“ท่านไท่ผูโลติด ท่านว่าเรื่องนี้จะจัดการอย่างไรดี”
ใบหน้าของจูฮงมืดมนลงในบัดดล
ทว่าเขายังคงตั้งหลักได้ ไม่ได้เอะอะโวยวายที่นี่ เพราะอย่างไรเสียฝ่ายที่ไม่สมเหตุสมผลก็คือตัวเขาเอง การเอะอะโวยวายย่อมไม่ส่งผลดีต่อตนเองสักเท่าใดนัก
โลติดย่อมไม่อยากมอบเงินติดสินบนก้อนนี้ เมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ทำได้เพียงดำเนินเรื่องต่อให้ถึงที่สุด “หมิงกวาง เจ้าไปจัดการเถิด!”
เขาตัดบทตัดปัญหา หมุนตัวเดินกลับเข้าไปภายในเรือน
หยางเจาเก็บสัญญากู้ยืมเงินผืนนั้นไว้ แล้วเอ่ยต่อว่า “หากท่านหวงเหมินไม่เชื่อว่าลายมือชื่อเป็นของปลอม ก็สามารถไปรื้อค้นฎีกาในอดีตของอาจารย์มาตรวจสอบได้ขอรับ แต่หากคิดจะโวยวายต่อไป พวกเราก็ยินดีรับมือจนถึงที่สุด”
เขาเอ่ยข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากเรื่องไปถึงฝ่าบาท มาดูกันว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายโชคร้าย”
“เจ้า...”
จูฮงใบหน้าแดงก่ำ ชี้หน้าหยางเจาเตรียมจะด่าทอ แต่เมื่อเห็นสายตาของหยางเจาเย็นชาลงกะทันหัน
สายตาอันเย็นเยียบนั้นราวกับศรที่ถูกปล่อยจากคันธนูพุ่งตรงเข้าหาตนเอง ทำเอาร่างกายสั่นสะท้านในใจเกิดความขลาดกลัวขึ้นมาทันที ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่มีเหตุผลรองรับ และหากเรื่องไปถึงฝ่าบาท เกรงว่าจะเกิดเรื่อง จึงกล่าวเสียงแข็งว่า “พวกเจ้าเก่งมาก คอยดูเถอะ!”
ความขุ่นเคืองนี้ จูฮงจำต้องอดทนไปก่อน วันหน้าค่อยหาทางเล่นงานโลติด จากนั้นเขาเดินออกจากประตูใหญ่ไปด้วยความโกรธแค้น
“ข้าจะออกไปส่งท่านหวงเหมินเสียหน่อย”
หยางเจาเดินตามหลังไป แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “ท่านหวงเหมิน ทางที่ดีจงลืมเลือนเรื่องนี้ไปเสีย หากท่านกล้าทำสิ่งใด หรือคิดจะทำสิ่งใดต่ออาจารย์ของข้า ก็จงเตรียมรับการแก้แค้นจากข้าได้เลย ข้าตัวคนเดียว ไร้ซึ่งสิ่งใดให้ต้องหวาดเกรง ต่อให้ท่านจะซ่อนตัวอยู่ในวังหลวงไปตลอดชีวิต ข้าก็มีวิธีทำให้ท่านต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็น อย่าได้สงสัยในความสามารถของข้าเชียวล่ะ”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินกลับ
น้ำเสียงเย็นชานี้ทำให้จูฮงชะงักไปชั่วขณะ ยืนอึ้งอยู่กับที่
รอจนกระทั่งเขารู้สึกตัวและหันกลับไปมอง หยางเจาก็เดินกลับเข้าประตูจวนตระกูลหลูไปแล้ว
“น่าแค้นใจยิ่งนัก!”
จูฮงนึกถึงเมื่อวานที่ตนเองยังช่วยเอ่ยปากพูดจาดี ๆ ให้หยางเจา ก็แทบจะกระอักเลือดด้วยความโกรธ
สองอาจารย์ศิษย์คู่นี้ ตั้งแต่แรกเริ่มก็ไม่เคยคิดจะมอบผลประโยชน์ให้แก่เขาเลย ไม่เพียงแต่หลอกเขาจนหัวหมุน ทว่ายังข่มขู่เขาอีกด้วย แต่ยามนี้คิดจะไปใส่ร้ายโลติดต่อหน้าพระพักตร์หลิวหงก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว
การแต่งตั้งของหยางเจาถูกส่งลงมาเรียบร้อยแล้ว
โลติดเองก็ได้เลื่อนขั้นขุนนางแล้วเช่นกัน
ผลงานในการปราบกบฏโพกผ้าเหลืองเด่นประจักษ์อยู่ตรงหน้า ไม่อาจใส่ร้ายได้เลย
ก่อนหน้านี้ ตนเพิ่งทุ่มสุดตัวเอ่ยปากพูดเสียดิบดีให้โลติด หากอยู่ ๆ กลับมาเอ่ยให้ร้าย จะให้หลิวหงมองตนเองอย่างไร?
ที่สำคัญที่สุด คือจูฮงหวาดกลัวหยางเจาเข้าเสียแล้ว
ในใจเขารู้สึกขลาดกลัวขึ้นมาจริง ๆ !
ยามนี้เขาทำได้เพียงกล้ำกลืนความคับแค้นใจลงท้องไป คิดในใจว่า พวกเจ้าคอยดูเถอะ!
…
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็มาถึงกำหนดวันเดินทางออกจากลั่วหยาง
หยางเจาและเล่าปี่มารวมตัวกันที่จวนของโลติด แล้วเดินทางออกจากลั่วหยางพร้อมกัน
โลติดในฐานะอาจารย์เดินทางมาส่งพวกเขาถึงนอกประตูเมือง ไม่เพียงแต่เขาที่มาส่ง แม้แต่ซัวหยงก็เดินทางมาส่งเช่นกัน
“ขอบคุณอาจารย์และอาจารย์ซัวขอรับ”
หยางเจาคำนับเสร็จ กำลังจะเอ่ยขอตัวเดินทาง ก็พลันมีคนเดินทางมาเพิ่มอีก
“ดูเหมือนข้าจะไม่ได้มาสายนะ”
ฮองฮูสงเดินทางมาส่งด้วยตนเอง
โจโฉเดินตามหลังเขา ออกมาจากประตูเมืองพร้อมกัน
“ท่านแม่ทัพฮองฮูสง!”
หยางเจาและเล่าปี่เห็นดังนั้นก็รู้สึกตื้นตันใจจนทำตัวไม่ถูก
โลติดและซัวหยงเองก็คาดไม่ถึงว่า ฮองฮูสงจะเดินทางมาส่ง ดูท่าการแสดงออกของหยางเจาในงานเลี้ยงฉลองชัย จะได้รับการยอมรับจากฮองฮูสงจริง ๆ
ฮองฮูสงเอ่ยว่า “พอรู้ว่าหมิงกวางมีความประสงค์จะไปทางเหนือ ข้าเองก็ส่งฎีกาเสนอชื่อหมิงกวางเช่นกัน ไปถึงเหลียงเซียงแล้วจงตั้งใจทำงาน ที่นั่นอยู่ใกล้กับพวกอนารยชน ต้องระมัดระวังให้ดี อย่าได้เปิดโอกาสให้พวกอนารยชนยกทัพลงใต้ได้”
หยางเจาพยักหน้ารับ “มีข้าหยางเจาอยู่ที่เหลียงเซียง พวกอนารยชนไม่มีวันได้ยกทัพลงใต้แน่นอนขอรับ!”
“หมิงกวาง รอเจ้าเดินทางกลับมาลั่วหยางอีกคราว พวกเราค่อยมาดื่มสุราด้วยกัน”
โจโฉยิ้มพลางเดินขึ้นมาด้านหน้า นำกระบี่ล้ำค่าออกมา เอ่ยว่า “ในงานเลี้ยงฉลองชัย หมิงกวางใช้กระบี่เล่มนี้เขียนกวีได้อย่างถนัดมือนัก กระบี่ล้ำค่ามอบให้แก่ยอดขุนศึก กระบี่เล่มนี้ข้าขอมอบให้เจ้า นามของมันคืออี่เทียน*[1]”
ที่แท้นี่ก็คือกระบี่อี่เทียน!
หยางเจาเองก็ไม่เกรงใจ รับมาแล้วประสานมือกล่าว “ขอบคุณพี่เมิ่งเต๋อขอรับ!”
เขามองไปทางฮองฮูสงและคนอื่น ๆ พลางกล่าวว่า “พวกข้าต้องออกเดินทางแล้ว ขอบคุณทุกท่านที่เดินทางมาส่งขอรับ”
“ไปเถิด!”
โลติดโบกมือ
หยางเจาพลิกตัวขึ้นหลังม้า โค้งกายคารวะเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจึงควบม้ามุ่งหน้าไปยังทิศทางของด่านเฮาโลก๋วน
เล่าปี่ติดตามหยางเจาเดินทางไปรับตำแหน่งที่อำเภอเหลียงเซียง ทั้งยังเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน เดิมทีนึกว่าตนเองจะเป็นตัวเอก ทว่าบรรดาขุนนางใหญ่ที่เดินทางมาส่ง กลับจับจ้องสายตาไปที่ตัวหยางเจาเพียงคนเดียว และมองข้ามเขาไปโดยสิ้นเชิง
รอจนกระทั่งหยางเจาเดินทางจากไป เล่าปี่ถึงได้หาโอกาสสร้างตัวตน เอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์ ศิษย์ขอตัวไปก่อนนะขอรับ!”
โลติดทำเพียงพยักหน้ารับ ไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด
ความแตกต่างเช่นนี้ทำให้เล่าปี่รู้สึกขมขื่นใจยิ่งนัก อาจารย์ลำเอียงเกินไปแล้ว ทว่าหากวัดกันที่ความสามารถ เขาก็รู้ดีว่าตนเองสู้หยางเจาไม่ได้ ได้แต่ทำใจยอมรับ นำกองกำลังทหารชาวบ้านที่รวบรวมมา ติดตามอยู่ข้างกายหยางเจาไป
เมื่อมาถึงหน้าด่านเฮาโลก๋วน หยางเจาก็ได้พบกับฟางรุ่ย
“ซือหม่า!”
ฟางรุ่ยได้รับม้าหนึ่งตัวจากการอยู่ในกองทัพ
ช่วงนี้เขาอาศัยอยู่ในทัพเหนือห้าค่ายมาตลอด โดยได้รับการจัดสรรอย่างเหมาะสมจากโลติด หยางเจาคิดจะขึ้นเหนือไปขยายอำนาจ ย่อมต้องพาฟางรุ่ยผู้เป็นลูกน้องคนแรกไปด้วยอยู่แล้ว
“ตอนนี้ต้องเรียกว่านายอำเภอแล้ว”
หยางเจาแก้ไขคำเรียกของเขา แล้วเอ่ยต่อ “พวกเราไปกันเถิด!”
เมื่อเดินทางออกจากด่านเฮาโลก๋วน พวกเขาก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือ การมีม้าเป็นพาหนะช่วยให้เดินทางได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ทว่าบรรดาทหารชาวบ้านข้างกายเล่าปี่ทำได้เพียงเดินเท้า จึงเหน็ดเหนื่อยกว่าเล็กน้อย
“ศิษย์น้อง!”
เล่าปี่ควบม้าขึ้นมาด้านหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉาเล็กน้อยว่า “เจ้าในงานเลี้ยงฉลองชัยช่างโดดเด่นยิ่งนัก ปราบกบฏโพกผ้าเหลืองก็สร้างผลงานใหญ่โตแล้ว ความสำเร็จอยู่สูงกว่าศิษย์พี่มากนัก”
น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความริษยา ในฐานะศิษย์พี่กลับต้องมาทำงานใต้บังคับบัญชาของศิษย์น้อง รู้สึกขายหน้ายิ่งนัก
“ศิษย์พี่มีสิ่งใดจะเอ่ย โปรดกล่าวมาตรง ๆ เถิด”
หยางเจากล่าวเข้าประเด็นทันที
เล่าปี่หันกลับไปมองบรรดาทหารชาวบ้านเหล่านั้น แล้วเอ่ยอย่างจนปัญญาว่า “ศิษย์พี่สร้างผลงาน แม้จะได้เงินรางวัลมาบ้าง แต่รายจ่ายในลั่วหยางสูงเกินไป ยามนี้ใช้จ่ายจนเกือบหมดแล้ว ทหารชาวบ้านเหล่านี้ไม่ใช่ทหารของราชสำนัก ไร้ซึ่งเบี้ยหวัด ต้องพึ่งพาเงินของข้าเลี้ยงดู หากข้าไม่มีเสบียงและเบี้ยหวัดมอบให้ พวกเขาก็จะแยกย้ายกันไป ดังนั้นจึงอยากขอยืมเงินศิษย์น้องสักหน่อย”
เขารู้ดีว่าหยางเจามีผลงานสูงส่งเพียงนี้ เงินรางวัลที่ได้รับย่อมไม่ใช่น้อย ๆ
ต่อให้ถูกตระกูลใหญ่กดขี่ ก็ยังเหนือกว่าตนเองมากนัก การเลี้ยงดูลูกน้องห้าร้อยกว่าคน ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน
“ศิษย์พี่ยังเลี้ยงดูลูกน้องได้อีกเท่าใดหรือ?”
หยางเจาฟังจบก็คิดในใจว่า เจ้ามักจะไปเที่ยวเตร่เสพสุขในลั่วหยาง โอบหญิงงามทุกครั้ง ต่อให้มีเงินมากเท่าใดก็ไม่พอให้เจ้าเที่ยวเล่นหรอก
เล่าปี่เอ่ยว่า “ราว ๆ สองร้อยคน ทว่าข้างกายข้า มีอยู่ห้าร้อยยี่สิบคน”
หยางเจาคำนวณทรัพย์สินในมือของตนเองยามนี้ แล้วมองไปยังกลุ่มทหารชาวบ้านเหล่านั้น พลันบังเกิดความคิดที่จะเลี้ยงดูกองกำลังส่วนตัวของตนเองขึ้นมา “ความจริงเงินของข้าก็มีไม่มาก ไม่ค่อยอยากจะให้ยืมเท่าใด เอาเช่นนี้แล้วกัน ส่วนที่เหลืออีกสามร้อยยี่สิบคน มอบให้ข้าทั้งหมด ศิษย์พี่เห็นว่าอย่างไร?”
กองกำลังส่วนตัวก็คือ ลูกน้องและทหารรับใช้นั่นเอง
เล่าปี่ลังเลขึ้นมาทันที
ทหารห้าร้อยกว่านายคือรากฐานของเขา ในสภาพการณ์เช่นนี้ การจะรวบรวมกองกำลังส่วนตัวสักหลายคนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากไม่แบ่งให้หยางเจา ตนเองก็ไม่มีเงินเลี้ยงดู สุดท้ายก็ต้องสูญเสียไปทั้งหมด สู้เหลือไว้สองร้อยคน แล้วหาโอกาสเกณฑ์คนเพิ่มในวันหน้า ย่อมสามารถสร้างตัวขึ้นมาได้อีกคราว
“ศิษย์น้องไม่อยากให้ยืมเงินจริง ๆ หรือ?”
เล่าปี่ลังเล ก่อนจะเอ่ยถามซ้ำอีกคราว
หยางเจาส่ายหน้าเบา ๆ ยืนยันคำเดิมว่าปฏิเสธการให้ยืมเงิน หากให้เล่าปี่ยืมไป วันหน้าจะทวงคืนได้หรือไม่ยังเป็นปัญหา
“ตกลง ข้ารับคำศิษย์น้อง!”
เล่าปี่ไร้หนทาง ทำได้เพียงตัดใจยกคนสามร้อยยี่สิบคนให้ไป
“ศิษย์พี่ใจกว้างยิ่งนัก!”
หยางเจาหัวเราะลั่น “ฟางรุ่ย เจ้าไปคัดเลือกคนสามร้อยยี่สิบคนจากกลุ่มทหารชาวบ้านเหล่านั้นมา วันหน้าพวกเขาก็คือคนของเราแล้ว”
“รับทราบขอรับ!”
ฟางรุ่ยตื่นเต้นยินดียิ่ง เพิ่งออกจากลั่วหยางก็มีกำลังทหารเพิ่มขึ้น แม้จะไม่มากแต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี
ต้องขอบคุณความเมตตาของท่านเชื้อพระวงศ์เล่าปี่จริง ๆ !
[1] กระบี่อี่เทียน เป็นหนึ่งในสองกระบี่ล้ำค่าประจำกายของโจโฉ