“ทำไมเลิกงานเร็วอย่างนี้ล่ะ”
ยุนจินซุกถามอย่างจับผิดคิมชอลซูจึงก้มไปมองนาฬิกา
เวลาเพิ่งเลยหนึ่งทุ่มไปนิดเดียว
“วันนี้ถ้าไม่ได้เลิกงานตรงเวลา เดี๋ยวหัวหน้าจะฆ่าเอาน่ะ”
“เหรอ มีหัวหน้าแบบนั้นด้วยเหรอ”
คิมชอลซูเลื่อนสายตาลงมามองรองเท้าแคชชูส์คู่ใหม่ที่วางไว้อย่างเป็ระเบียบ
รองเท้าแคชชูส์คู่ละหนึ่งหมื่นวอนที่ขายในตลาดซึ่งเหมือนกับคู่เก่าเปี๊ยบ
“ทำไมไม่ซื้อคู่ที่ดีกว่านี้หน่อยล่ะ”
“รองเท้าแบบนี้ดีที่สุดสำหรับแม่แล้ว”
“ทำให้ขนาดนี้แล้วยังจะ...”
“หิวหรือยัง มีเต้าหู้อยู่นะ เดี๋ยวจะทำซุปเต้าเจี้ยวเต้าหู้ให้รีบไปอาบนํ้าไป”
“อืม”
ระหว่างที่คิมชอลซูกำลังถอดสูทออกก็เห็นซองสีขาววางอยู่ตรงหัวเตียงในห้อง
‘ลูกชาย ส่วนที่เหลือเอาไว้ใช้ตอนงานแต่งลูกนะ’
ในซองนั้นเขาเคยใส่ไว้หนึ่งแสนวอนแต่ตอนนี้มีอยู่เก้าหมื่นวอน
“เฮ้อ จริง ๆ เลย”
คิมชอลซูมองแม่ที่กำลังเตรียมทำอาหารผ่านประตูแล้วส่ายหน้าความดื้อรั้นของแม่ขนาดพ่อที่ตายไปแล้วก็ยังทำอะไรไม่ได้เลย
คิมชอลซูจึงใส่เงินเข้าไปในซองเดิมอีกสามแสนวอน
หลังจากอาบนํ้าเสร็จเขาก็มานั่งที่โต๊ะอาหารซึ่งเตรียมไว้เรียบร้อย และคิมชอลซูก็ยื่นซองสีขาวให้แม่อีกครั้ง
“บอกให้เอาไว้ใช้ตอนแต่งงานไง”
“ค่าเช่าน่ะ ค่าเช่า”
“อะไร”
“ผมอาศัยอยู่บ้านของแม่ ผมก็ต้องจ่ายค่าเช่าสิ”
“โอ๊ย ไม่ต้องเลย”
เมื่อเห็นยุนจินซุกยืนกรานปฏิเสธคิมชอลซูจึงเปลี่ยนเื่
“เห็นว่ายองซูเข้าโรงเรียนมัธยมปลายแล้วใช่ไหม ได้เลขที่ต้น ๆ เลยนี่ เลขที่ห้าหรือเปล่านะ”
“แล้วยังไง”
“เพราะไม่ค่อยได้กินแต่ของดี ๆ ก็เลยตัวเตี้ยไง”
ยุนจินซุกชักสีหน้าใส่คำพูดของคิมชอลซู
“ทำไมจู่ ๆ ก็เปลี่ยนเื่”
คิมชอลซูยื่นซองขาวให้อีกครั้ง
“ทำข้าวกล่องใส่เนื้อเยอะ ๆ ให้ยองซูบ้างสิหมอนี่ขนาดกินไก่ทั้งตัวยังไม่อิ่มเลย ถ้ากินไม่อิ่มแล้วตัวไม่สูงจะทำยังไง”
ยุนจินซุกเริ่มนํ้าตาคลอเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ไอ้เด็กนี่ กินอะไรผิดสำแดงมาหรือไง”
“เปล่า”
“แต่เหมือนมีอะไรเปลี่ยนไปนะ”
“ผมก็เหมือนเดิมตลอดนะ”
“ไม่จริง มีบางอย่างแปลก ๆ”
“จะไม่เอาเนื้อให้ยองซูกินหรือไง”
พอคิมชอลซูถามอีกครั้งยุนจินซุกก็รับซองมาอย่างปฏิเสธไม่ได้
“ถ้ายองซูตัวไม่สูง แม่รับผิดชอบนะ”
“อะไรนะ ไอ้เด็กนี่”
คิมชอลซูตักข้าวใส่เต็มปากเคี้ยวตุ้ยๆ จากนั้นก็ตักนํ้าซุปเต้าเจี้ยวซดตาม
“โอ๊ย อร่อย ข้าวที่แม่ทำนี่สุดยอดที่สุดแล้ว”
ในอดีตเขาไม่ได้มีโอกาสทำแบบนี้แต่คราวนี้เขาคือคิมชอลซูที่หักหาญความดื้อรั้นของยุนจินซุกได้แล้ว
“นี่ แล้วทำไมใส่เงินไว้ตั้งมากมายขนาดนี้”
ยุนจินซุกที่เห็นเงินในซองเอ่ยถาม
“วันนี้เงินเดือนออก ก็เลยบอกให้แม่ซื้อรองเท้าไง บอกแล้วไม่ยอมฟังเลย”
“เงินเดือนเดือนแรกของลูกชายแม่ออกแล้วเหรอเนี่ยเวลาผ่านไปเร็วขนาดนี้เลยเหรอ”
“ต่อไปแม่ไม่ต้องให้เงินผมแล้วนะ ผมจัดการเอง”
หลังกินข้าวเสร็จ คิมชอลซูก็กลับเข้ามาในห้อง เปิดคอมพิวเตอร์และโปรแกรมซื้อขายหุ้น
เงินที่ได้รับจากการร้องเพลงที่บลูเฮาส์สองวันคือหนึ่งล้านวอนเก็บไว้ใช้สี่แสนวอน เหลืออีกหกแสนวอน
เงินเดือนพนักงานใหม่ที่เข้าเมื่อเช้านี้หนึ่งล้านเจ็ดแสนวอนหลังกินข้าวเที่ยงจะมีเวลาว่างก็ไปเปิดบัญชีหุ้นและฝากเงินสองล้านวอนค่าใช้จ่ายรายเดือนแค่สามแสนวอนก็พอแล้ว
คิมชอลซูเลือกซื้อหุ้นของฮันจินแฮอุนฮยอนแดซังซอน และ STX โชซอน จากนั้นก็ตั้งค่าซื้อขายให้เรียบร้อย
เขารู้แค่ว่าปริมาณการซื้อขายจะเติบโตอย่างรวดเร็วเท่านั้นแต่ไม่ได้รู้ว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้นเท่าไร
ถ้าได้เงินมาคิมชอลซูตั้งใจจะซื้อบ้านส่งคิมยองซูเรียนมหาวิทยาลัย และคราวนี้เขาจะแต่งงานกับคนที่เขารัก
คิมชอลซูคิดถึงความสุขได้อยู่สักพักก็ปิดหน้าโปรแกรมหุ้นและเปิดหน้าต่างพาวเวอร์พอยต์ขึ้นมาแทน ตรวจสอบเอกสารที่จะใช้ในการนำเสนอ 6-Sigma
หัวข้อคือ‘อินเทอร์เน็ตจะส่งอิทธิพลต่อธุรกิจการค้ามากแค่ไหนและจะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจอย่างไร’
หัวข้อนี้เป็เนื้อหาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการนำเสนอ6-Sigma ของพนักงานระดับผู้ช่วยผู้จัดการและผู้จัดการที่จะจัดขึ้นปีหน้า
บริษัทนำเข้าและส่งออกจำนวนมากในโลกได้เปิดเว็บไซต์ทางอินเทอร์เน็ตแล้วใช้เว็บไซต์นั้นเป็ช่องทางการอธิบายธุรกิจและสินค้าของบริษัทตัวเอง ซึ่งอาจทำให้บทบาทของบริษัทการค้าตกตํ่าลง
จากนี้ไปสิ่งที่อยู่ในกระเป๋านักขายมืออาชีพจะไม่ใช่ความลับอันดับหนึ่งที่ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ อีกแล้ว เพียงแค่เข้าไปในเว็บไซต์ก็รู้รายละเอียดได้เท่าที่้า
คิมชอลซูใช้เื่นั้นเป็พื้นฐานแล้วเสริมตัวอย่างที่เห็นได้จริงหลายข้อพร้อมทั้งแผนงานลงไปเพื่อให้หนวดที่ไวต่อความรู้สึกของคณะกรรมการบริหารขยับ[1]
แต่แค่หัวข้อดีแล้วจะได้ที่หนึ่งงั้นเหรอ
คิมชอลซูเจอคำถามสำคัญเพราะเขาตระหนักได้ว่าพื้นฐานการตัดสินของบริษัทก็คือเกมชิงอำนาจ
การที่ฮวังแดฮุนของฝ่ายบุคคลเป็ที่หนึ่งได้ก็เพราะอยู่ฝ่ายบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานใหญ่แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหัวข้อการนำเสนอของฮวังแดฮุนแย่นั่นเป็หัวข้อที่มีความเป็ไปได้สูงมาก
แล้วถ้าหัวข้อของฮวังแดฮุนออกมาแย่มากจนเทียบกับของฉันไม่ได้เลยล่ะ
คิมชอลซูใช้คำถามนั้นจำลองสถานการณ์ในหัวดูคร่าวๆ
วันนั้นจะมีพวกคณะกรรมการบริหารที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกมชิงอำนาจอยู่ด้วยแล้วสมมติว่าหัวข้อที่ไม่ได้เื่เกิดได้ที่หนึ่งขึ้นมาก็มีความเป็ไปได้สูงว่าพวกคณะกรรมการบริหารพวกนั้นจะคัดค้าน
เมื่อจำลองสถานการณ์จบแล้วคิมชอลซูก็พยักหน้า
อืมงั้นแบบนี้ก็น่าจะได้แหละ
คิมชอลซูเปิดหน้าต่างใหม่ขึ้นมาแล้วเริ่มทำพาวเวอร์พอยต์ด้วยความรวดเร็ว
“เดิมพันกับประธานยูจีฮุนไว้เหรอ”
กรรมการผู้จัดการชเวยองจุนเข้ามาในห้องประธานใหญ่เพื่อรายงานผลประกอบการแต่ก็ต้องใกับคำพูดของประธานใหญ่ชเวคยองฮุน
รายงานยันเื่นั้นเลยเหรอ
“ครับ คุณพ่อ”
“มีโอกาสชนะงั้นเหรอ”
“กำลังทำอย่างสุดความสามารถครับ”
“เป็การต่อสู้ที่โง่เขลาสินะ”
“คุณพ่อ...”
ชเวคยองฮุนนั่งลงที่โซฟาแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เคยบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าก่อนที่จะแข่งหรือเดิมพันอะไรก็ตามถ้ามีส่วนที่ไม่รู้ก็ให้เลี่ยงการต่อสู้ไปไม่ใช่เหรอ ลืมแล้วหรือไง”
“เปล่าครับ”
“แล้วทำไมการเดิมพันมื้อเที่ยงด้วยการเล่นกอล์ฟถึงได้กลายเป็การเดิมพันการเลื่อนตำแหน่งของพนักงานทั้ง ๆที่ไม่ได้รู้เื่อะไรเลยล่ะ”
“เป็เื่ที่ไม่ลองก็ไม่รู้ครับ”
“จิ๊ ๆ ๆ ฉันบอกว่าให้เรียนรู้จากประธานยูซะแต่ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็การแข่งขันกันเสียได้ถ้าฉันมีลูกชายเหมือนประธานยูสักคนนะ ฉันคงยกบริษัทให้ทันที”
คำพูดของชเวคยองฮุนทำให้ชเวยองจุนเม้มริมฝีปากแน่น
“คนในทีมแกนี่มันไม่ได้เื่จริง ๆ”
การตอบรับการเดิมพันโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบพนักงานใหม่ของรองผู้อำนวยการอันจองกยูก่อนเป็ความผิดพลาดของตนเองจริงๆ
ชเวยองจุนก้มหน้างุดไม่พูดไม่จาชเวคยองฮุนจึงเอ่ยปากอีกครั้ง
“ดูท่าทางคงรู้ตัวแล้วสินะว่าแกทำอะไรผิด แล้วฮเยนาเป็ไงบ้าง”
“ก็เรื่อย ๆ ครับ”
“เห็นฉลาดั้แ่เด็กเลยส่งไปเรียนเมืองนอกเมืองนาแต่ดูทำอะไรแต่ละอย่างนี่สิ เฮอะถึงอย่างนั้นก็เห็นว่าแกเป็คนเดียวในครอบครัวที่คอยดูแลน้องเื่นิสัยแกนี่ดีที่สุดแล้วทีหลังตอนงานไหว้ครบรอบวันตายฉันก็ให้แกรับผิดชอบแล้วกัน”
เมื่อพูดถึงเื่งานไหว้ครบรอบวันตายชเวยองจุนก็ทำหน้าจริงจังทันที
“ยังแข็งแรงแบบนี้ พูดอะไรอย่างนั้นล่ะครับ”
“เพราะแกมีมนุษยธรรมที่สุดไงถึงได้พูดน่ะ บางคนอยากให้ฉันรีบตายไว ๆด้วยซํ้าไม่ใช่หรือไง”
“ไม่หรอกครับ คุณพ่อ”
“จิตใจดีแบบนี้ ถ้ามีพร์กับความสามารถติดมาด้วยจะดีแค่ไหนนะ!”
“ขอโทษครับ”
“ขอโทษอะไร ไปหาทางเรียนรู้มาซะ”
“ครับ”
“ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้วก็ไปเถอะ”
“ครับ คุณพ่อ”
ชเวยองจุนออกไปแล้วชเวคยองฮุนก็เดาะปาก
ถ้าเกิดมาในตระกูลคนธรรมดาก็คงเป็ลูกที่โดดเด่นเป็เลิศแล้วแต่เพราะเกิดมาในตระกูลมหาเศรษฐีจะมาเป็แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด โอ๊ย! ไอ้เ้านี่ ตั้งสติได้แล้ว!
วันพฤหัสบดี เวลาเที่ยงห้าสิบนาที
“หัวหน้า ผมขอตัวไปอบรมก่อนนะครับ”
“อืม ตั้งใจฟังล่ะ”
“ครับ หัวหน้า”
“ตอบแบบขอไปที จะโดนด่าเอานะ”
เมื่ออันจองกยูจ้องมองมาคิมชอลซูก็รีบก้มหน้าอย่างรวดเร็ว
“ผมจะตั้งใจฟังจริง ๆ ครับ”
“ฉันจะคอยดูนะชอลซู”
“ครับ หัวหน้า”
ไม่คิดเลยว่าหัวหน้าจะใส่ใจเื่การอบรมของพนักงานใหม่ขนาดนี้
สงสัยจะรู้ว่าเรานั่งฟังอยู่ข้างหลังสุดแน่เลยสินะวันนี้คงต้องไปนั่งข้างหน้าแกล้งทำเป็ตั้งใจฟังแล้ว
พอออกมาข้างนอกคิมชอลซูก็ถูกจางยูมีเรียก
“คุณคิมชอลซู! ไปด้วยกันเถอะค่ะ”
“หือ ได้ครับ”
คิมชอลซูค่อยๆ เดินไป ขณะที่จางยูมีก็ตามหลังเขาไม่ห่าง
“เลือกหัวข้อได้แล้วเหรอคะ”
“ครับ คร่าว ๆ”
“การนำเสนอคือวันศุกร์หน้าใช่ไหมคะ”
“ครับ ได้ยินว่าอย่างนั้นนะครับ”
“โอ๊ย ตื่นเต้นและตั้งตาคอยมากเลยนะคะเนี่ยว่าจะเป็ยังไงนะ”
“ดูสีหน้าแล้ว คุณจางยูมีน่าจะได้ที่หนึ่งแน่เลยครับ”
“จริงเหรอคะ”
เธอยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“เคยไป ‘บลูเฮาส์’ ไหมคะ”
คำถามของเธอทำเอาคิมชอลซูแอบสะดุ้งเล็กน้อย
เธอรู้แล้วงั้นเหรอ
“ไม่...เคยครับ”
“ใช่ไหมคะ คุณคิมชอลซูกินนอนอยู่ที่บริษัทขนาดนี้ไม่มีทางไปที่แบบนั้นได้หรอกพอดีวันศุกร์ที่แล้วไปที่นั่นมา มีคนร้องเพลงเก่งสุดยอดมาก ๆ ด้วยละค่ะ”
“คนที่ร้องเพลงเก่งสุดยอดมากเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ ฉันคิดว่าเป็นักร้องมืออาชีพในวงการมาเองซะอีกค่ะ”
“อ๋อ อย่างนั้นเหรอครับ”
“ไว้วันหลังไปด้วยกันไหมคะ”
“ครับ?”
เมื่อเห็นคิมชอลซูทำสีหน้าใจางยูมีก็โบกมือสองข้างปฏิเสธ
“เอ่อ ไม่ใช่ค่ะ ฉันก็พูดไปเรื่อย”
“อ๋อ ครับ”
“อย่าสนใจเลยค่ะ”
จางยูมีหน้าแดงพูดขึ้นเบาๆ ส่วนคิมชอลซูก็เกาศีรษะตอบรับ
ฉันเป็นักร้องที่นั่นจะไปด้วยกันได้ยังไงเล่า
เวลาพัก หลังการบรรยายห้าสิบนาทีจบลง
ฮวังแดฮุนเดินเข้ามาหาคิมชอลซูที่นั่งอยู่หน้าสุด
“คุณคิมชอลซู”
“ครับ?”
“โอเคไหมครับ”
“ตั้งใจอยู่ครับ”
“งั้นเหรอครับ ถ้าไม่รู้ก็ต้องตั้งใจมากหน่อยนะครับ”
ทำไมถึงเพิ่งมารู้ว่าไอ้หมอนี่เป็พวกไม่เอาไหนแบบนี้ตอนนี้เนี่ย
คิมชอลซูคิดอย่างนั้นพลางส่งยิ้มคนดีพร้อมพยักหน้า
เมื่อเห็นอย่างนั้นฮวังแดฮุนก็มองคิมชอลซูพลางคิด
หัวทึบจริงด้วยโดนด่ายังไม่รู้ตัวอีก
จางยูมีที่นั่งอยู่ข้างๆ คิมชอลซูก็พูดขึ้น
“คุณฮวังแดฮุนก็พูดแรงไปหน่อยไหมคะ”
“เอ่อ งั้นเหรอครับ ผมเผลอพูดไปไม่รู้ตัวเลยนะครับเนี่ย”
คิมชอลซูมองฮวังแดฮุนที่พูดอย่างนั้นแล้วก็ส่ายหน้า
“ไม่เป็ไรครับ”
ฮวังแดฮุนหัวเราะคิกคักในใจพลางโยนคำถามใส่ด้วยท่าทียิ้มแย้มแจ่มใส
“สัปดาห์หน้าเป็วันนัดส่งหัวข้อสำหรับการนำเสนอคิดจะใช้หัวข้อไหนเหรอครับ”
คิมชอลซูหยิบเอกสารชุดหนึ่งที่เขาพรินต์มาออกจากแฟ้มเอกสารและจ้องฮวังแดฮุนเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นมา
“เห็นว่าให้อิสระเื่หัวข้อสินะครับ”
“ใช่ครับ”
“เป็เื่ระบบการหมุนเวียนเปลี่ยนงานน่ะครับ”
เมื่อคิมชอลซูพูดจบฮวังแดฮุนก็ตาถลน
“ครับ? อะไรนะครับ”
ฮวังแดฮุนส่งเสียงดังจนคนบริเวณนั้นแห่กันมารายล้อมคิมชอลซู
“มีเื่อะไรเหรอ”
จางยูมีที่ฟังอยู่ข้างๆ ก็เบิกตากว้างด้วยความใ
“เนื้อหาน่าจะเกี่ยวข้องกับงานของฝ่ายบุคคลนะครับ”
จางยูมีเหลือบตามองเอกสารที่คิมชอลซูถืออยู่
“ใช่ครับ”
ฮวังแดฮุนพูดกับคิมชอลซูด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“เอ่อ ขอดูหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้ครับ”
คิมชอลซูส่งชุดเอกสารให้ฮวังแดฮุนอีกฝ่ายอ่านหัวข้อพลางเปิดเอกสารแล้วกวาดสายตาดูเนื้อหาข้างในฮวังแดฮุนเปิดดูเอกสารอย่างไม่มีสติ ตอนนั้นเองจางยูมีก็ตีไปที่แขนของคิมชอลซู
“ให้ดูแบบนั้นได้ไงคะ”
“ไม่เป็ไรครับ ผมต้องทำแบบนี้แหละ ถึงจะได้ความสนใจจากเพื่อน ๆ”
จางยูมีมองคิมชอลซูที่กำลังยิ้มแล้วก็หงุดหงิดจึงกัดริมฝีปากพร้อมส่ายหน้า
ไอ้คนทึ่ม
แต่ริมฝีปากของฮวังแดฮุนกลับสั่นระริก
นี่คือหัวข้อเดียวกันกับที่ตัวเขากำลังเขียนไม่มีผิดเป็หัวข้อที่หัวหน้าแผนกช่วยแนะนำให้เขามาตั้งสามสัปดาห์แม้แต่วิธีการปรับปรุงกระบวนการยังเหมือนกันทั้งหมด
มองอย่างไรก็เหมือนกับลอกของที่ฮวังแดฮุนทำอยู่ไปทั้งดุ้น
แต่ว่าของเขายังเป็แค่งานเขียนยังไม่ได้ทำเป็ไฟล์พาวเวอร์พอยต์ เมื่อเทียบกับคิมชอลซูที่ทำเป็เอกสารพร้อมเกือบสมบูรณ์แล้ว
“อันนี้ส่งไปแล้ว...เหรอ”
คิมชอลซูพยักหน้าตอบคำถามฮวังแดฮุน
“พอบ่ายโมงก็ส่งให้อาจารย์ทันทีเลยครับ”
“อ๊าก!”
ทุกคนหันมามองฮวังแดฮุนทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของเขา
เพื่อนคนหนึ่งมาประคองฮวังแดฮุนที่เซจวนจะล้มไว้พร้อมถามขึ้น
“เป็อะไร แดฮุน”
“ปะ...เปล่า...ไม่เป็ไร”
แต่ฮวังแดฮุนเดินโซซัดโซเซกลับไปยังที่ของตัวเอง
ในเมื่อโดนแย่งหัวข้อไปแล้วก็ต้องเริ่มใหม่แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามากพอจะทำแบบนั้น
ฮวังแดฮุนนั่งเหม่อมองกระดานดำจางยูมีที่ยังงุนงงเลยเอ่ยถามคิมชอลซู
“มีเื่อะไรเหรอคะ”
แต่คิมชอลซูกลับส่ายหน้าทำเป็ไม่รู้อะไร
“ไม่รู้เหมือนกันครับ อาจไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
จางยูมีเอียงศีรษะมองฮวังแดฮุนกับคิมชอลซูอีกครั้งเป็สถานการณ์ที่เธอไม่เข้าใจเลย
จะยอดเยี่ยมแค่ไหนกันนะ
จางยูมีมองชุดเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะของคิมชอลซูแล้วพูดขึ้น
“ฉันขอดูบ้างได้ไหมคะ”
คิมชอลซูมองสายตาของจางยูมีที่สัญชาตญาณนักแข่งพลุ่งพล่านแล้วจึงคลี่ยิ้ม
“ได้สิครับ”
[1] สำนวน หมายถึง ทำให้หันมาสนใจหรือสามารถจูงใจได้