อภินิหารเทพปฐมภพ

    เล่มที่ 1 บทที่ 39 128 ชีวิต หมู่บ้านไผ่เขียว (1)

    ภายในสถานที่คุมขังในฐานลับของพรรคเหนือหล้าที่อยู่ภายนอกมณฑลใหญ่ประจิม หลังจักรพรรดิเหนือหล้าและเทวทูตเงาศักดิ์สิทธิ์กลับออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าวันเวลาผ่านไปนานเท่าใด กลางวันหรือกลางคืนพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก เพราะเส้นทางใต้ดินที่ทอดยาวมายังที่แห่งนี้ โคมไฟที่ติดตั้งอยู่เป็นระยะยังคงลุกไหม้ตลอดเวลา ตลอดเส้นทางนี้มีเพียงความเงียบสงัด และเงาคล้ายวิญญาณภูตผีผุดพ้นอเวจีบนพื้นที่กำลังลุกเต้นสั่นไหวที่เกิดจากเงาของแมงมุมสองตัวกำลังพยายามขย่มโคมไฟที่ส่องไปทั่วที่คุมขังแห่งนี้ เส้นผมที่ขาวโพลนยังคงหยิกหยองยุ่งเหยิง ร่างของหลวงจีนต้วนหานไต้ซือ ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่จุดเดิม พลังฝึกปรือกว่า 800 ปี อันเกิดจากการสั่งสมและดูดกลืนเม็ดพลังของภูติพฤกษาไว้ยังคงหมุนวนไปมาทุกอณูภายในร่างกายนี้ แม้หลวงจีนผู้นี้เมื่อ 10 ปีก่อนจะยินยอมทรมานสังขารติดตามจักรพรรดิเหนือหล้าเพื่อชดใช้บาปกรรมที่เคยสังหารพี่ชายของนาง จนกว่านางจะสลายความเครียดแค้นในใจจนหมดสิ้นไป แต่สิ่งที่หลวงจีนยังกังวลในใจคือ ประคำไม้ผุอันเป็นสัญลักษณ์ของเจ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมประทีปยังอยู่กับตน และพลังเนตรวัชระคุ้มกายที่ถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่นของตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมะประทีปในกาย เกรงจะหายสาปสูญไปด้วย หลวงจีนผู้นี้จึงรอคอยแม้ความหวังจะริบหรี่ ถึงความผิดที่ทำลายสรรพชีวิตก่อนออกบวชจะร้ายแรงเกินยากให้อภัยจนต้องใช้ชีวิตแลกด้วยชีวิต แต่คุณความดีแลบุญกุศลที่บำเพ็ญมาตลอดเมื่อได้ย่างเท้าเข้าสู่หนทางสว่างธรรมก็มีไม่น้อยเหลือคณา จึงหวังว่าย่อมมีสักวันที่ประคำไม้ผุและพลังเนตรวัชระคุ้มกายจะกลับคืนสู่วัดมหายุทธ์ธรรมะประทีปได้ในที่สุด ในตลอด 10 ปีที่ถูกทรมานสังขารเขาได้รั้งพลังคุ้มกายของเนตรวัชระคุ้มกายไม่ให้บังเกิดขึ้นเพื่อให้โลหิตในกายที่ถูกทำร้ายได้ไหลล้างชำระความแค้นในจิตใจของจักรพรรดิเหนือหล้าและแผลภายนอกที่สามารถรักษาให้หายโดยพลังเนตรวัชระคุ้มกายเขายังไม่กระทำเพื่อให้บาดแผลเหล่านี้ได้คงอยู่บนร่างเป็นอนุสรณ์ของบาปกรรมที่เคยก่อไว้ หาไม่เช่นนั้นแล้วถึงเป็นกระบี่วิเศษหรือปราณกระบี่ยังยากจะทำลายเนื้อหนังที่มีพลังเนตรวัชระคุ้มกายของเขาได้ ต้วนหานไต้ซืออาศัยเพียงลมปราณมหาปรมัตถ์ธรรมในกายที่วิ่งวนจากศีรษะเคลื่อนสู่ชีพจรทั้งเบื้องบนและล่าง หมุนเวียนเพื่อประทังให้มีชีวิตอยู่เท่านั้น แม้ภายนอกร่างกายจะยับไปด้วยบาดแผลที่ถูกทรมาน แต่ดวงตาและสติรับรู้ทั้งมวลยังคงสุกสว่างใส ขณะที่เขาจะเข้าสู่ห้วงนิมิตธรรม สิ่งที่หมุนวนในห้วงมโนคิดยังคงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเขาเดินทางไปเยือนหมู่บ้านไผ่เขียวของเซียนปราชญ์กระบี่หยางปี้อันเป็นสหายธรรมต่างวัยหลังงานประลองห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมเมื่อสิบปีก่อน... เมื่อสิบปีก่อน.. ณ หมู่บ้านไผ่เขียว ป่าไผ่เขียวอันเป็นความรื่นรมย์ถิ่นชนบท เสียงนกร้องได้ยินไปทั่วบริเวณ หมู่บ้านไผ่เขียวตั้งอยู่ในหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกและล้อมรอบไปด้วยป่าไผ่เขียวที่ขึ้นหนาแน่นไปทั้งบริเวณ หมู่บ้านแห่งนี้ห่างจากตัวเมืองของมณฑลใหญ่ทักษิณใช้เวลาเดินทางหนึ่งวัน จากประตูใหญ่ทางเข้าหมู่บ้านไผ่เขียว ตรงเข้าไปเป็นห้องหับของเรือนรับรอง ภายในห้องปรากฏชายในชุดบัณฑิตร่างสูงใหญ่ในอ้อมอกมีทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่เดือน ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาจากการแต่งกายเป็นหลวงจีนชราท่าทางหาญเหี้ยมแต่แววตาการุณย์นับว่าดูขัดตาอยู่ไม่น้อย ด้านข้างที่ยืนกุมมือเป็นชายวัยกลางคนร่างผอมสูง และสาวใช้อีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง บรรยากาศในห้องกลับเต็มไปด้วยความชื่นมื่น เด็กตัวน้อยแรกเกิดอายุเพียง 5 เดือนเศษ เนื้อตัวจ้ำม่ำผิวพรรณบอบบางกำลังใช้สายตาที่ไร้เดียงสาจ้องมองคนแปลกหน้าหัวล้านที่อยู่ตรงหน้า ทุกผู้คนล้วนมีผมสีดำดุจหมึกทา เว้นคนในชุดผ้าคลุมสีน้ำตาลที่ดูแปลกตาคล้ายหมึกหมดถังพอดี หลวงจีนต้วนหานไต้ซือจ้องมองเด็กน้อยผู้นี้เช่นกัน ทารกที่แววตาสดใสไร้เดียงสาตรงคอห้อยแผ่นหยกที่แกะเป็นใบไผ่คู่ลายเส้นละเอียดคู่หนึ่ง ตรงกลางเขียนว่า " หยาง " ที่เซียนปราชญ์กระบี่หยางปี้สหายธรรมต่างวัยของเขาเพิ่งคล้องให้เด็กน้อยนี้ " เด็กผู้นี้ช่างหน้าละม้ายคล้ายท่านนักประสกหยาง " ขณะเขากล่าว เด็กน้อยเอื้อมมือมาเกาะนิ้วเขาเอาไว้ " ตัวข้าตอนเด็กก็คงน่ารักเช่นนี้เอง " ชายร่างสูงใหญ่ท่วงท่าองอาจ แววตาสุขุมเยือกเย็นผู้เป็นประมุขของหมู่บ้านไผ่เขียวเซียนปราชญ์กระบี่หยางบี่กล่าวยิ้มขึ้น " ประสกหยางท่านตั้งชื่อให้เด็กผู้นี้รึยัง " เขาเอ่ยถาม " จารีตของตระกูลหยางแห่งหมู่บ้านไผ่เขียว เมื่อทารกคลอดออกมาอายุครบ 6 เดือน 9 วันปรากฏนรลักษณ์ขึ้นชัดเจนจึงจะตั้งชื่อให้เขา " " อ๋อ เป็นเช่นนั้นเอง "ต้วนหานไต้ซือส่งเสียงอ๋อ ขณะทั้งสองกำลังคุยกัน เด็กทารกผู้นี้กลับร้องจ้าขึ้นมา ทั้งสองถึงกลับช่วยกันปลอบประโลมอยู่ช่วงใหญ่ แม้นหลวงจีนหัวล้านที่อยู่ตรงหน้าถึงกับยอมดึงหน้าดึงตาที่ในชีวิตไม่เคยทำ จนหยางปี้ยังทึ่งอดประหลาดใจมิได้ เด็กทารกก็ยังไม่ยอมหยุดร้องออกมา " ฮ่า ฮ่า สงสัยเด็กทารกนี้จะเบื่อพวกเราผู้ชราแล้ว " ต้วนหานไต้ซือที่จนปัญญากล่าวขึ้น " ลูกของข้าคงหิวนมมารดารึไม่" หยางปี้หันไปทางชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง " เจ้าบอกคนไปเรียกหยางเฟยมา เด็กน้อยนี้โยเยใหญ่แล้ว " " ขอรับนายท่าน " เป็นเสียงของพ่อบ้านหมู่บ้านไผ่เขียวที่ชื่อว่าฟู่ชุน หลังสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังถูกสั่งความเดินออกไป สักพักหญิงงามตามแบบฉบับของชนบท ใบหน้าเรียวดวงตากริยาสงบเสงี่ยมเรียบร้อยนามว่า 'หยางเฟย' แม่ของทารกก็ย่างกรายผ่านประตูเข้ามา เมื่อนางแลเห็นบรรพชิตที่เป็นสหายทางธรรมต่างวัยของสามีที่เมื่อมีโอกาสมักแวะมาเยี่ยมเยือน จึงกล่าวคารวะเขา" หยางเฟยคารวะไต้ซือ " แล้วหันไปดูทารก " อ้า วันนี้ไฉนเจ้าหนูน้อยถึงโยเยไวนัก " นางรีบรับร่างอันจ้ำม่ำที่เริ่มร้องดังยิ่งขึ้นมาไว้ในอ้อมอก แล้วโอบอุ้มด้วยความรักทะนุถนอม โน้มศีรษะตนเองไปสัมผัสตรงหน้าผากนุ่มของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน ส่งเสียงบางอย่างออกมา  ปานรับรู้ถึงความรักที่ส่งมา โลกทั้งใบอบอุ่นขึ้นทารกน้อยถึงกลับเงียบเสียงลง หยางปี้มองตามร่างทารกที่สงบเสียงลง ส่งเสียงอ้อแอ้ออกมาเมื่อถูกมารดาของเขานำออกไปจากห้อง เมื่อมารดาและลูกน้อยจากไป หลวงจีนต้วนหานไต้ซือหลังสังเกตดูหยางปี้กลับพบความผิดปกติหลายอย่างในตัวของสหายทางธรรมผู้นี้ของเขา รวมถึงรู้สึกประหลาดใจกับผลการประลองห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมที่เพิ่งจบลงไปเมื่อตอนกลางวัน จึงถามขึ้นว่า " วันนี้อาตมารู้สึก ประสกหยางดูแปลกไป " ที่เขาถามเพราะหยางปี้วันนี้ถึงกลับแพ้ให้แก่เจ้าวังแปดดุริยางทิพย์ที่ปกตินับว่ามีฝีมือเป็นรองเขาอยู่ช่วงหนึ่ง และที่ผ่านมาหยางปี้ไม่เคยแพ้ในการประลองรอบแรกมาก่อน " ความจริงสองสามวันมานี้ ข้ากลับรู้สึกร่างกายผิดปกติขึ้นมา " หยางปี้ความจริงมีอาการหน้ามืด ใจสั่น บางครั้งถึงกลับเลอะเลือนความทรงจำไปชั่วขณะ บางคราวถึงกลับปวดในศีรษะอย่างรุนแรงไม่ทราบสาเหตุ ที่สองสามวันมานี้เขาต้องให้พ่อบ้านฟู่ชุนจัดยามาให้แต่กลับอาการไม่ดีขึ้น " รู้สึกหน้ามืด หลงลืม บางครั้งถึงกลับปวดศีรษะอย่างรุนแรง  อาการร้ายแรงปานนี้ ไฉนประสกหยางไม่รักษาอาการ ยังเข้าร่วมประลอง " " เรียนไต้ซือ ความจริงผู้น้อยได้ให้ร้านในตัวเมืองจัดยาให้ตามอาการของท่านประมุขเมื่อสองวันที่แล้ว แต่คล้ายอาการยังไม่ดีขึ้น " พ่อบ้านฟู่ชุนที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวแทรกขึ้น ต้วนหายไต้ซือผงกศีรษะรับคำ หันมาสังเกตมองหยางปี้อย่างจริงจัง เมื่อหยางปี้เห็นต้วนหานไต้ซือเพ่งมองใบหน้าสังเกตอาการของเขา จึงกล่าว" ข้าพยายามโคจรพลังลมปราณมรกตเขียวทั่วร่างก็ไม่พบอาการผิดปกติใด ความจริงข้าคิดว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราว สักพักจะทุเลาดีขึ้น แต่ไม่คิดว่า.. " " ประสกยื่นมือมา อาตมาขอตรวจจับชีพจรดู " หยางปี้ยืนมือซ้ายให้เขา เขาตรวจจับชีพจรที่เต้นเร็วไปบ้าง แต่กลับไม่มีร่องรอยของอาการถูกพิษแต่อย่างใด จนเขาต้องขมวดคิ้วขึ้นมา " มีเค้าลางมาก่อนหรือไม่ ? " " มะไม่ ..อ้า ข้ารู้สึกปวดศีรษะอีกแล้ว " หยางปี้ถึงกลับปวดศีรษะอย่างรุนแรงจนถึงกลับต้องนวดกุมขมับ เขาที่อุตส่าห์สะกดกั้นปิดบังอาการนี้ไว้เกรงภรรยาและผู้อยู่รอบข้างจะเป็นห่วงกังวล วันนี้เขาถึงกลับปวดศีรษะถี่ขึ้น ปานสติจะล่องลอยไป " ข้าคิดว่าคงได้เวลาแล้ว " อยู่ๆพ่อบ้านฟู่ชุนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็กล่าวคำนี้ขึ้น หยางปี้และต้วนหานไต้ซือหันไปมองพ่อบ้านฟู่ชุนที่กล่าว กลับแสดงท่าทีแปลกตาไป พลันขณะนั้นเอง  พลั๊ววะ! ประตูบานใหญ่ของหมู่บ้านไผ่เขียวที่ห่างออกไปจากห้องหับที่เป็นเรือนรับรองแห่งนี้ไม่ถึง 80 ก้าว กลับแตกกระจายออก เศษไม้ถึงกลับปลิวไปทั่ว ฝุ่นตลบอบอวลขึ้น เสียงนกที่เคยร่ำร้องถึงกับหยุดลง บ่าวไพร่ที่อยู่บริเวณโดยรอบเรือนรับรองต่างวิ่งมาดูบริเวณหน้าหมู่บ้าน บางคนถึงกลับหวีดร้องขึ้นมา " พ่อบ้านฟู่ชุนท่านรีบไปดูแลหยางเฟยและบุตรชายข้า " เหตุการณ์แปรเปลี่ยนเกิดขึ้น หยางปี้รีบให้พ่อบ้านฟู่ชุนที่เขาไว้ใจที่สุดรุดไปคุ้มครองภรรยาและลูกชายของเขา เมื่อเห็นร่างผอมสูงของฟู่ชุนพุ่งออกนอกเรือนรับรองไปเขาจึงคลายใจลง ฟู่ชุนกลับเป็นผู้ที่เขาไว้วางใจที่สุดกิจการงานทุกอย่างแม้ความลับบางประการยังบอกแก่เขา  ท่ามกลางเสียงแตกตื่นของบ่าวไพร่ หยางปี้และต้วนหานไต้ซือ เพ่งมองไปยังผู้ที่ค่อยๆปรากฏกายหลังเศษไม้ที่ปลิวกระจายและควันฝุ่นที่เริ่มสงบลง ทั้งสองต่างคำนึง 'ผู้ใดถึงกลับกล้าทำลายประตูหมู่บ้านไผ่เขียวที่เป็นตัวแทนอันยิ่งใหญ่หนึ่งในห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมในแดนฟ้าเมฆินทร์นี้' ที่ปรากฏขึ้น... เป็นสตรีใส่หน้ากากสีทองสะท้อนแสงวาววับ ร่างระหงของนางยืนสง่าท่วงท่าปานเทพราชันในอาภรณ์ยาวสีขาว แถบแพรคล้องคอเมฆแดง ด้านหลังคลุมผ้าสีแดง ทางด้านหลังของนางยืนขนาบไปด้วย ชายหน้าตาเคร่งขรึมในชุดขาวเกราะทองรวมทั้งสิ้น 12 คน กลับเป็นจักรพรรดิเหนือหล้าและองค์รักษ์ชุดขาวเกราะทองของพรรคเหนือหล้า ! ที่ค่อยย่างเท้าข้ามประตูเข้ามา หยางปี้เพ่งมองจนดวงตาแทบถลน ใบหน้าถึงกับบิดเบี้ยวขึ้น เขากลับไม่รู้จักหน้าค่าตาของผู้ที่มาเยือนโดยไร้มารยาทโดยพังประตูหน้าบ้านเขาเข้ามาเช่นนี้มาก่อน เพียงเพ่งมองคนเหล่านั้นศีรษะเขาก็ปวดขึ้นมาอีกจนสุดระงับ ดูจากสภาพการปรากฏตัวที่ผิดจารึตแล้วต้วนหานไต้ซือรู้อย่างแน่แท้ว่าผู้มามิใช่ญาติมิตรที่มาเยี่ยมเยือนประสกหยางปี้แน่นอน และหยางปี้ที่ร่างกายผิดปกติขึ้นมาในขณะนี้ไหนเลยรับมือเหตุการณ์นี้ได้ คิดได้เช่นนั้นเขารีบออกไปยังลานตรงหน้าประตูของหมู่บ้านที่พังทลายลง " พวกท่านเป็นผู้ใดเหตุใดมาก่อความวุ่นวายในเคหะสถานของประสกหยางได้ " เขากล่าวขึ้นแต่ที่ตอบกลับมากลับเป็นแววตาแดงกล่ำหลังหน้ากากวาววับที่ฉายแววออกมาจนน่าหวาดกลัว " เจ้าหลวงจีนสารเลวชาติ ! " เสียงตวาดดัง ด้านหลังของสตรีอาภรณ์ขาวอยู่ดีๆปรากฏร่างโปร่งใสที่ค่อยๆแจ่มชัดขึ้นของเหวินจูเทวฑูตเงาศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังของจักรพรรดิเหนือหล้าตลอดเวลา เหตุใดจักรพรรดิเหนือหล้าอยู่ดีๆถึงกลับปะทุอารมณ์ขึ้นอย่างกะทันหัน? แต่เหวินจูที่อยู่ด้านหลังนางกลับรู้อย่างชัดแจ้งถึงการแสดงออกทางอารมณ์ของนางที่ไฉนอยู่ดีๆปะทุขึ้นมา เนื่องจากร่างของหลวงจีนที่ออกมาตรงลานหน้าประตูกลับแผ่กลิ่นอายพลังของภูติพฤกษาที่ถูกเขาดูดกลืนเม็ดพลังแผ่ออกมา เป็นกลิ่นอายที่จักรพรรดิเหนือหล้าและเหวินจูคุ้นเคยยิ่ง จักรพรรดิเหนือหล้าต้องรับรู้ได้อย่างแน่นอนว่านั้น เป็นกลิ่นอายเม็ดพลังของพี่ชายนาง เสียงกู่กรีดร้องของจักรพรรดิเหนือหล้าดังหวีดแหลมขึ้น ร่างในอาภรณ์ขาวของจักรพรรดิเหนือหล้าสั่นสะท้านก่อนจะเหินทะยานขึ้น ประกายสีฟ้าสว่างไสวของปราณหยาดฟ้าเก้าสวรรค์ชั้นที่เก้าที่ไม่เคยถูกใช้ออกในแดนฟ้าเมฆินทร์มาก่อน ถูกผลักกระหน่ำออกไปจนบรรยากาศรอบข้างสั่นสะเทือนขึ้น ครืนนนนน เพียงสภาวะกดดันที่แผ่มาก่อนบรรยากาศปั่นป่วนแปรปรวนต้นไม้โดยรอบบริเวณที่อยู่ใกล้ร่างของต้วนหานไต้ซือกิ่งก้านถึงกลับโอนเอนโยกไหวรุนแรง ศูนย์รวมของพลังที่กดทับลงมาถึงกลับทำให้พื้นที่ที่เขายืนอยู่ปรากฏอิฐศิลาแยกแตกออก เสี้ยววินาทีที่ประกายสีฟ้าสว่างไสวถึงตรงหน้าต้วนหานไต้ซือนั้นปรากฏเป็นปราณรูปฝ่ามือขนาดใหญ่เรืองแสงสีขาวสว่างจ้าเคลื่อนออกปะทะประกายสีฟ้าสว่างไสวที่ประดังลงมาปานจะกดทับให้ร่างของหลวงจีนแหลกเหลวและธรณีที่เหยียบแตกแยกทลายลงในทันที บังเกิดเสียงกึกก้องกัปนาทตูมมใหญ่ หลังปะทะสตรีอาภรณ์ยาวสีขาวพลิกตัวลงมายืน ดวงตาเบิกโพลงภายในแววตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความอาฆาตแค้น หมัดในแขนเสื้อถูกกำจนไม่อาจกำให้แน่นไปมากกว่านี้ ไม่ปรากฏอาการบาดเจ็บอื่นใดให้เห็น แต่ภายในใจถึงกับลอบตะหนกอยู่ไม่น้อยหอบหายใจถี่ขึ้น ที่หลวงจีนต้วนหานไต้ซือตบฟาดออกไปถึงกลับเป็นสามฝ่ามือมหาปรมัตถ์สว่างโพธิธรรมของวัดมหายุทธ์ธรรมประทีปที่ถือว่ากร้าวแกร่งที่สุดของแดนฟ้าเมฆินทร์ แต่ทำได้เพียงรับแรงปะทะของฝ่ามือประกายสีฟ้าไว้ได้ไม่สามารถกระแทกกลับไป เมื่อเห็นเช่นนั้นหลวงจีนต้วนหานไต้ซือถึงกลับตกตะลึงขึ้นมา ในแดนฟ้าเมฆินทร์แห่งนี้ ถึงฝ่ามือที่เขาใช้ออกไปเมื่อครู่จะเป็นเพียงฝ่ามือแรกของสามฝ่ามือมหาปรมัตถ์สว่างโพธิธรรมแต่ผู้ที่ต้านรับได้มีเพียงห้าสุดยอดของแดนฟ้าเมฆมินทร์นี้ ในทางกลับกันฝ่ามือที่นางผู้นั้นปล่อยออกมาอานุภาพทำลายล้างจนน่าหวั่นสะพรึงที่ไม่ด้อยไปกว่าปราณมหาปรมัตถ์สว่างโพธิธรรมของเขาเลย หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นยามนี้คงร่างแหลกเหลวจมกองเลือดจบชีวิตอย่างอเน็จอนาจไปสิ้นแล้ว แต่สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาถึงกลับรับโดยยังคงยืนนิ่งเฉยอยู่ ส่วนเขาเองกลับรู้สึกลมปราณติดขัดในอก เลือดลมตีขึ้น จนต้องรีบเกร็งกำลังพลังเนตรวัชระคุ้มกายขึ้น เส้นสายอันเกิดจากพลังเนตรวัชระในกายนับร้อยหมื่นแผ่พันไปทั่วชีพจรผิวหนังร่างกายทั่วร่างเปลี่ยนแปลงตรงกึ่งกลางหน้าผากพลันมีประกายสีเหลืองทองแผ่ออกมาครู่หนึ่ง เลือดลมกลับมาไหลเวียนปกติ สติแจ่มใสขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาเพ่งพิศสตรีที่อยู่ตรงหน้า ภายในกายกลับโคจรเร่งเร้าลมปราณมหาปรมัตถ์สว่างโพธิธรรมขึ้นอีกครา ...............................