ตอนที่ 31 น้ำตาของหัวหน้าห้อง
ตอนที่ 31 น้ำตาของหัวหน้าห้อง“ลูก เป็นแบบนี้จริงเหรอ? ก็แค่ต้องการช่วยเหลือพวกเขาแม่ลูกเท่านั้นงั้นเองเหรอ?” หวังจวนทำสีหน้าที่หยอกล้อ จึงทำให้หวังซินถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลย“พ่อครับ แม่ครับ พวกพ่อแม่กำลังคิดอะไรกันอยู่เนี่ย เห้อ ผมก็แค่อยากจะช่วยเหลือพวกเขาจริง ๆ ” หวังซินได้อธิบายอีกครั้ง แต่ว่าพ่อแม่ก็ยังไม่เชื่อ จึงล้อหวังซินไปสักพัก หลังจากที่พบว่าหวังซินเผชิญหน้ากับพวกเขาด้วยความเงียบมาตลอด ทั้งสองคนถึงได้ไม่พูดและเปลี่ยนเรื่องคุย “ในมือของพ่อพอมีโควตาอยู่นิดหน่อย ให้แกอันหนึ่งละกัน หลังจากที่แกจัดการเรียบร้อยแล้วก็มาหาพ่อนะ” หวังเป่าหลงไม่ได้หยอกล้อหวังซินอีกเมื่อได้ยินพ่อตอบตกลงกับตัวเอง ในใจหวังซินรู้สึกดีใจมาก โควตาอันนี้ในปี 1993 ยุคนี้เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมาก ในยุคนี้หากมีโควตา ก็จะได้ทำงานในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซึ่งเรียกได้ว่าเป็นงานที่มั่นคงมาก คนทั่วไปก็จะอิจฉาเป็นอย่างมากโดยปกติแล้วหวังเป่าหลงไม่ชอบใช้ความเกี่ยวข้องส่วนตัว ซึ่งรายชื่อโควตาที่สถานีแบ่งมาให้ ที่มีอยู่ในมือกลับไม่พบว่ามีคนพอใจอะไร แล้วก็ไม่เคยใช้มันออกไปเลย ตอนนี้ลูกชายต้องการหนึ่งที่ ก็ไม่เลวเหมือนกัน ก็ให้ลูกชายไปจัดการเรื่องของแม่ยายให้เรียบร้อย ให้แม่ยายเปลี่ยนแปลงมุมมองความคิดใหม่ สร้างความประทับใจดี ๆ ไว้ ก็ไม่ได้เป็นผลเสียอะไรต่อลูกชายอยู่แล้วโควตาเป็นสิ่งที่สถานีได้แบ่งไว้ให้ ในมือของเขา ซึ่งในตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ลูกชายต้องการจะใช้โควตา การเอาโควตาให้ลูกชายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหวังซินมองพ่ออย่างซาบซึ้งใจ แล้วจึงรีบขอบคุณพ่อหวังจวนกลับมองไปที่หวังซิน แล้วพูดว่า: “เมื่อไหร่จะพาสาวน้อยคนนั้นมาบ้านให้แม่เจอบ้างล่ะ” “เอิ่ม……” หวังซินดีใจอย่างล้นหลามและดีใจอย่างสุดขีดในตอนนั้นก็ได้หายวับไปในชั่วพริบตา“ผมไปนอนแล้วนะครับ พรุ่งนี้เช้ายังต้องตื่นไปถ่ายละครอีก” หวังซินพูดปิดท้ายด้วยประโยคนี้ แล้วรีบวิ่งกลับที่ห้องของตัวเองทันที“ลูกชายโตขึ้นแล้ว ก็ควรที่จะหาคู่ได้แล้ว คุณคะ ตอนที่พวกเราอายุเท่ากับหวังซิน ก็มีความรักแล้วใช่ไหม?” หลังจากที่หวังซินออกไป หวังจวนก็ถามหวังเป่าหลง ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากำลังเข้าสู่ห้วงแห่งความทรงจำ“ใช่สิ ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวก็ยี่สิบปีมาแล้ว ลูกชายอายุสิบแปดแล้ว วันเวลาน่ะ ผ่านไปเร็วจริง ๆ พวกเราก็แก่กันแล้ว!” หวังเป่าหลงพูดด้วยความหดหู่เมื่อหวังจวนได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกไม่ชอบเล็กน้อย จึงพูดว่า: “แก่อะไรกันล่ะ?ไม่ได้แก่ขนาดนั้นสักหน่อย วัยกำลังหนุ่มกำลังแน่น” “……” วันต่อมา หวังซินก็ไปถ่ายละครอีกครั้ง ในช่วงตอนเที่ยง เขาได้เตรียมตัวที่จะไปบ้านของหยางเจียอิ่ง โดยจะเอาเรื่องโควตาไปพูดกับแม่ของหยางเจียอิ่งสักหน่อยเขาหิ้วผลไม้มาถึงหน้าประตูบ้านของหยางเจียอิ่ง ประตูที่เปิดอยู่ แล้วก็ในปล่องไฟมีควันอบอวล ซึ่งยืนยันได้ว่าในบ้านมีคนอยู่แน่นอน หวังซินจึงเคาะประตูบ้านอย่างมีมารยาท แม่หยางเจียอิ่งก็เดินออกมาจากบ้านที่เต็มไปด้วยควัน แล้วก็เห็นหวังซินที่หิ้วผลไม้อยู่ จึงเกินที่คาดคิดไว้เล็กน้อยเธอไม่รู้จักหวังซินแม้แต่นิดเดียว การที่ได้อาศัยอยู่แถบถนนซีเหอนี้มาก็สิบกว่าปีเห็นจะได้แล้ว ช่วงหลายปีนี้นอกจากเพื่อนบ้านที่แวะมาคุยด้วยเป็นครั้งคราวแล้ว ก็ไม่มีคนอื่นเคยมาเลยอีกทั้งคนแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ยังหิ้วผลไม้มาด้วย เหมือนกับว่ามาหาตัวเองโดยเฉพาะอย่างงั้นแหละ?“คุณน้าครับ สวัสดีครับ ผมคือหวังซินเป็นเพื่อนร่วมห้องของหยางเจียอิ่งนะครับ ครั้งแรกก็เสียมารยาทมาถึงที่บ้านเลย ยกโทษให้ผมด้วยนะครับ” ใบหน้าหวังซินที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก็ได้อธิบายสถานะของตัวเองเมื่อได้ยินคำพูดของหวังซินแล้ว สีหน้าของแม่หยางเจียอิ่งก็ระมัดระวังขึ้นมา ในเมื่อรู้ว่าเสียมารยาท เธอก็ยังจะมางั้นเหรอ?ในเวลานี้ควรจะเรียนอยู่ที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ?เธอไม่ไปเรียนหนังสือ แล้วมาหาฉันที่นี่ทำไมกัน? หรือว่าเด็กหนุ่มคนนี้กำลังคบหาดูใจกับเสี่ยวอิ่งของเราอย่างงั้นเหรอ? เมื่อนึกถึงตรงนี้ สีหน้าที่ระวังตัวของแม่หยางเจียอิ่งก็เพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิมเขาไม่เห็นว่าหลังจากที่แม่หยางเจียอิ่งได้ยินเขาพูดประโยคนี้แล้ว สีหน้าก็ได้เปลี่ยนไป ทันใดนั้นจึงจ้องหวังซินอย่างระมัดระวังหวังซินพูดจบก็ยื่นผลไม้ให้กับแม่หยางเจียอิ่ง มือที่ยื่นไปยังคนที่ใบหน้าไม่ยิ้มแย้ม ที่ไม่เคยได้รับผลไม้มาก่อน ก็แค่รับไว้อย่างเกรงใจอย่างระแวดระวัง แล้วพูดกับหวังซินว่า: “เธอมีธุระอะไรไหม?” ตอนนี้ในเวลานี้ก็ควรจะเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ? เด็กหนุ่มคนนี้แม้ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้องของหยางเจียอิ่ง ตอนนี้ก็ควรจะอยู่ที่โรงเรียน ทำไมถึงได้มีเวลามาหาตัวเองที่นี่กันล่ะ? ในตอนนี้หวังซินก็เห็นสีหน้าที่ไม่ปกติบนหน้าของแม่หยางเจียอิ่ง จึงรีบพูดว่า: “ผมเป็นเพื่อนร่วมห้องของหยางเจียอิ่งจริง ๆ นะครับ แต่ที่ผมมาในครั้งนี้ ก็คือตั้งใจจะมาหาคุณน้าโดยเฉพาะเลยครับ” “มาหาฉันงั้นเหรอ?” เมื่อได้ยินหวังซินพูดแบบนี้แล้ว สีหน้าที่ระวังตัวบนใบหน้าของแม่หยางเจียอิ่งก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมในเมื่อเป็นเพื่อนร่วมห้องของเสี่ยวอิ่ง แล้วยังมาหาเธอเป็นการโดยเฉพาะ คงจะไม่ใช่คนที่เสี่ยวอิ่งคบหาดูใจที่โรงเรียนกันหรอกนะ?แบบนี้ไม่ได้ เสี่ยวอิ่งอายุยังน้อย ถ้ายังเรียนหนังสืออยู่จะมีความรักต้องไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมอย่างแน่นอน“ใช่ครับ คุณน้า” หวังซินเกาท้ายทอย ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาเรื่องโควตาทำงานพูดบอกไปยังไงสาเหตุหลักที่มาในครั้งนี้ก็เพื่ออยากจะช่วยครอบครัวของหยางเจียอิ่ง แต่ควรจะพูดออกไปยังไงดีล่ะ?“มีเรื่องอะไรเธอก็พูดออกมาตรง ๆ เถอะ อีกเดี๋ยวฉันก็จะต้องไปทำงานแล้ว” เมื่อเห็นท่าทางอ้ำอ้ำอึ้งอึ้งของหวังซิน แม่ของหยางเจียอิ่งก็ไม่มีเวลาว่างที่จะคุยกับหวังซินแล้ว“เอิ่ม คุณน้าครับ คุณน้าเคยชินกับการทำงานที่นี่รึยังครับ?” หวังซินก็ยังไม่กล้าที่จะพูดเปิดประเด็นเรื่องของโควตาการทำงานที่สถานีไปตรง ๆ จึงถามอ้อม ๆ ถึงเรื่องการทำงานเมื่อแม่ของหยางเจียอิ่งได้ยินคำพูดที่แปลกประหลาดของหวังซิน จึงส่ายหน้า แล้วยิ้มพร้อมกับพูดว่า: “ก็ทำงานที่นี่มาตั้งห้าหกปีแล้ว จะมีอะไรที่ไม่เคยชินอีกล่ะ” เมื่อได้ยินแม่ของหยางเจียอิ่งพูดแบบนี้ ในหัวของหวังซินก็หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงถามว่า: “คุณน้าอยากจะเปลี่ยนงานไหมครับ?” “เธอหมายความว่ายังไง?” “คืออย่างนี้ครับ ผมมีโควตารายชื่อการทำงานของสถานีโทรทัศน์เคเบิลเมืองซีจิงอยู่ในมือหนึ่งตำแหน่ง ถ้าคุณน้าอยากไปทำงานที่นั้น ก็จะได้รับการบรรลุเป็นพนักงานประจำของสถานีโทรทัศน์เคเบิลเมืองซีจิงได้ทันทีเลยครับ” หวังซินได้อธิบายถึงจุดประสงค์ที่ตัวเองมาเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ แม่ของหยางเจียอิ่งก็หัวเราะขึ้นมา สังเกตไปที่หวังซิน ที่ได้สวมใส่เสื้อผ้าชุดลำลอง และไว้ผมสั้น มองดูแล้วก็ยังมีสติดีอยู่ แต่ว่าทำไมคำพูดคำจาถึงได้ดูพิลึกขนาดนี้กันนะ “พ่อหนุ่ม ที่เธอมาหาฉันที่นี่ ก็เพื่อจะมาพูดเรื่องพวกนี้งั้นเหรอ?” “ใช่ครับ” หวังซินพยักหน้าอย่างจริงจังในเวลานี้เขาจึงพบว่า ความรู้สึกของแม่หยางเจียอิ่งดูแปลกไปเล็กน้อย ซึ่งสายตาคู่นั้น เหมือนกับว่ากำลังหัวเราะเยาะตัวเองงั้นสินะ? “โควตาการเข้าทำงานในยุคนี้ก็เป็นงานที่มั่นคงนะ เธอมีความสามารถที่จะทำแบบนั้นได้งั้นเหรอ? เธอคิดอะไรกับเสี่ยวอิ่งใช่ไหม?” เมื่อได้ยินแม่ของหยางเจียอิ่งพูดแบบนี้ หวังซินก็ลูบหน้าผากของตัวเองอย่างจนใจ หมดกัน ถูกเข้าใจผิดไปแล้ว เป็นเรื่องแย่ซะแล้วละ“คุณน้าครับ คุณน้าเข้าใจผิดแล้วครับ ผมไม่ได้คิดอะไรกับหยางเจียอิ่งเลย พวกเราเป็นแค่เพื่อนร่วมห้องกันครับ ผมก็แค่อยากจะใช้ความสามารถในขอบเขตของผม ในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมห้องสักครั้งน่ะครับ” หวังซินรีบอธิบายออกไป“เหอะเหอะ ขอบคุณความหวังดีของเธอนะ แต่ฉันชินกับชีวิตความเป็นอยู่แบบนี้แล้ว ไม่ต้องการความช่วยเหลือของเธอหรอก ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ก็เชิญเธอกลับไปเถอะ” แม่ของหยางเจียอิ่งปฏิเสธเรื่องโควตาการทำงานที่หวังซินได้พูดไป แล้วจึงไล่ให้หวังซินกลับไป“คุณน้าอย่าพึ่งรีบปฏิเสธสิครับ โควตาการทำงานนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ ผมเป็นเพื่อนร่วมห้องของหยางเจียอิ่งก็เป็นเรื่องจริงครับ ผมไม่ได้คิดอะไรกับหยางเจียอิ่งเลย คุณน้าคิดมากไปแล้วครับ ผมก็แค่อยากช่วยคุณน้าด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ นะครับ” หวังซินรีบอธิบายไปแต่ยิ่งอธิบาย ก้ยิ่งทำให้แม่ของหยางเจียอิ่งโมโห ซึ่งบนโลกนี้ไม่มีความช่วยเหลือใดใดที่ได้มาโดยไม่หวังผลตอบแทน ถ้าวันนี้ยอมรับโควตาการทำงานที่เด็กคนนี้พูด หลังจากนี้ตัวเธอเองก็เกรงว่าจะต้องสูญเสียสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านี้ไปสิ่งเดียวที่ตัวเองสามารถรับมาได้ ก็มีแค่ลูกสาวของตัวเองเท่านั้น ที่เด็กคนนี้พูดว่าไม่ได้คิดอะไรกับลูกสาว จะต้องเป็นเรื่องที่หลอกลวงแน่ ๆ ไม่ว่าลูกสาวจะเจอกับปัญหาใดใดก็ตาม แม่หยางเจียอิ่งก็จะไปจัดการใหเสมอ ในเวลานั้นเธอจึงตะคอกใส่หวังซินด้วยความโกรธว่า: “ไอ้เด็กบ้าคนนี้วัน ๆ ไม่ตั้งใจเรียน คิดแต่จะทำเรื่องวุ่นวายพวกนี้ เธอออกไปเลยนะ วันหลังไม่ต้องมาบ้านฉันอีก ละก็ไม่ต้องมาหาเสี่ยวอิ่งด้วย เธอรีบออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!” เมื่อหวังซินเห็นแม่หยางเจียอิ่งที่จู่ๆ ก็โกรธเคืองขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงทำไมจู่ ๆ เรื่องก็เปลี่ยนเป็นเลวร้ายลงขนาดนี้กันนะ?เรื่องโควตาการทำงานที่ตัวเองพูดไป หรือว่าได้ทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ?“คุณน้าครับ คุณน้าอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้คิดอะไรกับหยางเจียอิ่งเลยครับ ที่ผมมาครั้งนี้ ก็แค่อยากจะช่วยคุณจริง ๆ นะครับ” หวังซินไม่พูดคำนี้ออกมายังจะดีกว่าอีก พอพูดคำนี้ออกมาแล้ว ก็เห็นแม่หยางเจียอิ่งได้เข้าบ้านไปแล้ว“คุณน้าครับ ผม……” หวังซินยังไม่ทันพูดจบ แม่หยางเจียอิ่งก็ออกมาอีกครั้ง แต่ว่าครั้งนี้ในมือกลับไว้ด้วยถือไม้กวาดมาด้วย พร้อมไล่ตะเพิดหวังซิน แล้วตะโกนออกมาว่า: “ไป ไสหัวออกไป!” หวังซินนึกไม่ถึงว่าการที่ตัวเองมาหาแม่ของหยางเจียอิ่งแล้วพูดเรื่องโควตาการทำงานนั้น คาดไม่ถึงว่าจะทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เขาจึงไม่ได้พูดอะไรต่ออีก แล้วรีบหันหลังเดินออกมาทันทีการมีรายชื่อโควตาการทำงานที่อยู่ในมือแล้วมาหาแม่ของหยางเจียอิ่ง นึกไม่ถึงเลยว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้ในช่วงบ่าย หวังซินก็ได้ถ่ายละครต่อ ไม่ได้กลับไปที่โรงเรียน แล้วพอตอนเย็นก็ได้กลับถึงบ้าน ด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีเขายังนึกถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวัน ว่าทำไมแม่ของหยางเจียอิ่งจู่ ๆ ถึงได้หยิบไม้กวาดมาไล่ตัวเองกันนะ?“เป็นแบบนี้ได้ยังไงนะ?ฉันก็อธิบายไปหมดแล้วว่าไม่ได้คิดอะไรกับหยางเจียอิ่ง แล้วทำไมยังไล่ฉันอีกล่ะ?” หวังซินที่มาคิดได้ทีหลัง จริง ๆ แล้วไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงได้กลายเป็นแบบนี้หากนับอายุของตัวเองในยุคหลัง ไม่ว่ายังไงก็เกือบจะสี่สิบแล้ว ทำไมยังไม่ระมัดระวังในการพูดอีกนะ“ลูก เรื่องนั้นจัดการได้รึยัง?” เมื่อกลับถึงบ้านในตอนเย็น หวังเป่าหลงก็ถามหวังซินหวังซินเงยหน้ามองพ่ออย่างกลุ้มใจ แล้วพูดว่า: “อย่าพูดถึงมันเลยครับ ไม่ได้จัดการอะไรแม้แต่น้อยเลยครับ” เมื่อนึกถึงตอนกลางวันที่ถูกแม่ของหยางเจียอิ่งถือไม้กวาดไล่ การที่ตั้งใจจะไปช่วย กลับนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจะถูกหักหน้า นี่จึงทำให้หวังซินไม่มีกะจิตกะใจที่จะเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย“ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ลูกยังเด็กเกินไป ในยุคนี้โควตาการทำงานเป็นสิ่งที่ไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว แม้ว่าจะทำงานในองค์กร การที่อยากจะได้โควตา แต่ทำงานก็ไม่ได้ ซึ่งถ้าไม่มีความเกี่ยวข้องก็จะไม่ได้รับโควตา ลูกไปพูดเรื่องโควตาการทำงานให้คนอื่นถึงหน้าประตูบ้านแบบกะทันหันแบบนั้น ไม่ถูกคนมองว่าเป็นบ้าก็ดีแล้ว” เมื่อหวังจวนเห็นสีหน้าที่เป็นกังวลของหวังซิน จึงรีบพูดให้กำลังใจในทันที แต่ก็ยังไม่ใช่ถูกมองว่าบ้าไปแล้วเหรอ เฮ้อ เรื่องที่เกิดวันนี้ถือเป็นเรื่องที่ขายหน้าที่สุดตั้งแต่ได้กลับมาเกิดใหม่เลยในเวลานี้ ครอบครัวของหวังเป่าหลงก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอื้นตะโกนมาว่า: “หวังซิน ไอ้สารเลว นายโผล่หัวออกมาเลยนะ!” “เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” เมื่อได้ยินเสียงคนเรียกตัวเองอยู่ที่ข้างล่างตึก ภรรยาของหวังเป่าหลงก็รีบเดินไปที่ระเบียงแล้วมองไปที่ลานบ้านทันทีหวังซินที่อยู่ในห้อง เมื่อได้ยินเสียงนี้ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ทำไมเป็นเสียงของหยางเจียอิ่งล่ะ?ทำไมหยางเจียอิ่งถึงมาที่นี่ ทั้งยังดูท่าทางว่าเหมือนจะโดนรังแกมาหนักมาก? นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่นะ?...