เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 65: ชีวิตอันขมขื่นในวัยเด็ก (The Childhood Bitter Life)

    “ท่านอาจารย์ระวัง” โทโมเอะกับคิทสึเนะต่างก็รีบเอ่ยตะโกนในเชิงเตือนกับสุซุกะ แต่ก็ช้าไปแล้ว เมื่อมีกงจักรพิฆาตทั้ง 9 ใบลอยเข้ามาจากกลางอากาศเฉือนเข้าไปในร่างของสุซุกะจากทางด้านหลัง สักพัก ก็ได้มีคมเคียวยมฑูตขนาดยักษ์ฟันเข้าที่กลางหลังของนางเข้าอย่างจังจนมีหยดโลหิตสาดกระเซ็นออกมา สีของผ้ากิโมโนที่ขาวบริสุทธิ์ถูกย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงสดที่ไหลออกมาจากตามบาดแผล“หากเจ้า...ยอมรับความจริงไม่ได้ ตัวเจ้าเองนี่แหละที่เป็นทุกข์”“หุบปากไปเสีย!!”ฮาชิฮิเมะตะโกนเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด พลางตวัดทวนยาวฟันเข้าที่กลางหลังอย่างจังจนมีหยดโลหิตสาดกระเซ็นออกมา จากนั้น ร่างของสุซุกะก็ค่อยๆ ทรุดลงด้วยความอ่อนแรง และซบเข้าไปที่ร่างไร้วิญญาณที่สูงใหญ่ของโอทาเคมารุ ก่อนที่นางจะสิ้นใจลงในเวลาต่อมา ในท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนระอุที่ลุกไหม้ไปทั่วทั้งบริเวณภายในศาลเจ้าสุซุกะราวกับขุมนรกอเวจี“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก” ฮาชิฮิเมะถอนหายใจอย่างไม่เป็นจังหวะ สีหน้าของนางในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความเลือดเย็นอำมหิตแบบสุดๆ ในขณะเดียวกันนั้นก็ได้มีองยูเรียวทั้งสองตนปรากฏตัวขึ้นมา ตนหนึ่งคือโยทสึยะ โออิวะ ผู้เป็นเจ้าของเคียวยมฑูตขนาดยักษ์ ส่วนอีกตนหนึ่งก็คือซารายะชิกิ โอคิคุ ผู้เป็นเจ้าของกงจักรพิฆาตสักพัก พญาจิ้งจอก 9 หางนั้นก็ได้กลายสู่ร่างหญิงสาวเกอิชาผู้มีผมบลอนด์ยาวสลวยสีเหลืองทองส่องประกายไว้ทรงหางม้ากับดวงตาสีฟ้าทะเลอ่อน ซึ่งอยู่ในชุดกิโมโนสีดำทองที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างครบครัน หญิงสาวเกอิชาผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนางเทวีอสูรฯ อิซานามิ“ข้านึกออกแล้ว ในตอนนั้น”ทางด้านคิทสึเนะ เมื่อได้เห็นนางอสูรทั้ง 4 ตนได้มาอยู่พร้อมหน้ากันแล้วนั้น เธอก็นึกภาพเหตุการณ์ในช่วงก่อนที่ตัวเธอจะได้รับความช่วยเหลือจากสุซุกะและโอทาเคมารุออกขึ้นมาในทันที“ทำไมหรือ คิทสึเนะ” โทโมเอะเอ่ยถามคิทสึเนะด้วยความสงสัย“เจ้าพวกนั้นมันบุกเข้ามาถล่มงานแต่งงานของพี่สาวข้า และก็สังหารพวกพ้องของข้า...ตายจนหมดสิ้น ทั้งพ่อข้า แม่ข้า น้องชายข้า ญาติพี่น้องของข้า เพื่อนของข้า และก็พวกสุนัขจิ้งจอกตนอื่นๆ ล้วนถูกพวกมันฆ่าตายไปจนหมด แล้วพวกมันก็ยังพยายามไล่ฆ่าข้าให้ตายด้วย...”“พวกมัน...จะต้องชดใช้ด้วยชีวิต”คิทสึเนะรีบวิ่งพุ่งเข้าไปฟันใส่พวกมันด้วยความรวดเร็ว แต่โยทสึยะก็เข้ามาปัดการโจมตีของอีกฝ่ายได้อย่างท่วงทันและรวดเร็ว จนทำให้คมดาบของคิทสึเนะได้แตกหักออกมา ทันทีที่ร่างของคิทสึเนะดิ่งลงสู่พื้น โยทสึยะก็ไม่รอช้า รีบยกเท้าเตะเข้าที่ร่างจิ้งจอกคมดาบอย่างจังจนกระเด็นออกมาและกระแทกลงสู่พื้น“คิทสึเนะ!!”โทโมเอะรีบวิ่งเข้าไปหาคิทสึเนะที่ได้กลับสู่ร่างหญิงสาวผมสีชมพู และทรุดลงกับพื้นด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสที่หน้าท้องจนแทบจะลุกขึ้นยืนไม่ไหว ดาบที่ได้แตกหักไปนั้นก็ได้หลุดออกจากปาก จากนั้น คิทสึเนะก็ได้สลบลงในทันที“ไม่ได้เจอกันนานนะ โทโมเอะ”ทางด้านโทโมเอะก็เหมือนกับว่าเคยรู้จักกับองยูเรียวทั้งสองตนนี้มาก่อน ซึ่งนั่นก็เป็นความจริง เมื่อตอนสมัยเด็กๆ โทโมเอะมักจะถูกกลั่นแกล้งโดยโออิวะ ลูกสาวจากตระกูลโยทสึยะ และโอคิคุ ลูกสาวจากตระกูลซารายะชิกิ ซึ่งทั้งสองตระกูลนั้นล้วนเป็นตระกูลสมาชิกของเซวะ เก็นจิ ซึ่งเป็นสาขาย่อยของตระกูลมินาโมโตะ อันเนื่องมาจากปมเรื่องชาติกำเนิดโทโมเอะนั้นเป็นเด็กกำพร้าที่คนในตระกูลมินาโมโตะรับมาอุปการะเลี้ยงดู ส่วนพวกนางทั้งสองนั้นต่างก็เป็นบุตรสาวที่เกิดในสายเลือดของตระกูลที่เป็นถึงสมาชิกของเซวะ เก็นจิ“เจ้าเด็กกำพร้า”“ลูกไม่มีพ่อ ไม่มีแม่”“นั่นไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ ของแก นังโง่”“นี่แหน่ะ” โออิวะกับโอคิคุในวัยเด็กต่างก็ล้อในปมชาติกำเนิดพลางปาก้อนหินขนาดจิ๋วใส่โทโมเอะในวัยเด็กที่กำลังยืนร้องไห้ตามประสาของเด็กอยู่ที่สวนภายในเคหาสน์ของตระกูล“หยุดนะ”มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีอายุค่อนข้างจะมากกว่าอยู่เล็กน้อยรีบวิ่งเข้าไปผลักโออิวะกับโอคิคุจนล้มลง และพาโทโมเอะหนีไปจากบริเวณตรงนั้น ปล่อยให้พวกนางเด็กทั้งสองตะโกนร้องไห้อยู่เบื้องหลัง จนเป็นเหตุที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้ถูกโยชิกาตะ ผู้เป็นพ่อฟาดด้วยไม้เรียวขนาดสั้นที่ทำมาจากไผ่ที่ค่อนข้างจะมีความแข็งอยู่มาก จนเหมาะที่จะนำมาทำเป็นไม้เรียวไว้ใช้ลงโทษเด็กเป็นอย่างยิ่ง“โยชินากะ เจ้าจงสำนึกผิดในสิ่งที่เจ้าก่อไว้เสีย”เด็กหนุ่มคนนี้ก็คือมินาโมโตะ โนะ โยชินากะในวัยเด็กนี่เอง หลังจากที่ฟาดมาได้ประมาณ 13-14 ที ผู้เป็นพ่อก็เอ่ยสั่งให้ยืนอยู่ข้างบ่อน้ำในกลางแจ้ง ก่อนที่เข้าไปในบ้าน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยอมที่จะเจ็บตัวเพื่อปกป้องโทโมเอะ“ข้าขอโทษนะ เป็นเพราะข้า...เจ้าถึงต้องมาเจ็บตัวแบบนี้”โทโมเอะรู้สึกผิดเป็นอย่างมากที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องเจ็บ“เจ้าไม่ต้องคิดมากไปนะ ความเจ็บปวดแค่นี้หน่ะมันแค่เล็กน้อย และอีกอย่าง เจ้าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วย...”โยชินากะถอนหายใจสักพักก่อนที่จะแนะนำตัวออกมาว่า“ข้ามีนามว่ามินาโมโตะ โนะ โยชินากะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ แล้วเจ้าหล่ะ”“โทโมเอะ...โกเซ็น”ชีวิตในวัยเด็กของโทโมเอะก็ใช่ว่าจะเลวร้ายเสมอไป เพราะเธอยังมีเด็กหนุ่มที่มีนามว่าโยชินากะคอยอยู่เคียงข้างเธอเสมอมา ซึ่งทั้งสองก็ได้กลายเป็นเพื่อนกัน และทางด้านตัวโยชินากะเองนั้นก็เริ่มแอบชอบโทโมเอะขึ้นมาอยู่ลึกๆ ภายในใจ โยชินากะจึงมักจะอยู่เคียงข้าง และเข้ามาปกป้องโทโมเอะจากการถูกกลั่นแกล้งโดยโออิวะกับโอคิคุจนกระทั่งเมื่อเข้าสู่วัยสาว โทโมเอะกับโยชินากะก็ได้หมั้นหมายกันตามคำสั่งของโยริโตโมะ แต่ถึงกระนั้น ทั้งสองต่างก็หมั้นหมายกันด้วยความรักและหัวใจที่มีให้แก่กัน แต่นั่นก็สร้างความไม่พอใจให้กับพวกนางทั้งสองเป็นอย่างมากที่ได้มาเห็นเด็กกำพร้าอย่างโทโมเอะกลับได้ดิบได้ดี พวกนางทั้งสองจึงได้ร่วมกันวางแผนที่จะกลั่นแกล้งโทโมเอะต่อไปโออิวะกับโอคิคุหวังจะยืมมือของขุนพลในตระกูลมินาโมโตะที่มีนามว่าอาโอยามะ เท็สซัน ผู้ที่ขึ้นชื่อว่ามีนิสัยที่เหี้ยมโหดในการกำจัดโทโมเอะไปพ้นทาง โดยการนำจานอันล้ำค่าของเขาไปซ่อนไว้ที่เรือนของโทโมเอะ 1 ใบ เพื่อหวังจะจัดฉากใส่ร้ายเธอว่าเป็นคนที่ขโมยมันไป ซึ่งจานใบนั้นนำเข้ามาจากเมืองนานกิงของจีนและมีราคาที่สูงมาก ภายในชุดจานนั้นจะมีอยู่ทั้งหมด 10 ใบด้วยกัน โทโมเอะถูกเชิญมายังเรือนของเท็สซันเพื่อไต่สวนเกี่ยวกับจานล้ำค่าของเขาที่ถูกพบเจอที่เรือนของเธอ“ข้าสาบานได้ ว่าข้าไม่ได้ขโมยจานนี้มาเลย”“เจ้าบอกว่าไม่ได้ขโมยมันมา แล้วจานใบนี้มาที่เรือนของเจ้าได้ยังไง”เท็สซันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับตะคอก พลางนิ่วหน้าด้วยความโมโหสุดขีด พร้อมกับทำตาขวางใส่ จนแทบจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกหวาดกลัวในทันที“เรื่องนั้นข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน”“ขออนุญาตขอรับ”“เข้ามา” ต้องขอบคุณเสียงสวรรค์ที่เข้มนิดๆ ที่ได้มาช่วยชีวิตเธอไว้ โยชินากะรีบเข้ามานั่งข้างๆ โทโมเอะ ซึ่งเต็มไปด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นอยู่ภายในเรือนของเท็สซัน มือหนาของเขานั้นพลางยื่นเข้ามาจับที่มือเรียวงามของเธอที่กำลังสั่นเทา

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน