อีกวันต่อมาที่ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง… หัวใจผมเต้นตึกตัก ความกลัวของผมทำให้ผมแทบจะหัวใจวาย เธอหายไปไหน เพราะผมมองไปรอบ ๆ และไม่เห็นเธอแล้ว อาญ่าได้หายไปแล้ว และมันกระทันหันมาก
พวกเขาเอาเธอไปไหน เธอถูกทำอะไรที่ไม่ดีรึเปล่า เมื่อคืนยังอยู่ข้าง ๆ ผมอยู่เลย
“อย่าใไป…” ชายอีกคนหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ผม เขาพูดพร้อมแตะไหล่ผม ดูเป็คนแก่ ๆ แต่ว่าก็แก่ไม่มาก หรืออาจจะไม่แก่เลย เพราะเขาอาจจะดูแก่เพราะทำงานหนักเกินไป ผมไม่รู้ด้วยหรอก เพราะว่าตัวเองเพิ่งตื่นน่ะนะ
“นางไม่ตายหรอก พวกผู้คุมเห็นนายกับเธอสนิทกันมากเกินไป ก็เลยจับย้ายตำแหน่งเท่านั้น ก่อนหน้านี้ที่เธอถูกลากไป เธอฝากบอกนายว่าเธอไม่เป็อะไรด้วย สนิทกันเหรอ?” ที่เขาพูดทำให้ผมใจเย็นขึ้นมามาก อย่างน้อยก็รู้ว่าเธอไม่ได้เป็อะไร
ผมถอนหายใจยกใหญ่ แต่ยอมรับเื่ที่เกิดขึ้น ตราบใดที่เธอน่าจะไม่ได้เป็อะไรมาก “ขอบคุณที่บอกนะ พวกเราเป็เพื่อนกัน”
“ไม่ได้หรอกนะ ถ้าจะมีเพื่อนที่นี่น่ะ พวกเขาไม่ได้โง่ขนาดนั้น ถ้าเกิดว่ามีความสัมพันธ์กับคนอื่นแล้วผู้คุมเห็นเข้า พวกเขาก็จะจับแยกเพื่อป้องกันอันตรายจากมิตรภาพหรือการสร้างเครื่อข่ายกันในเหมืองทาส ง่าย ๆ คือพวกเขากลัวว่าจะพวกทาสจะรวมหัวกันก่อฏนี่แหละ แม้แต่สองคนก็ไม่ได้ ก็เลยต้องจับแยกเรื่อย ๆ” เขาดูเหมือนเชี่ยวชาญ ดูเหมือนจะรู้ข้อมูลของที่นี่เยอะ มีพิรุด
แต่พูดแบบนั้นผมก็เข้าใจได้ทันที เป็วิธีที่่ฟังดูดี แต่มีช่องโหว่เยอะมาก ไม่แน่พวกคณะสหพันธนักสู้หยกอาจจะโง่จริง ๆ ก็ได้ ถ้าเกิดว่าช่องโหว่ที่ผมเห็นถูกใช้จริง ๆ ไม่นานเหมืองนี้จะแตกแน่
“ทำไมนายถึงถูกย้ายมาล่ะ?” ผมเงยหน้าขึ้นไปถามเขา
“เพราะว่าฉันดันสนิทกับคนที่แล้วไง ก็เลยถูกย้ายมาหานาย นี่ ไปขุดกันเถอะ ถึงเวลาแล้วล่ะ” เขาพูดและยกที่ขุดขึ้นบ่า ยืนรอผม ผมก็ใช้ที่ขุดพยุงตัวเองขึ้น มองเข้าไปในรูขุดของพวกเรา ได้เวลาทำงานต่อแล้ว
พวกเราเดินเข้าไปในรูมืดและจุดถ่านด้วยกัน จนถึงตอนนี้ตัวผมก็เริ่มดำมากขึ้นเรื่อย ๆ จากถ่านทั้งสัปดาห์ที่ผมขุดมา มือก็แตกไปหมด ดีหน่อยที่ก่อนหน้านี้มันค่อนข้างด้านอยู่แล้ว ทีน่าห่วงสุดก็คือสภาพร่างกายของผมนี่แหละ เริ่มรู้สึกตัวว่าแรงน้อยลงทุกที
“สหาย” เขากระซิบเบา ๆ ในระหว่างที่พวกเราต่างคนต่างจุดถ่านในรู “เบา ๆ หน่อยละกัน นายมาจากไหนรึ” ฟัง ๆ ดูแล้วเสียงของเขาก็ไม่ใช่เสียงของคนแก่เลย เขาดูแก่เพราะถูกใช้แรงงานจริง ๆ นั่นแหละ
แต่ท่าทางของเขามีพิลึกมาก แปลกจริง ๆ ไม่รู้ว่าจะพูดเื่อะไร
“ก่อนหน้านี้ผู้หญิงที่ฉันคุยด้วยถูกอุ้มไปไหนก็ไม่รู้ ถ้าฉันพูดกับนายเยอะเกินไป นายก็จะถูกอุ้มไปที่อื่นด้วย” ผมพูดเพราะเป็ห่วงชายคนนี้ เพราะผมคิดว่าผมจะเจอเพื่อนทาสที่แย่กว่านี้ได้เยอะ เพราะฉะนั้นจึงไม่อยากเสี่ยงสุ่มไปเจออีกคน เพราะนายคนนี้ดูจะไม่ได้แย่อะไรมากนัก แต่เหมือนว่าจะมีเื่สำคัญกว่านี้
ในขณะที่พวกเรากำลังเหวี่ยงที่ขุดในรูกันอย่างเหนื่อยล้า เขาทำมือจุปาก พร้อมกับแสดงอะไรบางอย่างให้ผมดู มืออีกของเขามีตราสัญลักษณ์แปลก ๆ ซึ่งเป็รูปดอกไม้
มองดูเฉย ๆ ก็ไม่ได้พิเศษอะไร แต่อยู่ ๆ ก็มีแสงสีขาวอ่อน ๆ ส่องขึ้นมาจากรอยดอกไม้บนฝ่ามือของเขา เขายิ้มมุมปากเหมือนกำลังมีแผนการชั่วร้าย ส่วนผมตาเปิดกว้างอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดพวกผู้คุมเดินเข้ามาเห็น พวกเราสองคนน่าจะถูกยิงทิ้งได้ รอยดอกไม้ที่ส่องสีขาวนั้น ให้ข้อสรุปกับผมว่าชายคนนี้คือจอมเวท
จอมเวทคือพวกที่มีพลังความสามารถในการใช้มานาของโลกในการเปลี่ยนเป็พลังงานที่สร้างความไม่ปกติได้ อย่างเช่นพลังงานไฟจากอากาศเปล่า ๆ หรือการเสริมสร้างกำลังให้ผู้คน
“พวกเรามีกันประมาณยี่สิบเอ็ดคนในนี้ได้ มีรหัสสื่อสารคือดอกไม้ขาว… ฉันสร้างเครือข่ายข้างในนี้ไว้มาประมาณสองสามสัปดาห์แล้ว” เป็อย่างที่ผมได้คาดการณ์เอาไว้จริง ๆ ช่องโหว่ที่ผมมองเห็นถูกใช้งานไปแล้ว พวกผู้คุมคุยกันว่าถ้าทาสสนิทกันจะจับแยกกัน กลายเป็ว่าปล่อยให้ทาสกระจายเครือข่ายสังคมมากขึ้น เหมือนกับปล่อยภาหะไปเรื่อย ๆ แบบกระจาย ๆ
ไม่แน่พวกนั้นอาจจะคิดว่าคงไม่มีการตั้งกลุ่มแหกคุกใหญ่ ๆ แต่อาจจะมีคนสองคนแอบหนีมากกว่า ก็เลยป้องกันไว้แค่นั้น… สรุปว่ามีเครือข่ายที่ถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยช่องโหว่นี้จริง ๆ
“จะหนีรึ” ผมถามด้วยความเข้มขรึม อยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้จะแน่แค่ไหน “พวกเขาปล่อยจอมเวทออกมาแบบนี้ได้ยังไง หรือพวกเขาไม่รู้ว่านายคือจอมเวท ปกติจอมเวทน่าจะถูกพวกนั้นฆ่าทิ้งไม่ใช่เหรอ?”
“ถูกต้อง แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าฉันคือจอมเวท ที่จริง… ฉันถูกส่งมาที่นี่เพื่อก่อความวุ่นวายจากภายในคณะสหพันธนักสู้หยก ก่อนที่จะถูกจับ ฉันใช้ยาระงับพลังเวท พวกเขาก็เลยตรวจไม่เจอ” เมื่อได้ยินคำว่าถูกส่งมา ผมก็รู้ทันทีว่ากำลังเกิดาขึ้นระหว่างพวกนักสู้หยกกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธอื่น ซึ่งคือกลุ่มที่ส่งนักเวทคนนี้เข้ามาให้เหมืองทาส
“ถูกส่งมาจากที่ไหนเหรอ?” ผมถามอย่างไม่อ้อมค้อม
“สมาคมพี่น้องแห่งยาซอพ” เขาตอบด้วยใบหน้าที่จริงจัง เหมือนจะนึกถึงอะไรที่สำคัญเวลาพูดชื่อนั้นออกมา ทั้งดูเป็กังวล ลังเลแต่ว่าจำใจ
มีอย่างหนึ่งที่ผมจำได้ ยาซอพคือพื้นที่ในอาณาจักรฟอร์เนียเก่าก่อนที่จะเกิดาขึ้น น่าจะเป็กองกำลังที่มาจากคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และรอดมาก่อตั้งกลุ่มใหญ่โดยใช้ชื่อเมืองเดิม
“เป็กองกำลังแบบไหน ฉันเพิ่งเข้ามาในฟอร์เนียไม่ ก็เลยไม่รู้จักอะไรมาก” ผมถามเพิ่มเติม เพราะว่า… ถ้าเป็กลุ่มกองกำลังใหญ่ ความชั่วร้ายอาจจะไม่ต่างกันกับพวกนักสู้หยก หรืออาจจะแย่กว่า อาจจะเป็พวกเผด็จการทหาร
“เป็กองกำลังต่อต้านกลุ่มที่มีอำนาจทหารที่รุกรานในฟอร์เนีย เพื่อพยายามสร้างและฟื้นฟูความสงบเดิม เป็กลุ่มที่พยายามจะเป็รัฐบาลใหม่ของฟอร์เนีย ทำทุกอย่างให้กลับเข้าที่เข้าทาง” ระหว่างที่เขาพูด ผมก็ทำหน้าตะหงิด ๆ
ผมคิดแล้วว่า ผมคงไม่เข้าร่วมกับไอ้พวกนี้แน่ ๆ ถ้าจะฟื้นฟูรัฐบาลในโลกที่เป็สภาพแบบนี้ ต้องมีผู้นำที่แข็งแกร่งและเข้มแข็งมาก ๆ นอกจากนั้นก็ต้องมีคุณธรรมระดับหนึ่งอีก และมันหาได้ยากมาก ถ้าไม่มีแบบนั้น สมาคมอะไรนั่นจะมีแต่การโกงกิน กฏหมายที่ไม่มีความยุติธรรม ไม่ก็กลายเป็เผด็จการทหาร
“จะทำยังไงเหรอ” ผมเริ่มสงสัยว่าคนนี้คนเดียวจะนำกลุ่มเครือข่ายในเหมืองทาสนี้ทำอะไรได้ ผมพูดต่อ “จะปลดปล่อยทาสให้อาละวาดแล้วแหกออกเหรอ? แบบนั้นคนจะตายกันเป็โหลแน่ ๆ นายสำคัญขนาดไหนกันถึงถูกส่งมาทำภารกิจเสี่ยงแบบนี้แบบคนเดียว ถ้าให้ฉันเรียบเรียงใหม่ นายอยู่หลังแนวรบในพื้นของศัตรู ถูกล้อมทุกทิศทาง ที่สำคัญตัวคนเดียวถ้าฉันคาดการณ์จากข้อมูลที่นายบอก พวกเขาใช้นายเป็แค่หมาก” พอผมพูดแบบนั้นไป มันเหมือนไปกระตุ้นอะไรซักอย่างในตัวเขา เขาเงียบก้มหน้ามองที่พื้น ก่อนที่จะกลืนน้ำลายแล้วขุดต่ออย่างเงียบ ๆ เขาคงจะคิดหนักอยู่
ผมไม่ค่อยพอใจเขามากเท่าไหร่ เพราะทาสที่นี่สู้อะไรผู้คุมไม่ได้หรอก… อีกอย่าง มีคนที่ผมไม่อยากให้เสี่ยงกับอะไรที่่อันตรายขนาดนั้น แต่อีกมุมมองหนึ่ง ตอนนี้ผมกับทุกคนในนี้เป็ทาสเหมือง ถ้าไม่พยายามออกไป ก็น่าจะอยู่ในนี้ตลอดชีวิต ไม่ก็เสียเวลาไปเป็ปี ๆ ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หรือไม่ก็อาจจะโดนยิงทิ้งตายไปอยู่ดี
บางทีผมอาจจะขาดความกล้าหาญในการตัดสินใจไป เพราะมีอาญ่าที่ผมไม่ให้อยากตาย ผมลองคิดว่าถ้าเกิดว่าพวกเราจะแหกออกไปจริง ๆ คนเป็ร้อยคนจะวิ่งฝ่าะุเข้าไปทำลายศัตรู คนเป็ร้อยจะตายจากะุ และหนึ่งในนั้นอาจเป็เธอ ผมก็เลยคิดว่าเอาชีวิตไปเสี่ยงมันไม่สมควรมากเท่าไหร่ โดยเฉพาะชีวิตที่ผม “ชอบ”
“พวกเขามีจอมเวทกี่คนกัน? พวกยาซอพน่ะ” ผมถามเขาขณะที่กำลังขุดถ่าน
“ทั้งหมดราว ๆ สองหมื่นนาย ประมาณหนึ่งในห้าของกองกำลังทั้งหมด”
“เขาใช้นายเหมือนโดรนพลีชีพ” ผมย้ำให้เขารู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นอยู่
“เพื่อพี่น้องและสหาย…” เขาพูดอย่างเบา ๆ แต่มั่นใจ พอผมดูจากสีหน้าเขาผมก็รู้ว่าเขารู้ตัวดี เขาคนนี้ไม่ใช่บุคลากรที่มีความสามารถมากมาย ไม่ใช่หน่วยพิเศษที่ถูกสั่งให้มาทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ หรือสายลับระดับสุดยอดที่ทำได้ทุกอย่าง แต่เขาเป็โดรนพลีชีพให้มาสร้างความเสียหายเล็กน้อย หรือแม้แต่อาจจะมาแค่ทดสอบ
“ฉันรู้แล้วหน่า… ฉันต้องสร้างความเสียหายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พี่น้องและสหายจะได้รับผลประโยชน์ จะเป็โดรนพลีชีพก็ช่างมัน”
“มีแผนว่าจะทำยังไงบ้างเหรอ?”
“ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่ดีทีี่สุด…” พอเขาพูดแบบนั้นผมถึงกับหยุดชะงัก เขาชักทำผมอารมณ์ไม่ดี
“อะไรที่ดีที่สุดเหรอ? อะไรที่ดีที่สุดในสภาพแบบนี้น่ะ ไม่มีหรอกนะ ถ้านายอยากหนีออกจากที่นี่ เราไม่มีทางเลือกที่ดีซักทางเดียว กี่ทางก็ต้องมีคนเสียสละ ต้องมีคนตาย” ผมไม่ได้จะโอ้อวดว่าผมรู้เื่เยอะหรือว่าผมรับและอดทนการเสียสละได้หรอก ผมแค่อยากเตือนเขาอีกครั้งว่าเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่
“นายเป็กองกำลังฝ่ายไหนก่อนจะมาที่นี่เหรอ?” เขาถามผม อาจจะสงสัยเพราะผมพูดเหมือนอยู่กับกลุ่มติดอาวุธกลุ่มไหนซักกลุ่ม
“เป็กลุ่มเดี่ยว ๆ ที่ใช้หลักนิยมทางทหารเก่าของเทนญ่าเฉย ๆ”
“อยู่แบบนั้นเป็ยังไงเหรอ?” เสียงของเขาความมั่นใจน้อยลงอย่างชัดเจน
“ก็… แย่เหมือนกันนั่นแหละ ไม่ต้องห่วง… สรุปนายจะเอายังไง”
“นี่… สหาย ฉันชื่อว่าอเล็ก นายชื่ออะไรเหรอ?” อเล็ก ชื่อเหมือนเพื่อนของผมที่ตายไปเลย อยู่ ๆ ก็เริ่มเห็นใจเขาขึ้นมาเลยนะ
“ลีโอ”
“ลีโอ… ช่วยฉันหน่อยสิ… ตอนนี้ที่เหมืองนี้ ฉันสร้างเครือข่ายคนได้ทั้งหมด 21 คน รวมเพื่อนของนายที่ชื่อว่าอาญ่า” พอผมได้ยินตระหนกไม่น้อยที่รู้ว่าชายคนนี้เอาเธอไปเสี่ยงกับเื่บ้า ๆ ด้วย แต่พอคิดดูมันก็ช่วยไม่ได้
“แต่ละคนเป็ยังไงบ้าง?”
“เป็โจรเก่า 7 คน มีประสบการณ์ต่อสู้เล็กน้อยถึงปานกลาง มีสมาชิกเก่าของสมาคมพี่น้อง 2 คนที่มีประสบการณ์ต่อสู้ ที่เหลือเป็แค่คนธรรมดาทั่วไปที่หลบซ้อน ล่าสัตว์ เก็บของจากซากมาประทังชีวิต”
“ยังใช้ไม่ได้หรอก… ต้องมีคนเยอะกว่านั้น… เกินสามร้อยคนถึงจะพอ เพราะถ้าเกิดเื่ผิดพลาดพวกเราจะตายกันหมด ถ้ามีถึงหกร้อยคนยังไงก็แหกออกไปได้ แต่ถ้าทวีคูณจำนวนคนได้อีกก็จะยิ่งดี จำเหตุการณ์ฮอตกที่โซมูตาได้รึเปล่า ที่นั่นมีผู้ก่อการร้ายทั้งหมดเป็แปดร้อยกว่าคนที่เสียชีวิต แลกกับกองกำลังที่ถูกฝึกมาดีของเมริซีแค่สิบกว่าคน ในที่แห่งนี้มันจะยากกว่านั้นอีกเยอะ เพราะเราไม่มีอาวุธอะไรเลย เราเป็พวกตัวผอมแห้งหิวโหยกันหมด แล้วพวกนั้นก็มีอาวุธติดตัว ตำแหน่งของศัตรูก็ได้เปรียบเยอะกว่าเรามาก มีทัั้งกันบัง ทั้งที่สูง ต่อให้ควบคุมพื้นที่ข้างล่างได้ เราก็ตีขึ้นข้าบนไม่ได้อยู่ดี นอกจากจะตายกันเป็เบือ อเล็ก… นายไม่อยากตายใช่รึเปล่า? เพราะว่านายไม่ใช่แค่โดรนพลีชีพ”
“แน่นอน”
“งั้นนายต้องมีคนเยอะกว่านี้…”
“จะเอาจริงใช่รึเปล่า?” อเล็กถามผมเพื่อให้แน่ใจ ทั้งผมและเขาต่างก็กำลังเตือนสติของตัวเองอยู่ เพราะมันเหมือนกับว่าพวกเรากำลังทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ
ผมไม่ลังเลหรอก ผมเคยเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงตายนัดต่อนัดแล้ว 76 ศึกที่ผมผ่านมานั่น มันผ่านมาอย่างยากลำบากทุกครั้ง ะุเฉียดหัวใจผมไปไม่กี่เมตรทุกครั้ง…
ผมคิดว่า แม้ถ้าหากอเล็กไม่มาหา ซักวันผมก็ต้องออกจากที่นี่ให้ได้ จะบ้าหรือไม่บ้า ผมก็อยากออกไปข้างนอก
“ดูสิ…” ผมดูกับอเล็ก
“อะไรเหรอ?…” แน่นอนว่าพวกเรากำลังขุดถ่านกันอยู่ และสภาพของพวกเรามันสุดทรมานเกินทน ผมก็เลยวางที่ขุดลง และยื่นมือของตัวเองให้อเล็กดู เป็มือเปื้อนคาบเืจากถ่านหินที่บาดมือ เป็มือที่ถลอกจนใกล้จะเห็นกระดูก
“มือของพวกเราไง… อเล็ก เราต้องออกจากที่นี่ให้ได้ไวที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายไปมากกว่านี้ ก่อนที่มือของพวกเราจะด้านจนไม่รู้สึกอะไรเลย ก่อนที่คมของถ่านจะฆ่าเราด้วยแผลติดเชื้อ หรือดมฝุ่นจนเกิดโรคทางปอดตาย… อเล็ก… มันไม่เกี่ยวกับว่านายกล้าทำรึเปล่า หรือว่านายจะลงมือกระทำได้มากขนาดไหน อเล็ก… ที่นี่นายมีทางเลือกเดียว คือต้องออกไป” พอผมพูดแบบนั้นไป เขาก็เงียบและขุดต่อ
“รับทราบ” นั่นคือคำเดียวที่เขาพูดออกมา และผมพอใจแล้วที่ได้ยินแบบนั้น