อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 95 ได้รับการยอมรับ

    บทที่ 95 ได้รับการยอมรับ




    “เธอ....คือสิบเอกอันที่จะมาช่วยสรุปงานวิจัยชิ้นก่อนของฉันสินะ” จ่าสิบโทรุ่ยเป็นคนทำลายความเงียบก่อน หลังจากที่เห็นว่าเด็กสาวตรงหน้านั้นมีความสงบเกินกว่าที่เด็กอายุไม่ถึง 20 ปีจะทำได้ 


                


    ในฐานะที่เขามียศเป็นถึง “จ่าสิบโท” ซึ่งดูเหมือนจะมากกว่าซูหยวนไม่เท่าไร แต่สำหรับ “จ่าสิบโท” ในฝ่ายศึกษาและวิจัยนั้นไม่เหมือนจ่าสิบโทของฝ่ายปฏิบัติการ ทุกคนรู้ดีว่าจ่าสิบโทรุ่ยที่ได้ตำแหน่งนี้ตั้งแต่อายุน้อยนั้นเป็นผู้มีพรสวรรค์ขนาดไหน อย่างไรก็ตาม...คนที่มีพรสวรรค์เป็นพิเศษอย่างเขา มักจะไม่ใช่คนปกติ


                


    จ่าสิบโทรุ่ยคือคนที่จะยืนยันความพิเศษนั้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากความพิเศษของเขาก็คือนิสัยที่ “บ้างาน” เกินไป เขามักจะเดินไปเดินมาอยู่ในห้องทำงานของตนเอง หัวสมองหนึ่งเดียวนี้ไม่เคยหยุดคิดพิจารณาสิ่งต่างๆเลย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเขาไม่ค่อยเสียเวลาพูดคุยกับคนอื่น ต่อให้หัวหน้าระดับสูงกว่าจะส่งคนมาช่วยเขา แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่จ่าสิบโทรุ่ยต้องการก็มักจะไม่ได้พูดออกมา และมันก็ทำให้เขาได้ทำงานคนเดียวอยู่บ่อยๆ


                


    หลายคนมาทำงานกับเขาได้ไม่กี่เดือนก็ต้องขอย้ายออกไป เพราะไม่มีใครไล่ตามความคิดของจ่าสิบโทรุ่ยได้ทัน พวกเขาต่างก็เข้าใจว่าจ่าสิบโทรุ่ยไม่ต้องการตนเอง สุดท้ายกลายเป็นความกดดันและทำให้อยู่ช่วยงานต่อไม่ได้


                


    นับว่านี่เป็นครั้งแรกของเขา ที่จู่ๆสิ่งที่อยู่ในใจของตนก็มีคนเข้าใจโดยที่ไม่ต้องพูดออกมา แน่นอนว่าตัวเขาไม่ได้คาดหวังให้คนอื่นมาเข้าใจอยู่แล้ว แต่หลายครั้งที่การทำอะไรด้วยตนเองมันถือเป็นการเสียเวลามาก ถ้าหากเขาเป็นพวกที่อธิบายเก่ง พูดความต้องการของตนเองออกมาได้เก่งเหมือนกับหัวหน้าทีมวิจัยคนอื่นๆ งานก็คงจะเดินหน้าไปมาก แต่ไม่รู้เป็นอะไร...พอเข้าโหมดทำงานจริงจังทีไร เขาก็มักจะพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าจะต้องอธิบายยังไงให้คนอื่นๆช่วยจัดการงานที่กำลังทำอยู่ได้


                


    อย่างเช่นครั้งนี้ เขาต้องการหาเอกสารเกี่ยวกับกระบวนการเผาไหม้ของนิวเคลียสในเซลล์พวกกลายพันธุ์ที่ใช้พลังงานจริง แต่เขาไม่ได้พูดมันออกมา ไม่ได้ขอให้ซูหยวนช่วยเหลือ นั่นเพราะเขาคิดว่าถ้าต้องอธิบายว่าตอนนี้เขากำลังหาข้อมูลกระบวนการเผาไหม้ของนิวเคลียส เพื่อให้ซูหยวนช่วยหาเอกสาร ไม่เท่ากับว่าเขาต้องอธิบายตั้งแต่เริ่มเลยหรือว่ากระบวนการเผาไหม้ของนิวเคลียสนี้คืออะไร แล้วเขาต้องการเอามันมาทำอะไร


                


    ไม่สิ! ต่อให้อธิบายทั้งหมดจนจบแล้ว คนที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่แรก ไม่ใช่คนที่จัดเก็บเอกสารทั้งหมดจะหาเอกสารนั้นเจอหรือ?


                


    พอคิดไปคิดมา คิดมากเข้า สุดท้ายก็ติดเป็นนิสัย จ่าสิบโทรุ่ยจึงเลือกที่จะเดินวนไปวนมาเพื่อหาเอกสารต่างๆด้วยตนเอง ถ้าจนสุดท้ายแล้วเขาไม่สามารถหาเอกสารนั้นได้ ก็แค่ต้องคิดทฤษฎีใหม่เท่านั้น หรือไม่ก็รื้อข้อมูลใหม่ทั้งหมดเพื่อทำสรุปกระบวนการเผาไหม้นิวเคลียสใหม่


                


    พอเป็นแบบนี้ ก็รู้เหตุผลแล้วว่าทำไมงานของเขาไม่ค่อยเดินหน้านัก ทั้งๆที่เขาเป็นอัจฉริยะอีกคนหนึ่งที่น่าจับตามองเลย!


                


    ทว่า...สิบเอกอัน เด็กสาวอายุน้อยที่เพิ่งเข้ามาในห้องทำงานของเขาเป็นครั้งแรกกลับพูดถึงความต้องการของเขาออกมาได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่นั้น...แต่เธอยังชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของเอกสารที่ควรจะวางเอาไว้ด้วย 


                


    จ่าสิบโทรุ่ยไม่รู้หรอกว่าเอกสารจะอยู่ที่นั่นจริงหรือไม่ แค่สิบเอกอันคนนี้สามารถเข้าใจความคิดของเขาได้เพียงการสังเกต เขาก็บอกได้เลยว่าเจอกับผู้ช่วยที่ตามหามาทั้งชีวิตแล้ว




    “ใช่ค่ะจ่าสิบโทรุ่ย ฉันรับงานสรุปเอกสารการวิจัยเกี่ยวกับหุ่นรบอินทรีย์เพื่อที่จะนำไปเสนอประธานจางในการขอเงินสนับสนุนอีกครั้งค่ะ”




    “อืม ฉันรู้อยู่แล้ว พวกเขาบอกว่าข้อมูลที่ฉันสรุปให้นั้นอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็เลยจะให้คนมาช่วยสรุปอีกที” จ่าสิบโทรุ่ยมองหน้าซูหยวนอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อ




    “เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันกำลังหาข้อมูลอะไรอยู่ หรือว่า....เธอได้ศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียสพวกกลายพันธุ์มาบ้างแล้ว?” เมื่อได้ยินคำถาม ซูหยวนก็ส่ายหน้าเบาๆด้วยรอยยิ้ม




    “ฉันไม่ได้ศึกษาอะไรที่ลึกซึ้งขนาดนั้นหรอกค่ะ ก็แค่เห็นว่าเอกสารล่าสุดที่กองอยู่ส่วนใหญ่เกี่ยวกับนิวเคลียสและเส้นทางการใช้พลังงาน ยังมีเอกสารที่เกี่ยวกับการเผาไหม้ของพลังงาน และเอกสารการระเหิดของพลังงานกลายเป็นแรงขับเคลื่อน ยังมีท่าทางของคุณที่เดินไปดูบนชั้นหนังสือเกี่ยวข้องกับการพัฒนาในระดับเซลล์ของพวกกลายพันธุ์ รวมทั้งการตามหาเอกสารของจ่าสิบโทรุ่ยที่มักจะสนใจไปยังเอกสารที่มีคำว่า “การเผาไหม้” อยู่เสมอ”




    “ด้วยสิ่งที่เห็นนี้ ทำให้ฉันสามารถคาดเดาได้ไม่ยากค่ะ ดังนั้นจึงถือวิสาสะ ช่วยคุณตรวจสอบเอกสารที่ต้องการทางสายตาค่ะ อันที่จริงต้องบอกว่า...ความสามารถนี้เองที่ทำให้ฉันกลายเป็นหนึ่งในทีมวิจัยของอาจารย์เหวินค่ะ” ซูหยวนไม่เคยถ่อมตัว เมื่อเธอต้องพูดเพื่อดึงความสนใจ เธอก็ทำมันได้จริงๆ 


                


    จ่าสิบโทรุ่ยมองดูเด็กสาวที่อธิบายอย่างจริงจัง เวลานั้นเขากลับรู้สึกถูกชะตาอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก หัวของเขาขยับขึ้นลงซึ่งแสดงออกว่าเขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว




    “เป็นทักษะสังเกตที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่ร้อยโทจางจะพาเธอมาที่นี่ด้วยตัวเอง” 




    เขาว่าอย่างนั้นก่อนจะเดินไปที่ชั้นเอกสารที่เกี่ยวกับเซลล์ของพวกกลายพันธุ์ ใช้เวลาไม่นานก็ถือเอกสารที่ตนเองต้องการ สีหน้าของเขาแสดงความผ่อนคลายออกมาไม่น้อย หากเขาหาเอกสารนี้ไม่เจอ แล้วสุดท้ายก็ต้องรวบรวมใหม่ เท่ากับว่าเขาต้องเสียเวลาที่สรุปมันมา 6 เดือนก่อนหน้านี้เพื่อที่จะทำเรื่องเดิมใหม่ 




    จ่าสิบโทรุ่ยเคยหงุดหงิดตัวเองที่เป็นแบบนี้เสมอ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาคาดหวังว่าจะได้เจอแนวทางการพัฒนาใหม่ๆ เขาคงจะท้อเพราะจุดอ่อนของตนเองเช่นนี้ไปแล้ว




    “ถ้าเธอทำสรุปเสร็จแล้ว ฉันจะทำเรื่องขอไปยังร้อยโทจางเพื่ออนุมัติมอบภารกิจใหม่ให้ หากเป็นไปได้...ทุกๆเวลาว่างของเธอ ก็อยากจะให้มาช่วยฉันทำงานวิจัยนะ”


                


    เห็นได้ชัดว่าจ่าสิบโทรุ่ยพอใจกับความสามารถของซูหยวนอย่างแท้จริง ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กสาวกำลังเรียนอยู่ บางทีเขาอาจจะขอให้ซูหยวนมาอยู่ในทีมวิจัยของเขาตลอดไปเลยก็ได้




    อย่างไรก็ตาม...คำขอพิเศษนี้กลับทำให้ซูหยวนขมวดคิ้ว ถึงเธอจะคิดว่าจ่าสิบโทรุ่ยเป็นคนดี แต่เธอก็พูดไปก่อนหน้านี้แล้ว...จ่าสิบโทรุ่ย เส้นทางการเติบโตของเขายากลำบากเกินไป! ซูหยวนไม่ต้องการติดตามหัวหน้างานที่รับเพียงงานหนักแต่ไม่รับความดีความชอบคนนี้ สำหรับเธอแล้ว...เมื่อไรก็ตามที่ลงแรง จะต้องได้รับผลประโยชน์กลับมา เธอไม่มีทางเหนื่อยฟรี




    “ต้องขออภัยด้วยค่ะจ่าสิบโทรุ่ย แม้ว่าฉันจะชื่นชมและอยากทำงานร่วมกับคุณ แต่ฉันเข้ามาในกองทัพฝ่ายปฏิบัติการค่ะ นอกจากนี้...ฉันก็เป็นนักเรียนทุนขององค์กรนักล่าสกุลจาง ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง ฉันมีความสนใจเรื่องการล่าพวกกลายพันธุ์และเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ของตนเองมากกว่าการทำวิจัยค่ะ ดังนั้นฉันจึงต้องใช้เวลาไปกับการฝึกซ้อมการต่อสู้และเข้าร่วมภารกิจด่านหน้าค่ะ”


                


    ซูหยวนปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา ทำเอาจ่าสิบโทรุ่ยถึงกับไปไม่เป็น




    “เธอมีพรสวรรค์ในการศึกษาวิจัยอย่างแท้จริง แม้การล่าพวกกลายพันธุ์ก็คือการทำประโยชน์เพื่อมนุษย์ชาติ แต่การทำงานวิจัยสำเร็จไปได้ 1 งาน อาจหมายถึงว่าเธอสามารถช่วยเหลือนักล่าได้นับร้อยนับพันคน ซึ่งมีแค่พวกเราเท่านั้นที่จะทำแบบนี้ได้! พวกนักล่า อย่างมากก็ล่าได้ไม่เกินสามสี่ร้อยตัวในหนึ่งปี คิดดูเอาเถอะ เห็นแบบนี้แล้ว...เธอก็ยังอยากที่จะอยู่ฝ่ายปฏิบัติการหรือ?”




    “ฉันเข้าใจที่จ่าสิบโทรุ่ยกำลังจะบอกค่ะ แต่มันเป็นความฝันของฉันไปแล้ว” ซูหยวนไม่ได้ตอบกลับไปมากกว่านี้ เธอสบตากับจ่าสิบโทนิ่ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะเป็นผู้ยอมแพ้อีกครั้ง




    “เอาเถอะ ฉันไม่สามารถบังคับใครได้ อย่าลืมก็แล้วกัน...หากเธอมีเวลาว่างจากสิ่งที่ต้องการทำ เช่นนั้นก็มาพบฉันที่กองทัพ เพียงแค่เธอรับปากจะช่วยงาน ฉันสามารถขอคะแนนภารกิจให้ได้ทันที” 


                


    จ่าสิบโทหนุ่มไม่ยอมแพ้ เขายังทิ้งความหวังสุดท้ายให้เธอ ทางซูหยวนเองก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจนี้ เอาไว้วันข้างหน้าที่เธออยากจะพักผ่อนหรืออยากหาข้อมูลอ่านเล่น เธอจะค่อยแวะมาหาเขา ช่วยเขาจัดเอกสารและข้อมูลทั้งหมดเอง




    “ขอบคุณจ่าสิบโทค่ะ ครั้งนี้ฉันจะช่วยงานของท่านก่อนที่จะสรุปใจความสำคัญของการศึกษาหุ่นรบอินทรีย์ค่ะ แล้วก็...เพื่อให้ต่อไปทำงานได้ง่ายขึ้น ฉันจะขอเข้ามาวุ่นวายกับการจัดเอกสารหน่อยนะคะ” 




    “การจัดเอกสารหรือ? ทุกวันนี้ฉันก็พยายามจัดเอกสารแล้วนะ แต่พอถึงตอนที่ต้องเอาข้อมูลออกมาใช้ ก็ต้องรื้อทั้งหมดอยู่ดี” เขาบ่นออกมาด้วยความท้อใจ




    “ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะลองดูก่อน ถ้าท่านไม่พอใจ เช่นนั้นก็แค่กลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ถ้าท่านคิดว่ามันดี...เช่นนั้นก็จะนับว่าเป็นความสุขของฉันที่ได้ช่วยเหลือท่านค่ะ” ซูหยวนเผยรอยยิ้มจริงใจออกมา




    “ถ้าอย่างนั้นก็ฝากด้วยแล้วกัน” จ่าสิบโทรุ่ยพยักหน้าให้เด็กสาว ก่อนที่เขาจะรีบกลับไปทำงานของตนเองต่อไป ซูหยวนมองดูแผ่นหลังผอมแห้งของอีกฝ่ายแล้วก็ถอนหายใจออกมา ถ้าจ่าสิบโทรุ่ยเป็นพวกทำงานเอาหน้าสักหน่อย เธอก็คงจะตอบตกลงเขาไปแล้ว น่าเสียดาย...นับว่าน่าเสียดายจริงๆ


                


    หญิงสาวไม่ได้เสียเวลามากนัก หลังจากที่เธอรับปากว่าจะช่วยเหลือจ่าสิบโทรุ่ยจัดการเอกสารแล้ว เธอก็ทำเช่นนั้นจริงๆ แต่ต่างจากที่สถาบัน ที่นั่นเป็นการทำงานวิจัยเฉพาะเรื่อง เมื่อศึกษาวิจัยจบแล้ว ข้อมูลทั้งหมดก็จะส่งต่อไปยังกลุ่มองค์กร ฝ่ายทางการ หรือใครก็ตามที่เป็นผู้มอบเงินทุนสนับสนุนการศึกษาเพื่อให้พวกเขาใช้ประโยชน์จากความสำเร็จนี้




    ทว่า....ถ้าเป็นการวิจัยให้กองทัพ เอกสารทั้งหมดที่คนๆนั้นทำมาจะมาอยู่ที่ห้องของพวกเขา เนื่องจากทุกคนรู้ดีว่าการศึกษาวิเคราะห์ของผู้วิจัยนั้นส่วนใหญ่จะมีทิศทางเหมือนกันทั้งหมด เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ทุกคนจึงปล่อยให้ห้องส่วนตัวของเขามีชั้นเก็บเอกสารทั้งหมดที่ได้ศึกษามาทั้งชีวิต หากมีนักวิจัยคนอื่นอยากได้เอกสารเพื่อสนับสนุนความคิด เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องทำเรื่องขอยืมอย่างเป็นทางการ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีสิทธิ!




    ซูหยวนใช้เวลาครึ่งวัน จึงจะสามารถจัดระเบียบเอกสาร 2 ตู้ได้สำเร็จ มองดูตู้ทั้งหมดที่จ่าสิบโทรุ่ยครอบครอง เธอก็เกือบจะตาลายแล้ว




    ดีที่การจัดเอกสารเหล่านี้จะยากเพียงช่วงแรกเท่านั้น หลังจากที่ซูหยวนทำเอกสารแม่แบบแรกสำเร็จ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอีกต่อไป




    เธอออกไปเพื่อขอให้ทหารยศระดับต่ำกว่าเข้ามาที่ห้องทำงานของจ่าสิบโทรุ่ยเพื่อช่วยจัดเอกสารเหล่านี้ ซูหยวนแจกแม่แบบให้กับทุกคน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ...การเขียนหมายเลขกำกับให้ชัดเจน




    ที่หน้าตู้เก็บเอกสาร จะมีรายละเอียดบอกว่าตู้เอกสารนี้จะมีหนังสือหมายเลขอะไรบ้างวางอยู่ในนี้ ซึ่งหมายความว่าซูหยวนจะให้คนเขียนหมายเลขเอาไว้บนหน้าปกด้วย ความรู้นี้เธอลอกเรียนมาจากวิธีการเก็บหนังสือที่ห้องสมุด ทุกครั้งจะมีบาร์โค้ดอยู่ 1 อัน ก็เพื่อให้ห้องสมุดสามารถแสกนเก็บรายละเอียดการหยิบยืม รวมไปถึงสถานที่จัดเก็บได้




    เธอได้กำหนดให้ตัวแทนตู้เอกสารเรียงจาก “A-R” รวมเป็น 18 ตู้ ซึ่งถ้าในอนาคตยังมีตู้เข้ามาใหม่ เช่นนั้นก็ต้องเพิ่มตู้เอกสารที่เริ่มต้นด้วย “S” แล้ว




    หลังจากตัวอักษรตัวแรกแล้ว ต่อไปจะเป็นหมายเลขชั้นวาง ซึ่งจะกำหนดเป็นเลขตัวเดียว เพราะชั้นทั้งหมดของตู้ทั้ง 18 ตู้นี้ ยังไม่มีอันไหนเกิน 10 เลยสักตู้เดียว 




    เมื่อได้หมายเลข 2 ตัวแรกแล้ว ต่อไปก็จะเป็นเลข 4 หลัก ซูหยวนเขียนหมายเลขตั้งแต่ 0001 ไปเรื่อยๆ มีเอกสารมากเท่าไรที่ตู้ A ชั้น 1 เธอก็จะใส่มันลงไป พอหมดชั้น 1 แล้ว ต่อไปก็จะกลายเป็น 0001 ของชั้นที่สอง สุดท้ายแล้วจะได้ตัวเลขระบุรายการเอกสารคือ A10001 เป็นต้น




    ซึ่งสุดท้ายสำคัญที่สุด นั่นก็คือการเขียนชื่อเอกสารกำกับเอาไว้ด้านหลัง เพื่อให้ผู้ศึกษาหาได้ง่ายๆเพียงกวาดสายตามอง เธอใส่รายละเอียดของชื่อเอกสารเอาไว้ในใบแม่แบบแรก และจะเป็นแม่แบบที่วางอยู่ในคู่มือการใช้ตู้เอกสารพวกนี้




    หลังจากอธิบายให้ทหารที่เข้ามาช่วยงานฟัง พวกเขาก็มองซูหยวนด้วยสายตาชื่นชม ไม่มีใครคิดว่าการเก็บเอกสารแบบนี้ก็มีด้วย ที่ผ่านมา...หลายคนถูกไหว้วานไปช่วยนักวิจัยระดับสูงจัดการเอกสารอยู่เสมอ ความยากก็คือ...พวกเขาไม่รู้ว่าเอกสารที่กองอยู่ทั้งหมดควรจะต้องเก็บไว้ที่ไหนบ้าง




    บางครั้งเก็บเอกสารไปแล้ว เจ้าของเอกสารตามหาเอกสารนั้นไม่เจอก็เรียกพวกเขาที่ช่วยจัดเรียงเอกสารนั้นไปพบ แน่นอนว่าเบื้องต้นพวกเขาเพียงต้องการสอบถามว่าเอกสารอยู่ที่ไหน แต่พวกนักวิจัยคิดจริงๆหรือว่าพวกเขาจะจำได้น่ะ




    งานศึกษาก็ไม่ใช่งานของตนเอง ถ้าเป็นงานที่ตัวเองสนใจก็อาจจะแอบอ่านหรือแอบจำตำแหน่งเอกสารเอาไว้บ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ยากเย็นเกินไป พวกเขาเพียงมองผ่านๆก็เกือบจะอาเจียนแล้ว ดังนั้นจะอยากไปจดจำเอกสารพวกนั้นเพื่ออะไร




    สุดท้าย งานก็ไปช่วยจนเหน็ดเหนื่อย ไม่มีความดีไม่พอ กลับต้องรับผิดชอบอีกต่างหาก! ถ้านักวิจัยใจดีก็แล้วไป ถ้าเจอกับคนใจร้ายดุดันล่ะก็...พวกเขาก็คือที่ระบายอารมณ์ดีๆนี่แหละ




    “ท่านสิบเอกอัน นี่เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมจริงๆเลยครับ”




    “ใช่แล้วๆ ต่อไป...ถ้าท่านจ่าสิบโทรุ่ยเรียกคนมาช่วยจัดเก็บเอกสารอีก ฉันก็คงจะอาสามาช่วยอย่างไม่ลังเลเลย”




    “ใช่ ฉันก็เหมือนกัน ต่อไปก็แค่ดูว่าพวกมันควรจะอยู่ตู้ไหน ชั้นไหนก็เท่านั้น ยังสามารถไล่วางเอกสารตามหมายเลขอีกต่างหาก ... มีวิธีการจัดการดีขนาดนี้แล้ว พวกเราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิอีกเลย”




    “ท่านจ่าสิบโทรุ่ยก็ทำงานง่ายด้วย ต่อไปเพียงอ่านรายชื่อเอกสารที่ต้องการ เพียงบอกหมายเลขเท่านั้น อยากจะให้คนเอาอะไรให้ก็ทำได้แล้ว ไม่เหมือนกับที่ผ่านๆมา กว่าจะอธิบายได้ว่าต้องการเอกสารอะไร ทำเอาเปลืองน้ำลาย เปลืองสมองที่ต้องคิดคำอธิบายอีกมาก”




    “ฮ่าๆ ก่อนหน้านี้มีแต่คนเลี่ยงมาเป็นผู้ช่วยท่านจ่าสิบโทรุ่ย ต่อไปคงจะมีแต่คนแย่งกันมาแน่นอน” หลายคนต่างก็ชมเชยซูหยวนเกี่ยวกับกระบวนการจัดเรียงเอกสารพวกนี้


                


    ซูหยวนไม่ได้หวงเลย เธออยากจะเปิดเผยวิธีการให้พวกเขาทั้งหมดรู้ด้วยซ้ำ นี่ก็เพื่อความง่ายและสะดวกสำหรับคนที่ต้องใช้เอกสารต่อด้วย


                


    นอกจากนี้....เธอที่ทำเหมือนว่าช่วยเหลือจ่าสิบโทรุ่ยในการจัดเอกสาร ที่จริงก็แค่ขอยืมแรงงานจากคนอื่นเพื่อทำงานให้ตนเองเท่านั้น อย่าลืมว่าไม่ใช่แค่จ่าสิบโทรุ่ยที่ต้องใช้เอกสารพวกนี้ ตัวเธอที่ต้องทำหน้าที่สรุปงาน ก็ต้องใช้เอกสารเหล่านี้เช่นกัน 


                


    ในขณะที่ทหารเหล่านี้เต็มใจทำงานหนักเพื่อจ่าสิบโทรุ่ย ซูหยวนที่เป็นคนได้รับความดีความชอบ ถูกเชิดชูว่าเป็นเด็กมีน้ำใจ เวลานี้ก็สามารถใช้งานคนอื่นเพื่อลดภาระหนักให้ตนเองได้อีกครั้งแล้ว




    ………………………..