บทที่ 8 สังหารและลบร่องรอย ช่างเป็สมบัติล้ำค่า
เมื่อส่งสวี่ซานอินและสวีตงกลับไปแล้ว ซูฝานพลันถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
‘เกือบไปแล้ว’
‘โชคดีที่สวี่ซานอินมิได้สงสัยต้าเฮยโก่ว ไม่เช่นนั้นเตาหลอมราชันมารคงซ่อนไว้ไม่มิด’
“สวีตงผู้นี้มิใช่คนดีแต่อย่างใด”
“หากมีโอกาส ต้องจัดการเขาให้สิ้นซาก” หลังจากปิดประตูถ้ำ ซูฝานก็นั่งขัดสมาธิบนพื้นเพื่อฝึกฝนเคล็ดพรางกาย
การฝึกฝนวิชาลับทางจิติญญานั้น ต้องอาศัยสติปัญญาในการเข้าใจ
หากต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้ที่มีสติปัญญาดีอาจใช้เวลาเพียงสามถึงห้าวันก็สามารถเข้าใจหลักสำคัญได้ ส่วนผู้ที่มีสติปัญญาด้อยกว่า แม้ใช้เวลาสามถึงห้าเดือน ก็ยังไม่อาจสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
ไม่ต้องสงสัยเลย ซูฝานเป็คนประเภทหลัง
แต่โชคดีที่มีต้าเฮยโก่วคอยอธิบายแก่นแท้และจุดสำคัญของเคล็ดพรางกายให้แก่เขา ทุกอย่างถูกอธิบายอย่างชัดเจน ดังนั้นการฝึกฝนจึงเป็ไปอย่างราบรื่น
…
ยามราตรีเงียบสงัดในป่าทึบ
ซูฝานเริ่มล่าสังหารสัตว์อสูรอีกครั้ง
และในยามนี้ ไม่เพียงแต่ล่าสัตว์อสูรขอบเขตหลอมกายาขั้นต้นเท่านั้น แม้แต่สัตว์อสูรที่มีพลังขั้นกลางก็กลายเป็เป้าหมายของเขาด้วย
เมื่อผ่านการต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ความสามารถในการต่อสู้ของเขาก็ยิ่งน่าเกรงขามมากขึ้น
ในยามนี้ หากเขาไม่ทำอะไรโง่เขลาด้วยการไปยั่วยุสัตว์อสูรที่มีพลังเหนือกว่า โดยพื้นฐานแล้วเขาก็จะไม่ต้องกังวลเื่ชีวิตของตนเอง
หนึ่งคืนผ่านไป เขาสังหารสัตว์อสูรได้เก้าสิบตัว
สัตว์อสูรที่เพิ่งเริ่มก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมกายาแปดสิบตัว สัตว์อสูรที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางอีกสิบตัว
ผลลัพธ์ที่ได้มากกว่าคืนแรกเกือบสองเท่า
“เอ๊ะ!”
ซูฝานโยนร่างของสัตว์อสูรขอบเขตหลอมกายาลงไปในเตาหลอมราชันมาร ปรากฏว่าสามารถสกัดไข่มุกปราณโลหิตระดับหนึ่งออกมาได้ถึงสองเม็ด
“เพราะว่าพลังบำเพ็ญของมันแตกต่างกัน พลังบำเพ็ญที่ไม่เหมือนกัน จำนวนไข่มุกปราณโลหิตที่สกัดได้ก็ไม่เหมือนกัน”
ต้าเฮยโก่วอธิบายเนิบช้า
สัตว์อสูรที่เพิ่งก้าวเข้าสู้ขอบเขตหลอมกายาขั้นต้น สามารถสกัดไข่มุกปราณโลหิตระดับหนึ่งได้หนึ่งเม็ด
สัตว์อสูรขอบเขตหลอมกายาขั้นกลาง สามารถสกัดได้สองเม็ด
และเป็เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ “หากเป็สัตว์อสูรที่บรรลุขั้นบริบูรณ์ของขอบเขตหลอมกายา มิใช่จะสามารถสกัดไข่มุกปราณโลหิตชั้นหนึ่งได้ถึงห้าเม็ดในคราวเดียวหรอกหรือ?”
“อืม” ต้าเฮยโก่วตอบรับอย่างสงบ “หนึ่งคืนได้ไข่มุกปราณโลหิตระดับหนึ่งมาถึงหนึ่งร้อยเม็ด ไม่เลวเลย”
หลังจากสกัดไข่มุกปราณโลหิตจากสัตว์อสูรทั้งหมดแล้ว ซูฝานก็เก็บเตาหลอมราชันมาร เตรียมตัวกลับถ้ำ
ทว่าทันทีที่เขาหมุนตัวกลับ ก็เห็นชายหนุ่มชุดดำยืนอยู่ห่างออกไปสามจั้ง เงียบกริบราวกับิญญา
“สวีตง!” ซูฝานหรี่ตาลง
“มีของล้ำค่าอยู่จริง ๆ” สวีตงมองเตาหลอมราชันมารที่คอของซูฝานด้วยสายตาละโมบ
“ของล้ำค่าอะไรหรือ?” ซูฝานมองพลางถามด้วยความสงสัย
“จะแสร้งทำเป็ไม่รู้ไปไย?”
“ข้าเห็นกับตาตัวเองว่าเ้าใช้หม้อสามขาใบเล็กนั่นหลอมสัตว์อสูรพวกนั้นให้กลายเป็ผลึกโลหิตทั้งหมด การที่เ้าสามารถบรรลุขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ คงเป็เพราะอานุภาพของผลึกโลหิตเ่าั้กระมัง!” สวีตงไม่พูดพล่าม พุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า มือใหญ่ของเขาประหนึ่งกรงเล็บนกอินทรี พุ่งตรงไปที่เตาหลอมราชันมาร
ซูฝานกวาดตามองไปรอบ ๆ เมื่อไม่เห็นสวี่ซานอิน ดวงตาของเขาฉายแววจิตสังหารออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“โก่วเกอ ไป!”
ต้าเฮยโก่วที่ดูเหงาหงอยอยู่เมื่อครู่ ทันใดนั้นก็แยกเขี้ยวคมออกมา กระโจนพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว ะโข้ามศีรษะของซูฝาน แล้วตวัดอุ้งเท้าฟาดฉับ
“อ๊ากกก...”
สวีตงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป ร่างของเขาลอยกระเด็นออกไปราวกับอุกกาบาต ไกลถึงสามจั้ง ก่อนจะกระแทกเข้ากับพุ่มไม้ เืสดไหลอาบศีรษะ
“เก่งกาจ!” ซูฝานชูนิ้วโป้งให้กับต้าเฮยโก่ว แล้วคว้าก้อนหินขนาดเท่าชามใบใหญ่จากพื้น พุ่งเข้าใส่สวีตง
“เกิดอะไรขึ้น?”
สวีตงนอนอยู่ในพุ่มไม้ รู้สึกมึนงงไปหมด
‘ถูกสุนัขตัวหนึ่ง… โจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว?’
“สัตว์เดรัจฉานที่ไม่รู้จักบุญคุณ ข้าจะฆ่าเ้าให้ตาย!” สวีตงได้สติกลับมา ลุกขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว
ทว่าเพิ่งจะลุกขึ้นมา ซูฝานก็คว้าก้อนหินเข้ามาโจมตี ทุ่มลงมาอย่างรุนแรง
ผัวะ!
อีกครั้งที่ศีรษะอันน่าสงสารต้องรับเคราะห์! ศีรษะแตกกระจาย เืสดกระเซ็นไปทั่ว!
“อ๊าก!!!”
สวีตงกุมศีรษะของตน ร้องครวญครางอย่างทรมาน
“เ้าช่างต่ำช้า ไฉนถึงได้ชั่วร้ายถึงเพียงนี้? วันแรกเ้าพยายามจะแย่งศิลาิญญาของข้า เมื่อวานก็คิดจะทำร้ายข้าต่อหน้ามารเฒ่า วันนี้ก็พยายามมาแย่งเตาหลอมราชันมารของข้าอีก เ้าคิดว่าข้าเป็คนที่ใคร ๆ ก็รังแกได้หรือไร?” ซูฝานที่โกรธจัด คว้าก้อนหินแข็ง ๆ แล้วฟาดใส่ศีรษะของสวีตงอย่างไม่หยุดหย่อน
ไม่นานนัก… สวีตงที่นอนแผ่อยู่บนพื้นด้วยลมหายใจรวยรินก็เอ่ยเสียงอ่อนแรงว่า “ซูฝาน ข้าเป็ศิษย์ของผู้าุโ เ้ากล้าฆ่าข้าหรือ ผู้าุโจะไม่ปล่อยเ้าไว้...”
ซูฝานคว้าก้อนหินขึ้นมา แล้วทุบลงไปที่ปากของสวีตงทันที ปากของเขาเละเทะเป็เนื้อเหลว ฟันแตกกระจายเกลื่อนพื้น
“ไม่รู้จักสงบปากสงบคำบ้างเลย คิดว่าข้าเป็เด็กที่ถูกขู่ให้กลัวมาั้แ่เยาว์วัยหรือไร” ซูฝานกลอกตาอย่างเหลืออด
ยามนี้ การออกปากข่มขู่ย่อมเป็การกระทำที่โง่เขลาที่สุด เขาจึงโยนก้อนหินทิ้งไป แล้วยื่นมือล้วงลงไปในอกเสื้อของสวีตงอย่างรวดเร็ว!
ดวงตาของเขาเป็ประกายวาบขึ้นเมื่อคลำเจอถุงเก็บของใบหนึ่ง “มีถุงเก็บของจริง ๆ ด้วย สมกับเป็ศิษย์ของผู้าุโ ขอบคุณมากนะศิษย์พี่สวี”
ซูฝานยิ้มกว้าง
กำลังกังวลว่าไม่มีถุงเก็บของ ไม่คิดว่าคนผู้นี้จะมาส่งให้ถึงที่เสียเอง เช่นนั้นเขาคงไม่ต้องเกรงใจแล้ว
ต้าเฮยโก่วถามว่า “จะจัดการอย่างไร?”
“ยังต้องถามอีกหรือ?”
ซูฝานหยิบเตาหลอมราชันมารออกมา
เมื่อเตาหลอมราชันมารขยายใหญ่ขึ้น เขาก็อุ้มสวีตงขึ้นมาแล้วโยนเข้าไปในหม้อโดยตรง
“ฮ่า ๆ!” ต้าเฮยโก่วแยกเขี้ยว
ข้าไม่ได้มองผิดแน่ เ้าหนุ่มน้อยผู้นี้มีศักยภาพที่จะเป็ราชันมารน้อยอย่างแท้จริง
พร้อมกับเสียงร้องครวญครางด้วยความเ็ป สวีตงก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว ราวกับระเหยหายไปจากโลกมนุษย์
ซูฝานก้าวเข้าไปดูใกล้ ๆ วิชาบำเพ็ญขอบเขตหลอมกายาขั้นปลายนั้น สามารถสกัดไข่มุกปราณโลหิตระดับหนึ่งได้สามเม็ดจริง ๆ
ต้าเฮยโก่วกล่าวอย่างล้อเลียนว่า “เ้าสังหารศิษย์ของสวี่ซานอินไป เ้าเตรียมจะอธิบายกับเขาอย่างไร?”
“สวีตงเป็ข้าที่สังหารหรือ? เ้าเห็นหรือ? อย่างไรเสียข้าก็ไม่เห็นเขา และข้าก็ไม่เคยสังหารใคร ข้าไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน?”
ซูฝานยักไหล่
เตาหลอมราชันมารไม่เพียงแต่สามารถสกัดไข่มุกปราณโลหิตได้เท่านั้น แต่ยังเป็สมบัติวิเศษชั้นดีในการทำลายศพให้สูญสลายได้อีกด้วย
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนึ่งพลันดังขึ้น และกำลังเร่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว