บทที่ 23 โทรลล์
ในที่สุดแฮดวินก็ตัดสินใจรมควันเนื้อส่วนที่เหลือโดยให้เหตุผลว่ากลิ่นของมันคงไม่ดึงดูดสัตว์ร้ายไปมากกว่าการรวมกลุ่มของคนกว่าสามสิบคนหรอก
ตอนนี้ตู้ขบวนรถไฟและพื้นที่โล่งรอบข้างได้กลายเป็ฐานที่มั่นชั่วคราวของเราไปโดยปริยายและดูเหมือนว่าหากเราคิดจะลากตู้รถไฟนี้หนีไปไหนก็คงไปได้ไม่ไกลนักเพราะถูกโอบล้อมด้วยป่าทึบจนไร้ทางผ่าน
พวกเราทุกคนจึงได้แต่เฝ้ารอจนกว่าเควสรอง จะสิ้นสุดลง ในระหว่างนั้นผมใช้เวลาไปกับการดื่มน้ำ กินเนื้องีบหลับบนพื้นตู้ขบวน และฝึกฝนการใช้ทักษะกับมานาให้คล่องแคล่วขึ้น
ทว่าสิ่งที่น่าขนลุกคือดวงอาทิตย์บนฟ้านั่นตลอด 24 ชั่วโมงเต็มมันยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหนแม้แต่มิลลิเมตรเดียวอากาศ เมฆ หรือแม้แต่สายลมยังคงพัดวนลูปเดิมๆ ราวกับโลกทั้งใบถูกหยุดเวลาไว้
เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่เควสรองจะสำเร็จชายคนหนึ่งก็เดินมาหยุดตรงหน้าผม
“ผมชื่อ อีธาน ลี”
เขาแนะนำตัวดูจากรูปลักษณ์แล้วเขาน่าจะอายุมากกว่าผมไม่มากนักเสื้อผ้าที่เขาสวมดูเนี้ยบที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ในสถานการณ์สิ้นหวังแบบนี้
ผมเหลือบเห็นแบรนด์หรูสองสามอย่างบนตัวเขาแม้แต่นาฬิกาข้อมือก็ดูท่าทางราคาแพง
“คุณคือเนเทลใช่ไหม?ผมอดสังเกตไม่ได้ว่าทักษะของคุณมันน่าทึ่งมาก ผมขอพูดตรงๆ เลยละกันในโลกความจริงผมเป็คนมีฐานะพอตัว”
“ผมยินดีจะจ่ายค่าตอบแทนให้อย่างงามถ้าคุณช่วยดูแลความปลอดภัยให้ผมแน่นอนว่าผมเข้าใจหากคุณมีภารกิจอื่นที่สำคัญกว่าแต่ผมคิดว่าคุณคงจะเสียโอกาสทองไปแน่ถ้าปฏิเสธข้อเสนอนี้”
หือ? เอาจริงดิ?หมอนี่พูดจริงเหรอเนี่ย? ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผมจึงลองถามหยั่งเชิงไปว่า
“เท่าไหร่?”
“อะไรนะครับ?”
“ผมถามว่าคุณจะจ่ายให้ผมเท่าไหร่”
“อ้อ เข้าใจแล้ว ตรงไปตรงมาดีนี่”
เขายิ้มอย่างมีเลศนัยพลางจัดแจงปกเสื้อ
“หนึ่งล้านดอลลาร์”
เขาพูดตัวเลขนั้นออกมาราวกับมันเป็รางวัลที่วิเศษเลอเลิศที่สุดในโลก
ผมเงียบรออยู่ครู่หนึ่งแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
“คุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเรากลับไปถึงโลก?”
ผมถามกลับ
“ผมไม่เข้าใจที่คุณจะสื่อ...”
หนึ่งล้านดอลลาร์งั้นเหรอ?เขาคิดว่าโลกจะเหมือนเดิมหรือไงถ้าเราได้กลับไปจริงๆ? ขนาดตอนนี้คนที่มีทักษะอย่างโชอี้ค่าตัวคงพุ่งไปหลายสิบล้านแล้ว
และในอีก 5 ปีข้างหน้าล่ะ?แค่คนที่มีพลังเพียงหยิบมือเดียวก็อาจจะปั่นป่วนคนทั้งประเทศได้สบายๆหนึ่งล้าน... ตลกชะมัด
“ผมไม่สนใจ”
บทสนทนาจบลงเพียงแค่นั้นผมไม่แม้แต่จะเสียเวลาฟังสิ่งที่เขาพล่ามต่อเมื่อเห็นว่าผมไร้การตอบสนองเขาก็เดินจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของความหยิ่งยโสที่ไร้ค่า
ส่วนผมก็กลับมาจดจ่อกับการนับถอยหลังวินาทีที่เควสจะสำเร็จลง
[เควสรองสำเร็จ]
หน้าต่างข้อความเด้งขึ้นพร้อมรายการรางวัลที่ร่ายยาวเป็หางว่าว:
หินเหล็กไฟ
หน้าไม้
ดาบสั้น
ถุงเสบียงแห้ง
กระติกน้ำหนังพกพา
กระบอง
ธนูยาว
ชุดเกราะเบา
ชุดเกราะเหล็กเต็มตัว
หอก
มีดสั้น
รายการยังคงไหลลงไปเรื่อยๆอีกเป็ร้อยรายการโดยไม่มีการจัดหมวดหมู่ หรือแม้แต่จะเรียงตามตัวอักษร
มันเป็เหมือนกองขยะของรางวัลที่ถูกโยนรวมกันมามั่วซั่วจนผมต้องค่อยๆไล่ดูอย่างละเอียดเพื่อเช็กว่าจะมีอะไรที่มีประโยชน์กว่าสิ่งที่ผมเล็งไว้ในตอนแรกหรือเปล่า
หลังจากไล่ดูจนจบรายการสุดท้ายตัวเลือกที่เหลืออยู่ในใจก็ยังคงมีแค่ หอก หรือไม่ก็ กระบอง
ั้แ่เริ่มผมปักธงไว้แล้วว่าต้องเลือกอาวุธ เพราะสิ่งของจิปาถะอย่างอื่นจะไร้ความหมายทันทีถ้าผมไม่มีปัญญาปกป้องชีวิตตัวเอง
หอกนั้นดูเหมือนจะใช้งานได้หลากหลายและฝึกให้ชำนาญได้ง่ายกว่าทั้งใช้ล่าสัตว์ ตกปลา และมีระยะโจมตีที่ได้เปรียบสำหรับมือใหม่แต่นั่นก็เป็ข้อเสียร้ายแรงหากต้องต่อสู้ในป่าทึบที่กิ่งไม้ระเกะระกะ
ส่วนกระบองแม้จะเน้นไปที่การทำลายล้างโดยตรงและต้องเข้าประชิดตัวศัตรูเท่านั้นถึงจะสร้างความเสียหายได้แต่ผมกลับถูกใจตัวเลือกนี้มากกว่า
เพราะผมสามารถเหวี่ยงมันได้รุนแรงเหมือนหวดเบสบอลและที่สำคัญคือมันทนทาน ไม่ต้องคอยกังวลเื่การลับคมให้เสียเวลา
สุดท้ายผมจึงตัดสินใจเลือก กระบอง
อาวุธชิ้นนั้นปรากฏขึ้นตรงหน้าผมโดยไม่มีแสงวาบหรือเสียงประกอบใดๆวินาทีหนึ่งพื้นที่ตรงนั้นยังว่างเปล่า แต่ในวินาทีต่อมาโดยที่ผมยังไม่ทันได้กะพริบตา กระบองเหล็กก็วางแหมะอยู่บนพื้นแล้ว
ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังนี่ขนาดผมเปิดใช้งานทั้งสมาธิ และ การรับรู้มานา ไว้พร้อมกันผมยังไม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติหรือที่มาของมันได้เลยแม้แต่นิดเดียว
เฮ้อ...นี่แหละคืออีกหนึ่งสิ่งที่ผมเกลียดเข้าไส้เกี่ยวกับสถานการณ์บ้าๆ นี้
ผมก้มลงหยิบกระบองขึ้นมาสำรวจด้ามจับทำจากไม้เนื้อแข็งผิวััเรียบเนียนทำให้จับได้ถนัดมือส่วนหัวกระบองทำจากเหล็กกล้า มีสันเหลี่ยมดูน่าเกรงขามยื่นออกมา
น้ำหนักของหัวเหล็กที่หนักอึ้งพอตัวทำให้รู้สึกถึงความมั่นคงยามถืออยู่ในมือ
กระบองทั้งเล่มมีสมดุลที่ดีอย่างน่าประหลาดทำให้ควบคุมและกวัดแกว่งได้ง่ายอย่างไม่เชื่อสายตาแม้จะเป็มือใหม่หัดใช้อาวุธอย่างผมก็ยังใช้งานมันได้ไม่ได้ยากนัก
อืม... ไม่เลวแฮะ
โดยรวมแล้วผมค่อนข้างพอใจเลยล่ะผมลองเหวี่ยงมันเข้าหาอากาศดูสองสามครั้ง แม้จะต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะชินมือแต่มันก็น่าจะเป็อาวุธที่ไปได้สวยสำหรับผมในโลกใบนี้
เอาล่ะมาเช็กดูหน่อยว่าเรามีเควสรองใหม่หรือเปล่า
[เควสประจำชั้น] มีชีวิตรอดให้ครบ 30วัน
รางวัล:
ทางเข้าสู่ชั้นที่สอง
สิทธิ์การเข้าถึงคอมมูนิตี้
แต้มทักษะ 1แต้ม
แต้มสถานะ 5แต้ม
[เควสรอง] เลเวลถึง 10
รางวัล: คุณลักษณะ ตามใจเลือก
คุณลักษณะ งั้นเหรอ?มันคืออะไรกันแน่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเห็นหัวข้อนี้บนหน้าต่างระบบเลยดูเหมือนมันจะเป็ฟังก์ชันใหม่ที่เพิ่งถูกปลดล็อกออกมา
ว่าแต่เื่อาชีพล่ะ?คำว่า ยังไม่เปิดใช้งาน นี่หมายความว่าผมยังขาดคุณสมบัติบางอย่างหรือว่าอาชีพพวกนั้นมันไม่เปิดให้ใช้ในความยากระดับนรกชั้นที่ 1 กันแน่?
ยิ่งผมอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่คำถามก็ยิ่งผุดขึ้นมาเป็ดอกเห็ด แต่ความสงสัยก็ถูกขัดจังหวะเมื่อผมมองไปรอบๆแล้วสังเกตเห็นธนูสั้นในมือแฮดวิน
การตัดสินใจของเขาทำให้ผมประหลาดใจนิดหน่อยเพราะมันดูเป็การเลือกอาวุธที่ค่อนข้างแย่ในสถานการณ์แบบนี้
แต่แล้วผมก็ต้องขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นคนอื่นๆ ทยอยเอาของรางวัลมาประเคนให้เขา ทั้งดาบสั้น โล่ และขวาน...
อะไรกัน? หมอนี่ไปทำข้อตกลงบ้าอะไรกับพวกนั้น แล้วคนพวกนั้นก็ยอมงั้นเหรอ? จะโง่กันไปถึงไหน
แฮดวินดูท่าจะเืเย็นและฉลาดแกมโกงกว่าที่ผมประเมินไว้เสียอีกพูดตามตรง ผมแอบรู้สึกเจ็บใจนิดหน่อยที่ตัวเองคิดเื่ขูดรีดอาวุธจากพวกคนขี้ขลาดพวกนี้ไม่ได้ก่อนเขา
เทสกับโชอี้ต่างก็ได้หอกมาคนละเล่มส่วนเควินก็กำลังวุ่นอยู่กับการสวมชุดเกราะหนังบางอย่าง
ดูเหมือนว่าตอนนี้เราจะมีทางเลือกอยู่สองทาง
ทางแรกคือปักหลักอยู่ที่นี่ถ้าสถานการณ์ยังสงบเหมือน หลายชั่วโมงที่ผ่านมาการมีชีวิตรอดให้ครบหนึ่งเดือนก็คงไม่ยากเกินเอื้อมเรามีแหล่งน้ำและเสบียงเนื้อกวางที่พอจะประทังชีวิตไปได้
แต่สำหรับผมการฝากชีวิตไว้กับโชคชะตาโดยรอให้ครบ 30 วันมันดูไร้เดียงสาเกินไปเพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่ามอนสเตอร์จะบุกมาถึงฐานเมื่อไหร่
ดังนั้นผมจึงเล็งไปที่ทางเลือกที่สองนั่นคือการเข้าป่าเพื่อเพิ่มเลเวลและล่าแต้มสถานะ แม้มันจะอันตรายกว่าหลายเท่าตัวแต่มันคือการเตรียมพร้อมรับมือกับหายนะที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ทว่าในขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดผมกลับเห็นภาพที่ทำให้ความหงุดหงิดพุ่งพล่าน...
แฮดวินกับโชอี้กำลังรวมกลุ่มกันโดยมีแคสเซียนและโดมินิกเดินตามเข้าไปสมทบพวกเขามุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าโดยไม่มีการเอ่ยปากชวนผมสักคำ
แฮดวินหันมามองผมครู่หนึ่งรอยยิ้มขอโทษจางๆ ปรากฏบนริมฝีปากเขาก่อนที่คนกลุ่มนั้นจะหายลับเข้าไปในดงไม้
เยี่ยม... ไปกันหมดเลยพวกที่มีฝีมือทิ้งผมไว้ที่นี่หมดเลยงั้นเหรอ? คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอจะรอดได้โดยไม่มีผมแล้วสินะ
ถ้านี่เป็เกมผมคงแนะนำให้พวกนั้นกดควิกเซฟไว้ก่อนเลยเพราะผมไม่คิดว่าพวกนั้นจะรอดกลับมาได้ครบทุกคนหรอกถ้าไม่มีผมคอยคุมจังหวะให้
บ้าจริง... นี่ผมถูกทิ้งเหรอ?แฮดวินเป็อะไรไปแล้ว เขาถูกโชอี้ควบคุมไปแล้วหรือแค่ทะเยอทะยานอยากแข็งแกร่งกว่าผมจนไม่อยากแบ่งแต้มให้? คิดว่ามีอุปกรณ์ครบมือแล้วจะเก่งกว่าผมหรือไง?
ผมสบถออกมาในใจเพื่อระบายความโกรธการที่แฮดวินจัดการทุกอย่างได้น่ะมันก็ดีอยู่หรอกแต่การที่เขาเมินผมไปแบบนี้มันไม่ต่างจากการไม่เห็นหัวกันเลย
ผมตัดสินใจในวินาทีนั้นว่าการหวังพึ่งแฮดวินให้เป็ผู้นำไม่ใช่ทางออกที่ดีอีกต่อไปคนอย่างผมไม่จำเป็ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร ผมจัดการเื่พวกนี้เองได้!
ผมลุกขึ้นสะบัดฝุ่นเดินตรงไปหาเทสที่กำลังนั่งอยู่กับกลุ่มเด็กนักเรียน
“เทส”
ผมเรียกเธอเสียงเรียบ
“จะไปกับผมไหม?”
ตอนนี้ผมอารมณ์บูดขั้นสุด ถ้าเธอปฏิเสธทีมเวิร์กของเราก็คงจบลงเพียงเท่านี้ และผมจะกลายเป็โซโล่เพลเยอร์ฉายเดี่ยวไปเลยต่อให้มันอันตรายแค่ไหนก็ตาม
ผมจะไม่ยอมให้โชอี้กับแฮดวินแข็งแกร่งแซงหน้าผมไปแน่ๆ
ผมกลั้นหายใจรอคำตอบครู่หนึ่งและโชคดีที่เทสพยักหน้าตอบสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“ฉันอยากพาเควินไปด้วยค่ะฉันยกหอกเล่มเก่าให้เขาไปแล้ว”
เควินยืนอยู่ตรงนั้นสวมชุดเกราะหนังที่ดูเกะกะนิดหน่อยแต่ถือหอกไว้มั่นความตื่นเต้นฉายชัดบนใบหน้าเ้าเด็กนั่นดูเหมือนพวกเขาจะเตี๊ยมเื่นี้กันไว้ก่อนแล้ว
ผมขมวดคิ้วครู่หนึ่งก่อนจะยื่นคำขาด
“ถ้าจะพาเขาไป เขาต้องฟังคำสั่งผมทุกคำ”
“เขาจะฟังค่ะ เราคุยเื่นั้นกันแล้ว...จริงไหมเควิน?”
เทสหันไปย้ำ
เควินพยักหน้าหงึกๆครั้งนี้แววตาเขาดูจริงจังขึ้นมาบ้าง ไม่เล่นตลกเหมือนทุกที
เราใช้เวลาเตรียมสัมภาระกันครู่สั้นๆก่อนจะเริ่มออกเดินทางทิ้งความวุ่นวายที่ตู้รถไฟไว้เื้ั
“ไปกันเถอะ”
ผมออกคำสั่งพลางกระชับกระบองเหล็กในมือ
ผมนำทีมมุ่งหน้าไปตามทิศทางที่กลุ่มของแฮดวินเพิ่งหายเข้าไปผมเก็บมีดสั้นเข้าขอบกางเกง แล้วเปลี่ยนมาถือกระบองเหล็กไว้ในมือขวาแทน
ด้วยค่าสถานะความทนทานที่เพิ่มขึ้น ทำให้แขนซ้ายที่หักของผมตอนนี้แทบจะหายสนิทแล้วมันก็น่ามหัศจรรย์อยู่หรอก แต่ถ้าเทียบกับพลังจิตหรือการควบคุมจิตใจที่ผมเจอมาเื่แค่นี้ก็ดูธรรมดาไปเลย
ผมรับหน้าที่เป็หน่วยทะลวงฟันนำหน้าโดยมีเทสคอยระวังหลังให้ และเควินอยู่รั้งท้าย
หน้าที่หลักของเ้าเด็กนี่คือการทำเครื่องหมายไว้ตามต้นไม้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเราหลงป่า
ในตอนแรกผมยังไม่ค่อยไว้ใจเ้าเด็กอวดดีคนนี้นักจึงต้องคอยหันไปคุมเข้มอยู่ตลอดแต่ผ่านไปไม่นานผมก็พบว่าเขาทำหน้าที่ได้ละเอียดรอบคอบกว่าที่คิด
“ทางขวาค่ะ”
เทสกระซิบเตือนหลังจากที่เราเดินลึกเข้ามาได้ประมาณ30 นาที
พวกเราลดความเร็วลงและหมอบต่ำลงทันที
“ดูเหมือนจะเป็กวางประเภทเดียวกับที่เจอคราวที่แล้วเลยค่ะ”
เธอกล่าวต่อพลางเพ่งสมาธิ
“กวาง เลเวล 3 ค่ะ”
“เธอจัดการเลย”
ผมสั่งเสียงเบาผมไม่มีอาวุธระยะไกลพอจะล่ามันได้ และการให้เทสเป็คนสังหารก็ถือเป็เื่ดีเพราะมันจะช่วยเพิ่มค่าประสบการณ์ให้เธอโดยตรง
เมื่อเทสเตรียมท่าจะขว้างหอกผมก็เปิดใช้งาน การรับรู้มานา เพื่อเฝ้าดูจังหวะการปล่อยพลังของเธอ
หอกเล่มใหม่พุ่งทะยานออกจากมือเธอไปเร็วกว่าที่ควรจะเป็มากแถมวิถีของมันยังบิดโค้งกลางอากาศเล็กน้อยเพื่อเล็งเข้าจุดตายได้อย่างแม่นยำ
หอกพุ่งข้ามพุ่มไม้หนาไปอย่างรวดเร็วกวางเคราะห์ร้ายร้องออกมาได้เพียงคำเดียวก็ล้มตึงขาดใจตายทันที
อะไรจะง่ายขนาดนั้น...
ผมอดไม่ได้ที่จะค้อนอยู่ในใจเมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเองต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนแทบตายกว่าจะฆ่ามอนสเตอร์ได้แต่ละตัว
เมื่อเห็นเป้าหมายล้มลงผมกับเควินเตรียมจะพุ่งออกไปเก็บเหยื่อแต่แล้วเทสก็ยกมือปรามไว้ด้วยท่าทางตื่นตระหนก
“เดี๋ยวค่ะ!”
เสียงของเธอเข้มขึ้นกว่าเดิม
พุ่มไม้เบื้องหน้าสั่นไหวอย่างรุนแรงพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กระแทกพื้นจนดินะเื
สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาแหวกกิ่งไม้พุ่งออกมาหยุดยืนตระหง่านอยู่เหนือซากกวางมันก้มลงดมกลิ่นเืเพียงครู่เดียว ก่อนจะตวัดสายตาที่ดุร้ายมาทางพวกเราทันที
[โทรลล์ เลเวล 6]
เ้าโทรลล์ตัวนี้มีร่างกายสูงใหญ่มหึมาอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแกร่งราวกับหินผา ความสูงของมันน่าจะราว 3เมตร
แขนยาวเฟื้อยห้อยตกลงมาจนเกือบแตะพื้นิัสีคล้ำเป็จ้ำๆขึงตึงอยู่บนร่างที่ค่อมลงเล็กน้อยแต่กลับดูน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก
ใบหน้าของมันสยดสยองเกินบรรยายปากที่บิดเบี้ยวและกว้างมีฟันซี่โตเรียงรายโผล่ออกมาดูน่าสะอิดสะเอียน
ดวงตาของมันเต็มไปด้วยสัญชาตญาณสัตว์ร้ายที่หิวกระหายและตอนนี้มันกำลังจ้องเขม็งมาที่พวกเราราวกับเจออาหารจานหลักที่น่ากินกว่าซากกวางตัวนั้นหลายเท่า!