ข่าวการล่มสลายของกองทหารเกราะเหล็กนับสิบ และภาพเสนาบดีจ้าวซิ่นที่ต้องคุกเข่าโขกศีรษะหน้าหอโอสถ์ แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงต้ามู่ราวกับไฟลามทุ่ง
ชื่อของ ‘เถ้าแก่หลิน’ กลายเป็ฝันร้ายที่ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน ในขณะเดียวกัน สรรพคุณโอสถระดับนภาที่สามารถยื้อชีวิตและรักษาได้ทุกสรรพโรค กลับกลายเป็ความปรารถนาสูงสุดที่ทุกคนยอมแลกด้วยิญญา
ณ เรือนเหมันต์ในจวนแม่ทัพเถียนเฟิง
เพล้ง!
คันฉ่องทองเหลืองถูกขว้างอัดกำแพงจนแหลกละเอียด เม่ยอิงนั่งหอบหายใจอย่างเกรี้ยวกราดอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือที่เคยงดงามและอวบอิ่มบัดนี้มีรอยเหี่ยวย่นจางๆ ปรากฏขึ้น เช่นเดียวกับหางตาที่เริ่มมีริ้วรอยคล้ำเสีย
นี่คือผลข้างเคียงจากการนำ สมุนไพรฤทธิ์ร้อนมาปรุงเป็ยาประทินโฉมด้วยตนเองอย่างมั่วซั่ว เพราะนางไม่มีความรู้วิชาโอสถขั้นสูงเหมือนเม่ยหลิน สองปีมานี้ ยิ่งนางพยายามปรุงยาเพื่อเสริมความงามและมัดใจสามี กลับกลายเป็ยิ่งเร่งความชราให้เยือนเร็วขึ้น
"ฮูหยิน... โปรดระงับโทสะเถิดเ้าค่ะ" สาวใช้คนสนิทคุกเข่าตัวสั่นอยู่กับพื้น
"ระงับโทสะ? จะให้ข้าระงับโทสะได้อย่างไร!" เม่ยอิงตวาดลั่น
"ท่านพี่ ไม่เคยก้าวเท้าเข้าเรือนข้ามาสองปีเต็ม บัดนี้ใบหน้าข้าเริ่มมีริ้วรอย หากเขาเห็นเข้า ข้าจะเอาสิ่งใดไปสู้พวกคุณหนูตระกูลอื่นที่จ้องจะปีนเตียงเขา! ไป... ไปเอาทองคำสิบหีบในคลังตระกูลเม่ยออกมา! ข้า้าโอสถระดับนภา ของหอโอสถ์นั่น ไม่ว่าต้องจ่ายเท่าใดก็ต้องซื้อมันมาให้ข้า!"
"แต่... ฮูหยินเ้าคะ เถ้าแก่หลินผู้นั้นประกาศกฎชัดเจนว่าไม่รับทองคำ ซ้ำยัง..."
"หุบปาก! บนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่เงินซื้อไม่ได้ หากมันไม่เอาทอง ข้าก็ยัดเยียดให้มันจนกว่ามันจะยอม ไปจัดการเดี๋ยวนี้!"
กลางยามเซิน ถนนหน้าหอโอสถ์ยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาเฝ้ารออย่างสิ้นหวัง
เสียงล้อรถม้าหนักอึ้งบดทับถนนหิน ขบวนบ่าวไพร่จากจวนแม่ทัพนับสิบคนแบกหีบทองคำสิบใบมาตั้งตระหง่านหน้าประตูหอโอสถ
พ่อบ้านจวนแม่ทัพซึ่งเป็คนของเม่ยอิง ยืนเชิดหน้าชูตา ประกาศเสียงกร้าวด้วยความจองหอง
"ฮูหยินแม่ทัพเถียนเฟิง มีคำสั่งให้มอบทองคำสิบหีบนี้เพื่อแลกกับ โอสถประทินโฉมระดับนภา หนึ่งเม็ด! เถ้าแก่หลินจงเปิดประตูรับทองคำนี้ไปเสีย!"
ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างรอดูว่าเถ้าแก่หลินผู้โอหังจะรับมือกับอำนาจของฮูหยินแม่ทัพอย่างไร
แอ๊ด...
ประตูไม้เปิดออก ผู้ที่เดินออกมามิใช่เม่ยหลิน แต่เป็ ‘อาฉือ’ ลูกจ้างร่างกำยำที่เม่ยหลินรับเข้ามาดูแลความเรียบร้อย เขาแบกถังน้ำถูพื้นใบใหญ่ออกมา
พ่อบ้านยิ้มหยัน
"หึ! ในที่สุดก็ยอมใจอ่อนสินะ รีบเรียกนายของเ้าออกมา..."
ซ่า!!
ยังไม่ทันสิ้นประโยค อาฉือก็สาดน้ำถูพื้นสีดำขุ่นสกปรก โครมเข้าใส่หีบทองคำทั้งสิบใบและร่างของพ่อบ้านจนเปียกมะลอกมะแลกไปทั้งตัว กลิ่นเหม็นหึ่งคลุ้งไปทั่วบริเวณ
"เ้า! เ้าทำบ้าอะไร!" พ่อบ้านปาดน้ำสกปรกออกจากหน้า แผดเสียงร้องด้วยความโกรธแค้น
อาฉือวางถังไม้ลง ยิ้มเยาะเย้ยและเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวานให้คนทั้งถนนได้ยิน
"เถ้าแก่ของข้าฝากคำพูดมาถึงฮูหยินของพวกเ้า... นางบอกว่า เศษทองขยะเหล่านี้ ไม่คู่ควรแม้แต่จะนำมาเช็ดพื้นหอโอสถ์"
ฝูงชนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ คำด่านี้ช่างตบหน้าฮูหยินแม่ทัพกลางสี่แยกอย่างเืเย็น
อาฉือกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
"เถ้าแก่ยังฝากบอกอีกว่า... โอสถของข้าขัดเกลามาเพื่อผู้มีวาสนาและปัญญา หาใช่มีไว้ให้สตรีตื้นเขินนำไปพอกหน้าเพื่อหลอกตาผู้คน... หากฮูหยินของพวกเ้าเก่งกาจนัก ก็จงกลับไปใช้ความรู้จอมปลอมของตระกูลนางปรุงขึ้นมาเองเถิด อย่าได้เอาเศษทองมาทำตัวน่าสมเพชที่หน้าหอของข้าอีก!"
สิ้นคำพูด อาฉือก็ยกเท้าขึ้น
เปรี้ยง!
ถีบยอดอกพ่อบ้านจวนแม่ทัพจนกระเด็นกลิ้งโค่โร่ไปคลุกฝุ่นพร้อมกับหีบทองคำที่ล้มระเนระนาด
"ไสหัวไป! อย่ามาทำพื้นหอของเถ้าแก่ข้า สกปรก"
อาฉือตะเพิด ก่อนจะปิดประตูดัง
ปัง!
บ่าวไพร่จากจวนแม่ทัพต่างลนลานหอบทองคำและหิ้วปีกพ่อบ้านวิ่งหนีหางจุกตูด ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นคนของจวนแม่ทัพเสียหน้าถึงเพียงนี้มาก่อน
ในมุมมุมหนึ่งของถนน
เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีนิล ยืนนิ่งงันอยู่บนหลังอาชาศึกสีหมอก เถียนเฟิงเพิ่งกลับจากการตรวจค่ายทหารนอกเมือง เขาทอดสายตามองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าหอโอสถ์ด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
ไม่ใช่ความโกรธที่คนของภรรยาถูกหยามเกียรติแต่เป็ความตื่นตะลึง
สายลมยามบ่ายพัดโชย นำพากลิ่นหอมจางๆ จากหอโอสถ์มากระทบจมูกของเขา มันเป็กลิ่นของสมุนไพรชั้นสูงที่ผสมผสานกันอย่างซับซ้อน กลิ่นที่เย็นเยียบทว่าแฝงด้วยความลึกล้ำ
ดวงตาคมกริบของเถียนเฟิงเบิกกว้างเล็กน้อย
‘พลังโอสถที่บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้... ในแคว้นต้ามู่ ผู้ที่บรรลุวิชาโอสถขั้นสูงจนสั่นะเืลมปราณผู้คนได้ สูญหายไปเนิ่นนานแล้ว ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็อัจฉริยะในรอบร้อยปี มีเพียงคนเดียว... คือ 'เม่ยหลิน' ที่ตายไปแล้วมิใช่หรือ’
เถียนเฟิงจ้องมองป้ายหอโอสถ์ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิดหนัก คำพูดด่าทอของลูกจ้างหอโอสถเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหัว
‘จงกลับไปใช้ความรู้จอมปลอมของตระกูลนางปรุงขึ้นมาเองเถิด...’
ประโยคนี้ หาใช่การด่าทอธรรมดา แต่มันคือการจงใจเหยียบย่ำไปที่ปมด้อยเื่วิชาโอสถของเม่ยอิงโดยตรง เถ้าแก่หลินผู้นี้ไม่เพียงแต่มีวิชาแพทย์ที่สูงส่งเทียมฟ้า แต่ยังดูเหมือนจะรู้ตื้นลึกหนาบาง และมีความแค้นฝังลึกกับฮูหยินของเขา
‘เถ้าแก่หลิน... เ้าคือใครกันแน่? เป็ยอดคนเร้นกาย... หรือว่ามีความเกี่ยวพันอันใดกับอดีตคู่หมั้นของข้ากัน’
ความสงสัยที่รุนแรงก่อตัวขึ้นเป็พายุ เถียนเฟิงรู้ดีว่า หากเขา้าคำตอบ เขาต้องเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายแห่งหอโอสถ์ผู้นี้... ด้วยตนเอง