เสียงดังเอะอะโวยวายที่ดังขึ้นอยู่หน้าบ้านไม่ต้องลุกเดินออกไปดูรุจิภาก็เดาได้ทันทีว่าเป็ใคร เพราะในบ้านหลังนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่กล้าอาละวาดคือสามีของเธอเองกับลูกชายสุดที่รักเท่านั้น
“พอแล้ว ออกไปก่อนไป”รุจิภาออกปากไล่เด็กรับใช้ที่กำลังบีบนวดให้ออกไปจากห้อง เมื่อเห็นสามีเดินหน้าบูดบึ้งเข้าบ้านมาและเมื่อวรงค์ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างกระแทกกระทั้นแล้ว เธอก็พูดขึ้นอย่างเดาได้ว่า“ทำหน้าแบบนี้ ไม่สำเร็จใช่ไหมคะคุณ”
“ใช่” สามีกระแทกเสียงตอบอย่างโมโห “อยากจะฆ่ามันให้ตายคามือนักไอ้หลานเฮงซวย ไอ้หลานขี้งก ช่วยอาแท้ๆ ของมันลงทุนแค่ร้อยล้านเท่านั้น มันยังปฏิเสธทั้งที่มันน่ะมีเงินเป็พันๆล้าน”
“ใช่ค่ะขี้งกเหมือนแม่มันไม่มีผิดเลย” ผู้เป็ภรรยาพยักหน้าเห็นด้วยรุจิภานั้นไม่ชอบมารดาของปวัตน์ก็เลยลามมาไม่ชอบหลานชายไปด้วย สาเหตุที่เธอไม่ชอบมาเรียก็เพราะอีกฝ่ายไม่ค่อยยอมให้เธอหยิบยืมเงินทองง่ายๆจะช่วยเหลือทีก็ต้องมีเหตุผลมากมายประกอบจนน่าหงุดหงิด “แล้วคุณจะทำยังไงต่อไปคะ”
“ยังไม่รู้ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็คงต้อง...” วรงค์หยุดพูดไปเสียเฉยๆรุจิภาที่ตั้งใจฟังอยู่จึงรีบทวงถามด้วยความอยากรู้
“คงต้องอะไรคะ”
“อย่ารู้เลยแล้วนี่ตานพมันหายไปไหน กลับมายังไม่เห็นหน้าเห็นตามันเลย” เขาตอบปัดเพราะไม่อยากให้ภรรยารู้ก่อนจะถามถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว
“ลูกไม่อยู่หรอกค่ะเพิ่งออกไปก่อนหน้าที่คุณจะมาครู่เดียวเอง วันหยุดแบบนี้คุณก็น่าจะรู้ว่าลูกเราอยู่ติดบ้านเป็เสียที่ไหนกันล่ะคะ” น้ำเสียงที่เอ่ยถึงลูกชายสุดที่รักนั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูจับใจรุจิภามีลูกชายเพียงคนเดียวเพราะสุขภาพของเธอไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนักนพกรจึงเป็ดั่งแก้วตาดวงใจของเธอกับสามี ดังนั้นไม่ว่าบุตรชาย้าอะไรพวกท่านก็พร้อมจะหามาให้อย่างไม่มีข้อแม้
“เฮ้อ...เที่ยวอีกล่ะสิวันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นการงานก็ไม่ตั้งใจทำแล้วแบบนี้จะไปสู้ไอ้ปวัตน์มันได้ยังไงกัน” แม้จะรักลูกมากแค่ไหน แต่วรงค์ก็ไม่ได้หน้ามืดตามัวเห็นทุกอย่างของลูกดีไปหมดเหมือนภรรยาเขานั้นอยากให้นพกรเอาใจใส่กับงานให้มากกว่านี้ เพราะเขา้าให้ลูกเก่งเท่าหรือไม่ก็เหนือกว่าปวัตน์เพื่อลบปมด้อยในใจของตนเองที่มีมานานแสนนาน
วรงค์กับพันตรีนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิงพี่ชายเขาดีและเก่งทุกอย่างในขณะที่เขาทำอะไรก็ล้มเหลวตลอด บิดาจึงรักและยกทุกอย่างให้พันตรีดูแลซึ่งสร้างความเจ็บใจให้เขาเป็อย่างมาก ดังนั้นพอมีลูกชายเหมือนกันขึ้นมาวรงค์ก็หวังในตัวนพกรไว้สูงแต่ก็ต้องผิดหวังความอิจฉาริษยาครอบครัวของพี่ชายจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสะสมกลายเป็ความแค้นฝังลึกในใจแล้วยิ่งปวัตน์มาทำแบบนี้กับเขาด้วยแล้วก็ยิ่งเพิ่มความเกลียดมากขึ้นเข้าไปอีก
“แหม...คุณคะทำไมต้องเอาลูกไปเปรียบเทียบกับตาปวัตน์ด้วยล่ะคะ ตานพก็ไปทำงานเหมือนกันทุกวันพอวันหยุดก็ต้องไปเที่ยวพักผ่อนสมองบ้างสิคะ”รุจิภาพูดอย่างไม่พอใจ เพราะในสายตาของเธอลูกดีที่สุดเสมอวรงค์ฟังแล้วก็ถอนใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายระคนหนักใจเขาทำท่าจะพูดแต่ก็เปลี่ยนใจไม่พูดจะดีกว่า เนื่องจากไม่อยากทะเลาะกับภรรยาให้ปวดหัวเพราะแค่นี้เขาก็มีเื่ให้ปวดหัวมากพออยู่แล้ว
“ช่างเถอะ ผมไม่อยากเถียงกับคุณแล้ว” เขาบอกแล้วลุกเดินออกไป ภรรยามองตามก่อนจะค้อนให้วงใหญ่ จากนั้นก็ะโเรียกเด็กรับใช้ให้มาบีบนวดตัวให้ต่อ
อาหารเย็นของครอบครัวตั้งสกลรัตน์ในวันนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกคนหลังจากที่อีกฝ่ายหายหน้าหายตาไปเสียหลายอาทิตย์
“นี่เราไปอดอยากมาจากที่ไหนกันฮะตารักษ์ถึงได้ก้มหน้าก้มตากินไม่พูดจากับใครเลย”เกศทิพย์ผู้เป็พี่สาวเอ่ยถามกึ่งแซวเล่น เมื่อเห็นน้องชายคนเดียวของเธอตักข้าวใส่ปากไม่ยั้ง
“โธ่...ผมไม่ได้ไปอดอยากที่ไหนมาหรอกครับพี่แต่ที่ผมกินๆ นี่เพราะผมคิดถึงฝีมือทำอาหารของพี่เกศต่างหากล่ะครับ” อภิรักษ์เอ่ยประจบทั้งที่ข้าวยังไม่หมดปากดี เขาจึงถูกพี่สาวที่นั่งข้างๆตีไหล่ไปทีหนึ่ง
“นี่แน่ะ...สอนไม่รู้จักจำว่าให้เคี้ยวข้าวให้หมดก่อนค่อยพูดไม่มีมารยาทเลยนะตารักษ์”
“โธ่...พี่เกศไว้หน้าผมบ้างสิ ผมโตแล้วนะ ยังจะมาสอนเหมือนเด็กๆ อีก อายหลานตายเลย”
ธัญรดาหัวเราะคิกๆด้วยความขบขันน้าชาย ก่อนจะบอกเสียงใสอย่างล้อเลียน
“ไม่ต้องอายหรอกค่ะน้ารักษ์รดาเห็นจนชินเสียแล้ว”
คำพูดของธัญรดาเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนครืนใหญ่ไม่เว้นแม้แต่คนถูกล้อ อภิรักษ์ยักไหล่เล็กน้อยเสมือนไม่อายสักนิด ก่อนจะลงมือทานข้าวต่ออย่างเอร็ดอร่อย
“นี่...เธอยังไม่ได้บอกพี่เลยนะว่าหายหน้าหายตาไปไหนมาตั้งหลายอาทิตย์” เกศทิพย์ถามอย่างสงสัยเพราะปกติหากไม่ติดงานสำคัญอะไรน้องชายมักจะแวะมาทานอาหารเย็นกับครอบครัวเธอเสมอ
“ผมไปทำงานแถวจังหวัดชายแดนมาน่ะ”
“ขึ้นเป็ผู้บังคับบัญชาแล้วยังต้องลงมือปฏิบัติหน้าที่เองอีกเหรอรักษ์” พี่เขยถามบ้าง
“คนมันเคยน่ะพี่ชิตอีกอย่างถึงผมจะเป็หัวหน้าแล้วแต่ก็ไม่อยากเอาแต่นั่งวางแผนอยู่แต่ในห้องหรอกผมชอบลุยกับลูกน้องมากกว่า”
“เฮ้อ...ทำไมเราถึงได้บ้าระห่ำแบบนี้นะเป็หัวหน้าสั่งงานอยู่ดีๆ ยังจะอยากออกไปเสี่ยงอันตรายอีกนี่ตารักษ์...พี่บอกตรงๆ นะว่าพี่อยากให้เธอเลิกเป็ตำรวจเสียทีแล้วมาทำธุรกิจเถอะพี่ออกเงินทุนให้ก่อนก็ได้นะ”
“ไม่ล่ะครับพี่เกศผมชอบอาชีพนี้ ไม่ชอบทำธุรกิจ” อภิรักษ์ปฏิเสธทันที ก่อนจะรีบเอ่ยต่ออย่างรู้ใจพี่สาวว่ารักและเป็ห่วงเขามากแค่ไหน“ผมรู้ว่าพี่เป็ห่วงผมพี่ไม่อยากให้ผมเป็อะไรไปเหมือนกับ...ตาธนัทแต่ยังไงผมก็ขอยืนยันคำเดิมว่าผมจะไม่ลาออกจากตำรวจแน่ผมรักอาชีพนี้และผมก็อยากกวาดล้างพวกคนเลวๆ ให้หมดไปจากสังคมให้ได้ แม้ว่าผมจะต้องตายผมก็ยอม”
“เธอคงอยากเห็นพี่เสียใจจนตายสินะ”
คำพูดของเกศทิพย์ทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารนิ่งเงียบไปจนแทบกลืนอะไรไม่ลงทุกคนเข้าใจความรู้สึกของเธอดีที่ต้องสูญเสียลูกชายสุดที่รักไปเพราะหน้าที่ ธนัท...เป็ความภาคภูมิใจของครอบครัวชายหนุ่มเป็นายตำรวจที่ดีมีอนาคตไกลทว่ากลับต้องมาตายจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยถูกคนร้ายยิงเข้าที่หน้าอกหลังจากที่บุกเข้าไปทลายแหล่งผลิตยาเสพติดกลางกรุงเมื่อหลายปีก่อน
เกศทิพย์กับพิชิตหัวใจสลายทั้งสองเสียใจมากและหลังจากที่ต้องสูญเสียบุตรชายไป พวกท่านก็ทุ่มเทความรักความห่วงใยทั้งหมดให้ธัญรดาเพียงผู้เดียวพวกท่านห้ามไม่ให้หญิงสาวไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายทุกชนิดไม่ว่าจะเป็การเล่นกีฬาหรือว่าสถานที่ต่างๆ ที่พวกท่านคิดว่าอันตราย
ธัญรดาจึงถูกประคบประหงมราวกับไข่ในหินไปไหนก็ต้องมีบิดามารดาไปด้วยหรือไม่ก็ต้องมีคนที่ไว้ใจได้ติดตามไป เรียกได้ว่าตอนเด็กๆหญิงสาวเผชิญกับความอึดอัดอย่างมหาศาล จวบจนพิชิตกับเกศทิพย์เริ่มทำใจได้มากขึ้นและเธอเองก็เริ่มโตขึ้นจนสามารถดูแลตัวเองได้ดีไม่พาตนเองไปเสี่ยงอันตรายที่ไหนให้น่าหวั่นใจ พวกท่านจึงคลายกังวลและเริ่มไว้ใจปล่อยๆบ้าง จนกระทั่งปัจจุบันเธอสามารถออกไปไหนมาไหนคนเดียวได้และไปเที่ยวกับเพื่อนฝูงได้ตามสะดวกโดยไม่ถูกคุ้มเข้มเหมือนนักโทษอย่างเมื่อก่อนอีก
เฮ้อ...นี่ถ้าพี่สาวกับพี่เขยรู้ว่าเขาใช้ให้หลานสาวทำอะไรให้บ้างที่ผ่านมาละก็เขาคงถูกตัดพี่ตัดน้องเป็แน่แท้ อภิรักษ์คิดในใจอย่างหนักอกเขาสบตากับหลานสาวที่มีแววตากังวลระคนหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ด้านพิชิตเมื่อเห็นบรรยากาศชักจะไม่ดีเสียแล้วจึงชวนคุยถึงเื่อื่นแทนเสีย
“นี่นายรักษ์นายคงยังไม่รู้ล่ะสิว่าตอนนี้นายเชษฐ์อยู่เมืองไทยแล้ว”
“จริงเหรอครับพี่ชิตแล้วนี่นายเชษฐ์ไปอยู่ไหนเสียล่ะครับ หรือว่าออกไปเที่ยว”อภิรักษ์ถามหาน้องชายฝาแฝดคนละขั้วของตนเองอย่างคิดถึงเพราะไม่ได้เจอกันเกือบปีแล้วอภิเชษฐ์นั้นไม่ได้อาศัยอยู่เมืองไทย ชายหนุ่มทำงานด้านสถาปนิกอยู่ที่อเมริกาั้แ่เรียนจบและตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเลยกับแฟนหนุ่มตาน้ำข้าวที่คบหากันมาั้แ่สมัยเรียน
แม้จะเกิดเป็ชายทว่าอภิเชษฐ์กลับมีจิตใจเป็หญิงเขาจึงยังไม่ได้แต่งงานแต่ก็อยู่กินกับแฟนหนุ่มอย่างเปิดเผยทุกคนในครอบครัวก็ยอมรับในตัวตนที่เขาเป็รวมถึงอภิรักษ์ด้วยแต่ผู้เป็พี่ชายก็มีบ่นๆ บ้างเมื่อตอนสมัยเรียนเนื่องจากถูกบรรดาเพื่อนชาวสีม่วงของน้องชายเข้ามาทักผิดเป็ประจำที่หนักสุดคืออดีตแฟนหนุ่มของอภิเชษฐ์ที่เข้ามาสวมกอดและทำท่าจะจูบอภิรักษ์เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็แฟนตัวเอง
ทว่าตอนนี้ไม่มีใครทักผิดอีกแล้วเพราะรูปลักษณ์ของทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อภิรักษ์มีลุคก์ผู้ชายแมนๆมีมัดกล้ามแข็งแรง ตัดผมรองทรง มีหนวดมีเคราจนดูหน้าดุๆส่วนอภิเชษฐ์มีลุคก์ผู้ชายเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าดูดีผมซอยยาวระต้นคอและใบหน้าสะอาดหมดจด
“ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกตอนนี้คงกำลังนอนรักษาแผลใจอยู่ที่ชายทะเลแถวไหนสักแห่งที่ภาคใต้นี่แหละ”
“นายเชษฐ์อกหักเหรอครับเป็ไปได้ยังไง ก็เขาสองคนรักกันจะตายไป”
“รักได้ก็หมดรักได้เห็นตาเชษฐ์เล่าให้ฟังว่านายแพทแอบเลี้ยงผู้หญิงเอาไว้แต่นายแพทไม่ยอมรับก็เลยทะเลาะกันใหญ่โตจนหนีมาที่นี่แหละ” เกศทิพย์เล่าสั้นๆให้ฟังแล้วถอนใจออกมาเบาๆ ด้วยความเป็ห่วง ก่อนจะแนะนำอภิรักษ์ว่า“คืนนี้ก็ลองโทรไปคุยกับตาเชษฐ์ดูบ้างสิรักษ์ เผื่อน้องจะปรึกษาอะไรเราบ้าง”
“ได้ครับ”
“แล้วนายล่ะนายรักษ์มัวแต่ทำงานแบบนี้แล้วเมื่อไรจะหาแฟนได้สักทีล่ะ พี่รอจัดงานแต่งให้นายอยู่นะ”พิชิตวกเข้ามาถามเื่ส่วนตัวของน้องภรรยาบ้างธัญรดาได้ทีจึงรีบพูดเสริมทันที
“นั่นสิคะเมื่อไรรดาจะมีน้าสะใภ้สักทีล่ะ”
อภิรักษ์ยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นดื่มแล้วหัวเราะน้อยๆก่อนตอบอย่างไม่ยี่หระ
“คงต้องรอชาติหน้าแล้วล่ะชาตินี้เนื้อคู่ผมยังไม่เกิดเลย”
“ฮึ...แก่แบบนี้ใครเขาจะเอาทำสามี” เกศทิพย์พูดแขวะอย่างหมั่นไส้ น้องชายเลยแสร้งโวยวายใส่อย่างอารมณ์ดี
“อะไรกัน!มาว่าผมแก่ได้ยังไง ผมแค่สี่สิบหกเองนะ หน้าก็อ่อนกว่าวัย ร่างกายแข็งแรงกว่าคนหนุ่มๆทั่วไปด้วยซ้ำ พี่เกศไม่รู้อะไรหรอก สาวๆ ผมน่ะเพียบ”ประโยคสุดท้ายเขาคุยโว่ด้วยรอยยิ้มยียวน จึงถูกพี่สาวหยิกหมับที่ต้นแขนเข้าให้อย่างหมั่นไส้พร้อมเอ่ยท้าทาย
“ถ้ามีเยอะจริงก็เอาสักคนมาแต่งงานให้ได้สิ”
“ไม่ล่ะอยู่เป็โสดแบบนี้แหละดีแล้ว ผมไม่อยากมีภาระ”
“ฮึ...หมั่นไส้นักไว้แก่แล้วจะรู้สึกตอนที่ไม่มีลูกหลานดูแล”
“จะแก่ตายหรือเปล่าก็ไม่รู้” อภิรักษ์พึมพำเสียงแ่อย่างไม่คาดหวังอะไรกับชีวิต เพราะอาชีพตำรวจอย่างเขาเอาแน่เอานอนกับชีวิตไม่ได้ไม่รู้ว่าวันไหนจะพลาดถูกยิงตายขึ้นมา เขาจึงไม่อยากแต่งงานทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลังดูแล
“เธอพูดว่าอะไรนะ” เกศทิพย์ถามซ้ำเพราะได้ยินไม่ชัด อภิรักษ์รีบปฏิเสธว่าไม่ได้พูดอะไร เนื่องจากไม่อยากทะเลาะกับพี่สาวในเื่นี้อีกแล้วทุกคนเริ่มลงมือทานข้าวกันอีกครั้งจนอิ่มหนำแล้วก็พากันย้ายไปนั่งคุยกันต่อที่ห้องนั่งเล่นพวกเขาคุยกันถึงเื่ทั่วไปเช่นเื่สภาพอากาศ การเมืองและเศรษฐกิจจนกระทั่งเกศทิพย์เห็นข่าวปล้นฆ่าชิงทรัพย์ในทีวีก็นึกขึ้นได้ จึงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ให้น้องชายฟังอภิรักษ์จึงรีบแนะนำเมื่อเห็นช่องทางที่เป็ประโยชน์แก่หลานรัก
“ทำร้านทองแบบนี้เสี่ยงอันตรายตลอดเวลาอยู่แล้วล่ะครับยิ่งเศรษฐกิจไม่ค่อยดีพวกโจรก็ยิ่งเยอะ ผมรู้ว่าพี่เป็ห่วงรดามากและไม่อยากให้หลานเป็อะไรไปเพราะฉะนั้นพี่ต้องให้รดาไปเรียนวิชาป้องกันตัวเอาไว้นะครับ”
ธัญรดาฟังคำแนะนำของน้าชายแล้วก็ตาโตและแอบลุ้นตามว่าผู้ให้กำเนิดทั้งสองจะเห็นดีด้วยหรือไม่
“เรียนวิชาป้องกันตัวเหรอ” พิชิตทวนคำด้วยสีหน้าที่มีความสนใจพอสมควร น้องเมียจึงรีบพูดต่อทันที
“ใช่ครับพี่ชิตเรียนพวกเทควันโดหรือยิงปืนอะไรพวกนี้น่ะครับผมว่าเราควรส่งเสริมให้รดาไปเรียนเอาไว้บ้างนะครับเผื่อมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกหลานจะได้เอาตัวรอดได้อย่างปลอดภัยไงล่ะครับ”
“อืม...พี่ก็เห็นดีด้วยกับความคิดนี้นะน้อง” พิชิตหันไปพูดกับภรรยา “ลูกเราน่าจะเรียนพวกนี้เอาไว้บ้างเพื่อป้องกันตัว”
เกศทิพย์สบตากับสามีครู่หนึ่งก่อนจะมองหน้าลูกสาวแล้วเอ่ยขอความเห็น
“หนูอยากเรียนไหมลูก”
ธัญรดาแย้มยิ้มน้อยๆทั้งที่ในใจนั้นแทบจะโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องสงวนท่าทีเอาไว้แล้วตอบมารดาด้วยกิริยาที่เป็ปกติ
“ก็น่าสนใจนะคะหนูว่าเรียนเอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร”
“เอาล่ะ...ถ้ายัยหนูสนใจก็ลองไปเรียนดูก็ได้ที่ใกล้ๆ กับร้านเรา แม่เห็นมีอยู่โรงเรียนหนึ่งที่เปิดอยู่หนูก็ลองไปสมัครเรียนดูก็แล้วกันหรือถ้าไม่อยากออกไปเรียนที่ไหนก็ให้น้ารักษ์สอนสิ ได้ใช่ไหมตารักษ์เราเป็ตำรวจนี่น่าก็ต้องฝึกให้หลานได้สิ”
“ได้เลยครับไม่มีปัญหา” อภิรักษ์ตอบรับด้วยความเต็มใจ แล้วหันไปหลิ่วตาให้กับหลานสาวอย่างรู้กันธัญรดาแอบยกนิ้วโป้งให้น้าชายที่พูดเก่งจนสามารถกล่อมบิดามารดาของเธอจนยอมให้เธอไปเรียนศิลปะการต่อสู้ได้หญิงสาวดีใจเป็อย่างมากเพราะนับจากนี้ต่อไป เธอไม่ต้องหลบออกไปเรียนที่อื่นอีกแล้ว
ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั้นเสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้นเด็กรับใช้เดินออกไปดูก่อนจะกลับเข้ามาใหม่พร้อมชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง
“อ้าว...คุณเอสมีธุระอะไรหรือถึงได้มามืดค่ำป่านนี้” พิชิตเอ่ยถามอย่างสงสัยหลังจากที่ยกมือรับไหว้ชายหนุ่มต่างวัยแล้วและเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่ง
ธนากร ศุภฤกษ์เดชาเดชลูกชายเ้าของหมู่บ้านทาวน์เลิฟทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวใกล้ๆ กับอภิรักษ์ตามคำเชิญก่อนจะแจกจ่ายรอยยิ้มให้แก่ทุกคนแต่หวานเป็พิเศษสำหรับธัญรดาตามประสาผู้ชายเ้าชู้ทั่วไปซึ่งเขาก็ได้รับรอยยิ้มหวานจากเธอตอบกลับมาให้ชื่นหัวใจเช่นกัน
ชายหนุ่มเคยตามจีบหญิงสาวอยู่พักหนึ่งตอนที่ครอบครัวเธอเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆแต่ก็ต้องรับประทานแห้วกระป๋องใหญ่ เมื่อธัญรดาไม่มีทีท่าว่าจะรับรักเขาตอบเลย แม้เธอจะยอมไปไหนมาไหนด้วยและให้ความสนิทสนมด้วยก็ตามปัจจุบันนี้เขาไม่ได้คิดหวังอะไรแล้วนอกจากเป็มิตรที่ดีต่อกัน ทว่าก็ยังมีหยอดคำหวานให้บ้างเป็ครั้งคราวตามประสาชายโสดที่ชอบผู้หญิงสวย
“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ผมมารบกวนในเวลานี้แต่ผมเพิ่งทราบข่าวเื่ที่ร้านของคุณอาถูกปล้นน่ะครับก็เลยเป็ห่วง” ธนากรบอก เขาเพิ่งทราบข่าวเมื่อครึ่งชั่วโมงนี้เองหลังจากที่เขากลับมาจากต่างจังหวัดแล้วคุณพัชราหรือป้าพัชรสำหรับทุกคน ซึ่งเป็เลขาของเขาได้แจ้งให้ทราบเื่นี้ทันทีที่พบหน้ากันพอทราบเื่เขาก็รีบรุดมาสอบถามด้วยความเป็ห่วงทันที
“อ๋อ...ขอบคุณนะที่เป็ห่วงตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วล่ะ”พิชิตตอบก่อนจะเล่าถึงเื่ราวทั้งหมดให้ฟัง ชายหนุ่มฟังด้วยความรู้สึกโล่งอกเพราะไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นกับลูกค้าของโครงการทั้งนั้นเขาหันไปมองหน้าธัญรดาแล้วเอ่ยถามเสียงหวาน
“น้องรดาเป็อย่างไรบ้างครับาเ็ตรงไหนบ้างหรือเปล่า”
“ก็มีแผลถลอกนิดหน่อยค่ะ”
“ป้าพัชรเล่าให้ฟังว่าน้องรดาวิ่งตามคนร้ายออกไปเองโชคดีมากนะครับที่คนร้ายไม่มีอาวุธ ไม่อย่างนั้นน้องรดาอาจได้รับอันตรายมากกว่านี้ก็ได้”
“เื่นี้อาก็เป็ห่วงอยู่เหมือนกันคะคุณเอสนี่ก็ตกลงกันแล้วว่าจะให้ยัยหนูไปเรียนวิชาการต่อสู้เอาไว้ป้องกันตัวบ้าง” เกศทิพย์เอ่ยขึ้นมาบ้างหลังจากที่นั่งฟังมานาน ธนากรได้ยินแล้วก็ตาวาวก่อนจะรีบขันอาสาช่วยอย่างกระตือรือร้นตามสโลแกนประจำตัวคือ มีปัญหา...ปรึกษาป๋าเอส นั่นเอง
“โอ้...ปรึกษาผมได้เลยนะครับเื่นี้ผมช่วยหาที่เรียนให้ได้นะครับ เอ...ตอนนี้ที่ตึกโครงการเราก็มีโรงเรียนสอนเทควันโดเปิดอยู่นะครับชื่อโรงเรียนอะไรน้า” เขานิ่งคิดอยู่ครู่ “อ๋อ...โรงเรียนณฐกรยิมครับ เห็นเขาว่าราคาไม่แพงและที่สำคัญใกล้บ้านด้วยถ้าน้องรดาสนใจพี่เอสติดต่อให้ได้เลยนะครับ”
“ขอบคุณนะคะพี่เอสแต่เอาไว้ก่อนดีกว่าค่ะ ถ้ารดาอยากเรียนเมื่อไรจะโทรหาพี่เอสแล้วกันนะคะ” ธัญรดาบอกด้วยรอยยิ้มหวานสดใสอย่างเคยตัวจนบางครั้งดูเหมือนยั่วยวนทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้คิดอะไรเลย แต่มันก็สร้างความเข้าใจผิดให้ใครหลายๆคนได้ตลอด
“ได้เลยครับโทรหาพี่เอสได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย แล้วพี่จะรอโทรศัพท์จากน้องรดานะครับ” ชายหนุ่มบอกเสียงหวานไม่แพ้รอยยิ้มและดวงตา ก่อนจะค่อยๆ หุบยิ้มลงเมื่อพิชิตกระแอมกระไอออกมาราวกับจะเตือนว่ามากไปแล้วเขาจึงยิ้มเผื่อแผ่ให้กับทุกคนไปด้วย จากนั้นก็เอ่ยขอตัวกลับเมื่อเห็นสมควรแก่เวลาแล้วซึ่งทันทีที่คล้อยหลังลูกชายเ้าของโครงการไป อภิรักษ์ก็เอ่ยแซวหลานรักขึ้นมาทันที
“หลานน้านี่เสน่ห์แรงจริงๆเลยนะ”
“เพิ่งรู้เหรอคะ” หญิงสาวตอบกลับอย่างอารมณ์ดี ไม่มีการถ่อมตัวสักนิดในเื่นี้ จึงเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนก่อนจะสนทนากันต่อด้วยเื่ทั่วไปอีกพักใหญ่แล้วต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน