ตอนที่ 14
นิตยสารวางแผงแล้ว
ในห้องรับแขกของบ้านใหญ่ตระกูลเซี่ย บรรยากาศตึงเครียดจนน่าหายใจไม่ออก
เซี่ยเฉิงไห่ยืนกอดอกอยู่หน้าทีวีที่ยังเปิดอยู่ รายการข่าวบันเทิงกำลังเล่นคลิปตัดจากไลฟ์ของเหวินอี้หลัว พร้อมเสียงวิจารณ์จากพิธีกรที่แทบไม่ปิดบังอคติ
“...แม้เ้าตัวจะไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่หลักฐานก็ชี้ตรงไปยังนางแบบหน้าใหม่อย่างไป๋เซี่ยหนิง...”
ปึง!
เสียงวางรีโมตกระแทกโต๊ะทำให้แม่สะดุ้ง แต่พ่อกลับพูดเสียงต่ำ ทว่าเฉียบคมจนแทงลึกกว่าเสียงใด
“เธอกำลังทำให้ชื่อ ‘เซี่ย’ กลายเป็ตัวตลกในวงการ”
เซี่ยหนิงนั่งนิ่งตรงข้าม ไม่มีสีหน้าใดบนใบหน้านั้น ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิดมีเพียงแววตาเยือกเย็น ที่จ้องคนเป็พ่อราวกับมองสัตว์ทดลองในห้องแล็บ
“อี้หลัวแค่ร้องไห้ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ”เสียงของเธอนุ่มนวล แต่เต็มไปด้วยความเฉยชาอย่างบอกไม่ถูก
“แต่เธอเป็คนไปแย่งงานเขา!” แม่โพล่งขึ้นมาด้วยความร้อนรน “ถึงอี้หลัวจะไม่บอกว่าเป็ใคร แต่ชาวเน็ตก็ขุดเจออยู่ดี ลูกควรจะระวัง!”
“หรือเธออยากให้เราออกมาขอโทษต่อสื่ออีกครั้ง?” พ่อถาม น้ำเสียงเย้ยหยันเจือกดดัน “ให้ทุกคนรู้ว่าตระกูลเซี่ยส่งลูกสาวไม่รู้จักคิดเข้าสู่วงการบันเทิง?”
เซี่ยหนิงไม่ตอบ เธอแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วหลุบตาลง มือเธอขยับเช็กแต้มชื่อเสียงในระบบอย่างเงียบ ๆ เลขที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดคือคำตอบที่เธอพอใจที่สุดในวินาทีนี้
“ต่อจากนี้ ห้ามเธอรับงานเองอีก ไม่ว่าจะเป็นิตยสาร หรือถ่ายแบบ” พ่อสั่งเด็ดขาด “เราจะจัดการทุกอย่างผ่านบริษัทของพี่เธอ เธอไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเอง”
“เข้าใจไหม?” แม่ถามเสียงอ่อนลง แต่แววตายังมีความกังวลปนเหนื่อยใจ
ไม่เข้าใจ แต่ี้เีเถียงเลยพยักหน้าเงียบๆ เซี่ยหนิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ยิ้มให้พวกเขาอย่างอ่อนโยนราวกับเป็ลูกสาวที่เชื่อฟัง
‘หากข้าจะอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อ…ก็ควรให้เ้าบ้านรู้สึกว่า ควบคุมข้าได้ ไปก่อน’ เธอไม่พูดอะไรอีก แค่ลุกขึ้นเดินออกจากห้องอย่างสงบทิ้งไว้เพียงกลิ่นเย็น ๆ ของงูในห้องที่ร้อนจากแรงอารมณ์
ในบ่ายวันอากาศร้อนอบอ้าวหลังจากเซี่ยหนิงนอนกลิ้งดูซีรีย์มาได้หลายวัน
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น เซี่ยหนิงเดินออกมาด้วยชุดอยู่บ้านสบาย ๆ ผมเธอถูกรวบลวก ๆ แต่ใบหน้ายังคงงดงามอย่างประหลาด เธอไม่ได้สนใจว่าใครจะมาเยือนแต่เริ่มต้นท่าโยคะลดความอ้วนฉบับงูๆ ของตนเอง
ประตูเปิดออก พบว่าคนรับใช้พาซ่งเหยาเข้ามา
"ไง คนดัง" ซ่งเหยายิ้มกว้างในมือหิ้วถุงชานมสองแก้ว "ได้ข่าวว่าตอนนี้เธอขึ้นเทรนด์"
เซี่ยหนิงรับแก้วมาพร้อมหัวเราะน้อย ๆ "อันนี้ฉันยังไม่เคยกินเลย เห็นในซีรีย์ว่ากันว่าอร่อยมาก แต่กินแล้วอ้วนใช่ไหม"
ซ่งเหยาเดินเข้าบ้านอย่างคุ้นเคย วางแก้วอีกใบลงบนโต๊ะ ก่อนเอนตัวพิงโซฟาอย่างหมดแรง
"ฉันอยากขอแรงเธอหน่อย ได้ยินว่าที่บ้านไม่ให้เธอรับงานเพิ่ม" เธอพูดอย่างตรงไปตรงมา "ตอนนี้โรงพยาบาลสัตว์พังแล้ว หมออีกสองคนลาออก ที่เหลือก็ไม่มีใครอยากรับเวรต่อ เธอมามั้ย"
"แล้วเธอล่ะ?" เซี่ยหนิงถามเรียบ ๆ
"ฉันอยู่เฉย ๆ ไม่ได้" ซ่งเหยาถอนหายใจ "เลยคิดว่าจะเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนเป็ร้านขายของสัตว์เลี้ยงแทน ของมีอยู่แล้วบ้าง แค่ต้องจัดร้านใหม่ แล้วก็ไลฟ์สตรีมขายออนไลน์ เธอทำได้นะ อาจช่วยเพิ่มชื่อเสียงด้วยและแน่นอนคราวนี้ไม่มีหมาแมวมาอยู่ในร้านไม่เป็ปัญหาหรอก" เธอหันมามองเซี่ยหนิงด้วยแววตาวาววับ
"สนใจมั้ย? มานั่งไลฟ์กับฉัน ขายอาหารสัตว์ สายจูง ที่ขูดเล็บ อะไรก็ว่าไป หรือเธอจะนั่งเฉยๆ เล่นเกมของเธอไปเรื่อยก็ได้"
เซี่ยหนิงเลิกคิ้วน้อย ๆ “นึกว่าเธอจะกลัว ฉันออกข่าวไม่ค่อยดีอยู่”
ซ่งเหยาหัวเราะ "ก็ไม่เชิงข่าวไม่ดีหรอก ก็แค่...ดัง! คนดูจะเข้ามาดูเยอะ ของจะขายได้ยิ่งดี ชาวเน็ตชอบเื่ดราม่าอยู่แล้ว"
“หรือไม่ก็เอางูมานั่งไลฟ์ด้วยกันเลยก็ได้นะ!” เธอพูดติดตลก
เซี่ยหนิงหัวเราะในลำคอ ดวงตาแพรวพราวขึ้นมาเล็กน้อย
"ตกลง" เธอตอบเสียงเบา แต่ชัดเจน
ร้านเล็ก ๆ ที่เคยเป็โรงพยาบาลสัตว์ประจำย่าน บัดนี้ถูกปรับปรุงใหม่จนกลายเป็พื้นที่รวมความน่ารักที่แปลกตา แต่ยังคงกลิ่นอายอบอุ่นแบบเดิม
ผนังเดิมยังเป็สีขาวลอกลายเล็กน้อยตรงมุมห้อง ทว่าบัดนี้ถูกตกแต่งด้วยโปสเตอร์ลายแมวหมาและภาพถ่ายจากกล้องฟิล์มใน่เวลาที่โรงพยาบาลยังเปิดให้บริการ ข้างกำแพงมีชั้นวางอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงเรียงรายแน่นขนัด ั้แ่ปลอกคอ สายจูง เสื้อผ้าลวดลายแปลกตา ไปจนถึงเต็นท์นอนขนาดจิ๋วที่มีหูหมีติดอยู่้า
ตรงกลางร้านถูกจัดโซนพิเศษไว้สำหรับไลฟ์ขายของ พื้นที่เล็ก ๆ ตกแต่งด้วยฉากหลังลายกระดูกและตีนแมวสีพาสเทล มีวงแหวนไฟสำหรับถ่ายรูป และโต๊ะวางสินค้าแบบเรียบง่าย
ด้านในสุดของร้านใกล้เคาน์เตอร์เก่า มีโต๊ะตั้งคอมพิวเตอร์อยู่สองเครื่อง หน้าจอเปิดค้างอยู่ในหน้าเกมยอดฮิต ที่นั่งหน้าคอมบุ๋มลงเล็กน้อยจากการใช้งานบ่อยครั้ง เห็นได้ชัดว่ามีคนแอบมานั่งเล่นอยู่เสมอ
เสียงลมจากแอร์รุ่นเก่าดังแ่ในร้าน เงียบสงบแต่ไม่เงียบเหงา มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกใบเล็กที่มีแค่คนรักสัตว์ สินค้าน่ารัก และอิสระของการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องตามใคร
ทันทีที่เซี่ยหนิงก้าวเท้าเข้าไปในร้าน เธอก็หยุดมองรอบตัวเพียงไม่กี่วินาทีก่อนดวงตาจะเป็ประกายขึ้นมาทันใด
“ที่นี่...” เสียงพึมพำเบาแทบไม่ได้ยิน “…มีคอม!”
โดยไม่ลังเล เธอก็พุ่งปราดไปยังโต๊ะไม้เก่าที่วางคอมพิวเตอร์สองเครื่องไว้ แผ่นหลังตรงของหญิงสาวที่มักสงบนิ่งเสมอกลับดูคล้ายเด็กสาวที่เพิ่งค้นพบของเล่นใหม่ เธอทรุดตัวนั่งลงหน้าจอ เปิดเครื่องด้วยความคล่องแคล่ว มือเรียวกดคลิกเปิดโปรแกรมสตรีมเกมอย่างไม่รีรอ
ซ่งเหยาเพิ่งเดินกลับมาจากการจัดสินค้า พอเห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับถอนหายใจ
“เธอไม่คิดจะช่วยฉันขายของก่อนเหรอ?”
“ช่วยอยู่แล้วไง” หนิงตอบทั้งที่สายตาไม่ละจากหน้าจอ “ฉันดึงยอดผู้ชมได้แน่นอน”
ภาพไลฟ์สดของร้านปรากฏขึ้นบนจอ มีมุมกล้องหนึ่งจับภาพซ่งเหยาที่กำลังหยิบปลอกคอหมาแบบกันน้ำขึ้นมาอธิบายคุณสมบัติอย่างตั้งใจ ข้างหลังเธอ...คือร่างของเซี่ยหนิงที่นั่งเล่นเกมยิงซอมบี้อย่างเมามัน ใส่หูฟัง ตาจ้องจอ ปากขยับเบา ๆ ราวกับกำลังสบถกับตัวละครในเกม
คอมเมนต์ในไลฟ์ทะลักเข้ามาแทบไม่หยุด
>เดี๋ยว นั่นคนที่ขึ้นเทรนด์เมื่อวันก่อนปะ 5555
> คนนี้แหละที่แฟนคลับอี้หลัวด่าเละ
> แล้วทำไมมานั่งเล่นเกมในร้านขายของสัตว์เลี้ยงฟะ
> ฉันซื้อปลอกคอเพราะเธอเล่นเกมเก่ง
> ร้านนี้คอนเซ็ปต์ดีมาก ขายของ+ดูคนเล่นเกม=ฟิน
> สงสัยถ่ายแบบไม่รุ่งเลยมาขายอาหารหมาแล้ว
ซ่งเหยายกมือกุมขมับ แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้ต่อกระแส เธอเริ่มสลับบทพูดระหว่างการแนะนำของกับการชี้ให้กล้องดู “เกมเมอร์ประจำร้าน” อย่างภาคภูมิใจ
“ใครซื้อของครบ 500 วันนี้ เราแถมสติกเกอร์หมาน้อยลายพิเศษหนึ่งแผ่น พร้อมภาพโปสเตอร์ของสาวนักแม่นปืนประจำร้านด้วยค่ะ!”
เซี่ยหนิงหันมาชำเลืองนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเรียบผ่านไมค์ว่า “ยิงหัวตายหมดค่ะ” แล้วหันกลับไปเล่นต่อ
คืนนั้นของขายหมดจนเกลี้ยง ยอดวิวไลฟ์ทะลุหมื่นครั้งในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
และแล้ววันที่กำหนดวางแผงขายนิตยสาร Y ฉบับใหม่ก็มาถึง
ปกหน้าอันโดดเด่นก็ถูกจัดวางไว้ตรงแถวหน้าอย่างจงใจ ภาพหญิงสาวในชุดคอนเซปต์ “นางงูร้าย” ที่สวมชุดแนบเนื้อสีดำท่ามกลางอสรพิษที่เลื้อยผ่านบนเรือนร่าง ดวงตาเรียบนิ่งแต่เต็มไปด้วยอำนาจราวกับสัตว์ร้ายกำลังจ้องเหยื่อ
ริมฝีปากแย้มยิ้มจาง ๆ เย้ายวนแต่ไม่อ่อนแอ ผิวเธอขาวเนียนราวถูกปั้นขึ้นด้วยแสงจันทร์ ทุกสัดส่วนผ่านการวางโพสที่ไร้ที่ติ
“สวยเกินจะเป็มนุษย์…”
“นี่มันภาพ AI ใช่ไหม”
“ใครวะเนี่ย!? โอ้โห...ตำนานใหม่เกิดแล้ว”
ภายในเวลาไม่กี่นาที #นางงูสะกดโลก ก็ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์
ยอดพรีออเดอร์หมดเกลี้ยงั้แ่เช้า ร้านหนังสือบางแห่งถึงกับเขียนป้าย “ขออภัย! นิตยสาร Y หมดแล้ว!”
แฟนคลับบางคนถ่ายภาพมือเปล่าที่กำลังควานหานิตยสารในแผง พร้อมแคปชั่นเศร้า
> ฉันช้าไปแค่สิบห้านาที แต่ปกเซี่ยหนิงหายไปหมดแล้ว เหลือแต่ลมพัดผ่านกับเสียงถอนหายใจ…
> เสียใจมากที่ไม่ทันได้สนับสนุนคุณหนูรอง
> เรียกร้องให้พิมพ์เพิ่ม
>เรียกร้อง+1
>เรียกร้อง+1000
ขณะเดียวกัน ภาพหน้าปกของเซี่ยหนิงก็ถูกแชร์ซ้ำในโลกออนไลน์มากกว่าหมื่นครั้ง มียูทูบเบอร์หลายช่องเริ่มทำคลิป “วิเคราะห์พลังสะกดจากสายตาของเซี่ยหนิง”
มีแฟนคลับรวมภาพเธอกับงูจริง ๆ แล้วเขียนว่า
“เธอไม่ได้แค่แสดงเป็นางงู...เธอคือปีศาจงูจริง ๆ”
หลายคนถึงกับตั้งรูปของเธอเป็ภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ บางคนถึงขนาดปรินท์ภาพของเธอขนาดใหญ่ติดไว้บนหัวนอนเลยทีเดียว
ในขณะที่คนทั้งเมืองกำลังคลั่งไคล้กับภาพของเธอ
เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหัวเซี่ยหนิง…
หญิงสาวหัวเราะลั่น พลางคิดว่าวันนี้จะต้องให้ไอ้หนูอันโหย่วออกตามหาตัวเธอใน 50 ปีข้างหน้าให้ได้!
เหวินอี้หลัวกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่หน้าโต๊ะกระจก หางตาเหลือบเห็นภาพนิตยสารปกล่าสุดที่เพิ่งออกจากโรงพิมพ์ซึ่งติดอยู่บนหน้าจอข่าวบันเทิง
ดวงตาเธอกระตุกทันทีที่ได้เห็น...
หญิงสาวในภาพ ผิวขาวดุจหิมะ แววตาคมกริบดุจอสรพิษที่เชื่องช้าแต่หิวกระหาย ทุกส่วนสัดเปล่งประกายเย้ายวนด้วยพลังลึกลับ โพสที่ควรจะดูประดิษฐ์กลับสมบูรณ์แบบเกินจะละสายตาได้
นั่นมัน...เซี่ยหนิง?!
มุมปากเหวินอี้หลัวกระตุก ลมหายใจสะดุดวูบ รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าด้วยหลังมือเย็นเฉียบ
ตอนนั้น เธอเพิ่งไลฟ์เสร็จไม่กี่วัน โอดครวญต่อหน้าคนทั้งประเทศว่ามี “ใครบางคน” มาแย่งงานถ่ายแบบไปอย่างไม่เป็ธรรม
ตอนนี้ คนคนนั้นกำลังขึ้นปกนิตยสารอันดับหนึ่งด้วยภาพถ่ายที่สะกดทั้งประเทศ! และเธอ...กลายเป็ตัวตลกเงียบ ๆ ที่ไม่มีแม้แต่เงารูปให้คนจดจำ
เสียงติ๊ง! ของข้อความแฟนคลับดังขึ้นในมือถือ
บางคนแท็กมาด้วยข้อความแสบสัน:
> สรุปนี่เหรอที่อี้หลัวบอกว่า ‘แย่งงาน’? ขออีกทีเถอะค่ะ ผู้บริหารไม่ได้ตาบอด เอาเธอสิบคนไปถ่ายก็สู้เขาไม่ได้
> ข้างบน อย่าบอกว่าอวี้หลัวสู้ไม่ได้ ถ้าเป็คอนเซ็ปต์นี้ก็ไม่มีใครสู้ได้
> ตอนนั้นด่าเขาซะยับ ตอนนี้เจ็บหน้ารึเปล่า
> อย่าหาทำเลยเหวินอี้หลัว คนจริงเขาไม่พูดเยอะ ฉันยังไม่เห็นคุณหนูรองโต้ตอบอะไรเลย ใครรังแกใครกันแน่
>รอดูอี้หลัวดับอนาถ
หน้าของอี้หลัวแดงก่ำ แต่ไม่ใช่เพราะอาย…เพราะโกรธจนเืขึ้นหน้า น้ำเสียงสั่นพร่า
“มัน...มันแต่งภาพแน่ ๆ… มันไม่ใช่ของจริง!”
แต่ไม่มีใครฟังเสียงเธออีกแล้ว...
บนโลกออนไลน์ บรรดาคนที่เคยด่าเซี่ยหนิงก่อนหน้านี้ ต่างพากันลบทวีต ลบคอมเมนต์เก่า แต่ช้าเกินไป...
> ฉันว่าฉันตายไปแล้วค่ะ เพราะโดนความสวยสะกดจนลืมหายใจ
>คุณหนูรองคะ ขอกราบงามๆ ให้ความสวยของคุณ
>อย่าฟ้องฉันนะ ฉันแค่แวะมากินแตงเฉยๆ