
“คนที่พ่ายแพ้คือหล่อน…ไม่ใช่ฉันนังตัวดีลั่วเหยียนเอ๋อ”เธอพึมพำขึ้นเบาๆอย่างสะใจ
ครั้นเมื่อลั่วเหลียนเอ๋อกลับมาถึงจวนใบหน้าเรียบสงบแต่ทว่าในใจกลับยังคงลุกไหม้ด้วยความแค้น เธอสั่งให้บ่าวจัดน้ำชาและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ตนเองก่อนจะรีบเดินไปยังเรือนใหญ่ของแม่ทัพหม่าด้วยกิริยาอ่อนช้อย
แม่ทัพหม่าที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือแสงเทียนอ่อน ๆ สาดส่องให้เห็นเงาของชายร่างสูงในชุดทหารสีดำขลิบทองใบหน้าคมเข้มแต่แฝงรอยอ่อนล้าจากการศึก เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ
“เหยียนเอ๋อ มีเื่อันใดหรือ?”เสียงทุ้มต่ำของแม่ทัพหม่าดังขึ้น
ลั่วเหยียนเอ๋อค้อมกายเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปช้า ๆ แล้ววางถาดชาไว้ตรงหน้า
“ข้ามิกล้ารบกวนท่านเ้าค่ะเพียงแต่…วันนี้ข้าออกไปตลาด เห็นบางสิ่งบางอย่างเข้า ก็อดเป็ห่วงท่านไม่ได้”
แม่ทัพหม่าขมวดคิ้ว “ห่วงข้า?”
“เ้าค่ะ”
นางตอบเสียงนุ่มก่อนจะยกถ้วยชาให้เขาอย่างอ่อนโยนทว่าดวงตาคู่นั้นกลับแฝงแววบางอย่างที่อ่านไม่ออก
“ข้าเห็น…ฮูหยินใหญ่ไป๋หลิงซิ่วไปเดินตลาดเ้าค่ะแต่ไม่เพียงเท่านั้นนางยังใช้จ่ายของฟุ่มเฟือยเสียจนพ่อค้าต้องหาคนช่วยหาบตามเป็ขบวน”
แม่ทัพหม่าวางถ้วยชาไว้ช้า ๆ แววตาเข้มขึ้น
ลั่วเหลียนเอ๋อรีบก้มหน้าต่ำก่อนจะพูดเสียงเบาราวกับกลัวจะทำให้เขาไม่สบายใจ
“ข้าไม่ได้อยากพูดให้ท่านขุ่นเคืองเพียงแต่…ตอนนี้นางกำลังจะหย่ากับท่านมิใช่หรือเ้าคะแต่กลับใช้เงินในจวนอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด ข้ายังเห็นนางหัวเราะเย้ยคนในตลาดด้วยถ้อยคำที่พูด…ก็ชวนให้คนเอาไปซุบซิบนินทาไม่ขาดปาก”
“ซุบซิบ?” เสียงของแม่ทัพต่ำลง
“พูดว่าอย่างไร”
ลั่วเหลียนเอ๋อเม้มริมฝีปากเหมือนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงแ่
“นางว่า…ยังไงเสียฐานะของนางก็ยังเป็ฮูหยินใหญ่ทรัพย์สินทั้งหมดในจวนนี้ย่อมเป็ของนาง…ไม่ใช่ของใครอื่น”
เพียงชั่วครู่ทุกอย่างกลับเงียบกริบ เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งคู่
แม่ทัพหม่ากำมือแน่นดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ถูกท้าทายศักดิ์ศรีของตน
“นางกล้าพูดเช่นนั้นรึ?”
ลั่วเหลียนเอ๋อรีบทำท่าใ
“ท่านอย่าโกรธเลยนะเ้าคะข้าแค่…อดเป็ห่วงชื่อเสียงของท่านไม่ได้ หากคนในตลาดเอาเื่นี้ไปพูดต่อข้ากลัวว่าท่านจะเสียเกียรติ”น้ำเสียงนุ่มละมุนแต่กลับแฝงไปด้วยความหวังดีจอมปลอมที่หุ้มพิษไว้แ่า