บทที่ 41
คำเชิญจากสำนักไป๋หลง
ในขณะที่กำลังยืนสนทนากันอยู่ในยามเช้าเสียงนกสงสารดังขึ้นบริเวณด้านบนศีรษะ
สั่งจ้างหมิงและจีหลงเสียงต่างพากันใช้ดวงตาของตนเองมองขึ้นไปบริเวณด้านบน
โดยในตอนนี้เมื่อมองขึ้นไปก็มองเห็นว่าบริเวณด้านบนท้องนภามันกำลังมีนกสงสารบางอย่างกำลังบินอยู่
อี้หลงเซียนแสดงใบหน้าที่จริงจังพร้อมกับพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ ของสำนักไป๋หลง”
บางข่าวออกมาเช่นนั้นจ้างหมิงเต็มไปด้วยความสงสัยจึงหันไปถาม “ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่ามันเป็นของสำนักไป๋หลง”
อีหลงเซียนให้คำตอบ “ เรื่องนั้นก็คาดเดาได้ไม่ยากภายในสถานที่แห่งนี้มันเป็นสถานที่ใกล้เคียงของสำนักไป๋หลง”
“ แล้วอีกอย่างตามที่ตัวของข้านั้นได้ล่วงรู้มารู้สึกว่านกส่งข่าวของสำนักไปหลงจะมีรูปลักษณะเป็นเช่นนั้น”
“ เพราะแบบนั้นตอนนี้เลยสามารถคาดเดาได้วันนั้นน่าจะเป็นนกส่งข่าวของสำนักไป๋หลงอย่างแน่นอน”
“ แล้วเหตุใดนกส่งเข้าห้องสำนักไป๋หลงถึงไม่อยู่ที่สถานที่แห่งนี้ ” นั่งเบ่งแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยออกมา
ในตอนนี้อาจตั้งคำถามภายในใจไม่ได้ว่าเหตุใดน้องสงสารของมันถึงมาอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้
อี้หลงเซียนยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะมองขึ้นไปที่นกสงสารแล้วพูดออกมา “ เรื่องคาดเดาไม่ยากดูนั่นสิมันกำลังบินลงมาแล้ว ”
ตรงขึ้นไปบริเวณด้านบนก็จะมองเห็นอย่างชัดเจนว่าตอนนี้รถสงสารที่มันกำลังรออยู่บริเวณด้านบนหัวกำลังบินลงมา
มันกำลังบินลงมาก่อนที่จะมาหยุดลงบริเวณด้านหน้าของอี้หลงเสี่ยง
นางยื่นมือของตนเองไปรับนกสงสารก่อนที่จะกดจดหมายที่ถูกติดออกมาไว้กับขาของมันออก
หลังจากที่มองเห็นเช่นนั้นเจ้าหญิงก็รู้ได้ในทันทีว่านกสงสารนี่ตั้งใจจะสงสารมาถึงนางอยู่แล้ว
เขาจ้องมองด้วยความสงสัยอี้หลงเซียนทำการเปิดจดหมายภายในมือของตนเองออกมาแล้วก็ลองอ่านเนื้อหาใจความที่ถูกเขียนเอาไว้ภายในนั้น
นางใช้ดวงตากวาดไปมองแล้วก็อ่านพวกเนื้อหาใจความที่อยู่ภายในนั้นอย่างละเอียดก่อนที่จะยิ้ม
ดวงตาของนางมองตรงมาที่จางหมิงก่อนที่จะโยนแผ่นกระดาษแผ่นนั้นมาให้กับเขา
จางหมิงแผ่นกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้ก่อนการใช้ดวงตาของตนเองมองดูเนื้อหาใจความที่ถูกเขียนไว้ภายในนั้น
“ คำเชิญจากสำนัก ” หลังจากที่ได้อ่านเจ้าสิ่งที่อยู่ภายในจดหมายก็รู้ได้ในทันทีว่ามันคือคำเชิญจากสำนักไป๋หลง
“ คนผู้นั้นที่พบเจอคงจะบอกเกี่ยวกับเรื่องราวของข้าที่อยู่ภายในภูเขาแห่งนี้แล้ว”
ตอนนี้สำนักไป๋หลงล่วงรู้ว่านางอยู่ภูเขาแห่งนี้เรื่องนี้สามารถคาดเดาไม่ได้ยากอันใดเลยแม้แต่น้อย
การที่พวกมันร่วงแล้วก็เป็นเพราะว่าบุรุษที่ชื่อหยวนเฉินนำข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้กลับไปบอก
จางหมิงแสดงใบหน้าสงบนิ่งก่อนที่จะถามขึ้น “ แล้วจะเอาอย่างไรตัวของท่านจะเดินทางไปหรือไม่?”
“ นั่นสินะเจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร? ” นางย้อนถามกลับมา
จางหมิงก้มใบหน้าของตนเองต่ำลงไปเล็กน้อยแสดงใบหน้าที่ขบคิดบางอย่างอยู่ภายในใจ
ก่อนที่เขาจะใช้ดวงตามองตรงไปที่นางแล้วก็พูดขึ้นมา “ ถ้าถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เหมาะสมอยู่มั้งอย่างไรเสียการที่ทุกวันเชิญท่านไปที่สถานที่อย่างนั้นก็คงอยากจะยืนยันตัวตนให้แน่นอน”
“ แน่นอนว่าการกระทำของพวกมันเช่นนี้เป็นเพื่อการยืนยันว่าตัวตนของท่านเป็นอันตรายต่อสำนักหรือไม่ถ้าท่านไม่เดินทางไปคนพวกนั้นก็จะคิดว่าท่านนั้นมีเจตนามุ่งร้ายต่อพวกมัน ”
นี่คือความคิดของจางหมิงในตอนนี้
หลังจากที่ลองคิดแล้วก็ไตร่ตรองดูดีดีแล้วการที่พวกมันส่งจดหมายเชิญมาถึงนางแสดงว่าพวกมันเองก็อยากจะตรวจสอบนางเช่นเดียวกัน
จอมยุทธ์จันทราทมิฬชื่อนี้เป็นผู้คนมากมายต่างพากันและพวกมันเองก็คงจะสงสัยว่าเหตุใดคนที่โด่งดังในดินแดนอื่นเช่นนางถึงมาที่สถานที่แห่งนี้
นางทำการพยักหน้าตอบรับกลับมายังไม่ผิดคาดเท่าไหร่
อี้หลงเซียนรู้อยู่แล้วว่านางควรจะลงมือกระทำอันใดเพียงแค่อยากจะลองปัญญาของจางหมิงเท่านั้น
“ ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ ”
“ จดหมายนั่งส่งมาเชิญท่านเพียงผู้เดียวไม่ใช่หรือเขาต้องไปด้วยอย่างนั้นหรือ?”
“ แน่นอนว่าย่อมตายถ้าจอไม่เดินทางไปด้วยชายผู้นั้นคงสงสัย ” นางตอบกลับ
หลังจากที่ตัวของนางตอบกลับมา
จางหมิงรู้ดิว่าตนเองนั้นไม่มีทางเลือกถ้าเขาไม่ได้เดินทางไปกับนางแน่นอนว่าคนของสำนักมันจะต้องบอกเรื่องเค้าให้ฟังอย่างแน่นอน
และตัวตนของเขาก็จะกลายเป็นตัวตนที่อันตรายต่อสำนักในทันที
เขายังต้องใช้เวลาอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้อีกนานไม่อยากจะเป็นเป้าสายตากับพวกมัน
เพราะแบบนั้นจึงจำใจต้องเดินทางไปกับนางเพื่อขึ้นไปยังภูเขาไป๋หลง
…
เส้นทางในการเดินทางลากยาวขึ้นไปบริเวณด้านบน
แสงอาทิตย์ส่องผ่านลงมาบริเวณด้านล่างกระทบบันไดนับพันขั้นที่ทอดยาวขึ้นไปสุดลูกหูลูกตา
ยามนี้จางหมิงละอี้หลงเซียนได้เดินทางมาถึงทางขึ้นของสำนักไป๋หลง
ตอนนี้เมื่อทอดสายตามองยาวไปบริเวณด้านล่างจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบันไดที่ทอดยาวขึ้นไปนั้นมีความยาวเพียงใด
นี่คือทางขึ้นของสำนักบันไดสูงลิวขึ้นไปบริเวณด้านบนเป็นเหมือนกันหมดทดสอบเช่นเดียวกันว่าผู้ใดจะสามารถขึ้นไปบริเวณด้านบนและเข้าเขตสำนักได้
ตามที่อ่านเจอมารู้สึกว่าการเดินขึ้นบันไดนับพันขั้นถือว่าเป็นหนึ่งในการทดสอบของสำนักเช่นเดียวกัน
จางหมิงมองบันไดที่สูงขึ้นไปบริเวณด้านบนภายในใจบั่นทอนเล็กน้อยเพราะว่าร่างกายนี้เป็นร่างกายธรรมดากว่าที่จะเดินขึ้นไปด้านบนได้คงจะเหนื่อยเอาเรื่อง
แต่ในตอนนี้ก็เก็บซ่อนแชทอสูรของตนเองทั้งหมดแล้วกลิ่นอายลมปราณภายในร่างกายเองก็ไม่มี
นั้นสามารถทำให้เขาเปล่าใจได้ว่าพวกมันจะไม่สงสัยเค้าอย่างแน่นอน
หลังจากที่ยืนทำใจอยู่สักพักก็ได้ตัดสินใจเดินขึ้นใหม่บริเวณด้านบนพร้อมอี้หลงเซียน
เดินผ่านบันไดหลายร้อยขั้นร่างกายเริ่มรู้สึกหนักซึ่งขาทั้งสองข้างรู้สึกว่ามันมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ทั่วทั้งร่างกายยามนี้แต่งไปด้วยเม็ดเหงื่อจางหมิงใช้เวลาในการเดินทางขึ้นมาจนถึงจุดนับชั่วยาม
บันไดพวกนี้ยิ่งเดินขึ้นไปยิ่งรู้สึกหนักอึ้งเป็นเพราะแรงกดอากาศที่มันเริ่มน้อยขึ้นทำให้หายใจลำบาก
ในตอนนี้ใช้เวลาในการเดินทางขึ้นมาอยู่สักพักแสงอาทิตย์ด้านบนเข้าสู่ในยามช่วงเที่ยงวัน
ดวงอาทิตย์เปล่งแสงสว่างไสวแผ่ซ่านความร้อนระอุในขณะที่เท้าทั้งสองข้างค่อยค่อยก้าวเดินขึ้นไปจางหมิงหันไปมองอี้หลงเซียนที่อยู่ข้างกาย
นางกำลังเดินอย่างสบายสบายไม่ได้มีความกดดันเลยแม้แต่น้อยเมื่อมองเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกอับอายอยู่ภายในใจอย่างไรนางก็เป็นสตรีแม้จะปลอมแปลงกายเป็นบุรุษแต่ว่าตอนนี้ร่างกายของเขาอ่อนแอกกว่านางฟ้าอีก
แต่ก็พยายามจะปลอบใจตนเองว่าร่างกายของเขาไม่ใช่ผู้ฝึกฝนวรยุทธ
หลังจากที่บากบั่นเดินทางขึ้นมาเป็นเวลานาน
ผ่านไปหลายช่วยยามดวงอาทิตย์มันได้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นดวงอาทิตย์ยามอัสดงเปล่งแสงสีส้มอมแดงสาดส่องจากด้านบนลงมาด้านล่าง
ในที่สุดหลังจากบากบั่นมาทั้งวันก็เดินทางขึ้นมาถึงบริเวณด้านบนได้สำเร็จ
บันไดก้าวสุดท้ายถูกก้าวขึ้นมาด้วยขาที่เต็มไปด้วยความหนักอึ้งในที่สุดก็ได้เดินทางขึ้นมาถึงบริเวณด้านบน
จางหมิงทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อตอนนี้อาภรณ์ที่เขากำลังสวมใส่อยู่มันเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อราวกับว่าไปกระโดดน้ำมา
ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าเป็นอย่างมากหลังจากเดินทางขึ้นมาทั้งวันขาทั้งสองข้างแทบจะไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
ในขณะที่กำลังยืนและส่งเสียงหอบอย่างรุนแรงจังหวะหายใจหลังจากพักเหนื่อยเริ่มค่อยค่อยกลับสู่ความปกติ
เมื่อลมหายใจเรื่องปกติดวงตาทั้งสองข้างต้องค่อยๆมองตรงขึ้นไปบริเวณด้านหน้า
ประตูสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านบริเวณด้านหน้าสำนักขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา
เมื่อมองตรงขึ้นไปบริเวณประตูทางเข้าที่บริเวณทั้งสองข้างของประตูนั้นมีรูปปั้นสิงโตหินสองตัวและบริเวณด้านบนประตูมีป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า
สำนักไป๋หลง
เมื่อมองเห็นเช่นนั้นก็ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าตนเองนั้นได้เดินทางขึ้นมาถึงบริเวณด้านบนเรียบร้อยแล้ว
อี้หลงเซียนได้แสดงท่าทางเหนื่อยหอบแม้แต่น้อยบนใบหน้าของนางไร้ซึ่งเม็ดเหงื่อ
เมื่อหันไปมองที่นางนางยังคงแสดงท่าทางปกติและในตอนนี้อี้หลงเซียนก็เขากำลังใช้ดวงตามองตรงไปยังบริเวณประตูทางเข้า
เมื่อเห็นสายตาของนางนองตรงไปทางนั้นจางหมิงมองตรงนนั้นด้วยเช่นเดียวกันจึงพบเห็นว่าสิ่งที่นางกำลังมองอยู่ในตอนนี้มันคืออันใด
พบเห็นร่างของชายชราผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่บริเวณด้านหน้าราวกับว่ามารอต้อนรับ
โดยชายชราผู้นั้นสวมใส่ด้วยชุดสีขาวช่วงอายุน่าจะอยู่ราวๆซักประมาณ 60 ถึง 70 ปี มีร่างกายดูสมบุกสมบัน เรือนผมและหนวดเคราสีขาวโพลนกำลังยืนและเอามือทั้งสองข้างไขว้หลังรอต้อนรับพวกเขาทั้งสองที่เป็นแขกผู้มาเยือนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
จางหมิงเห็นชายชราผู้นี้ก็รู้ได้ในทันทีว่ามันไม่ใช่ธรรมดาจึงกล่าวกับตนเองในใจ “ ผู้ฝึกฝนวรยุทธแถมยังเป็นระดับสูง?”
“ คนผู้นี้เป็นระดับผู้อาวุโสของสำนักอย่างแน่นอน ” ตอนนี้ตื่นรู้ได้ทันทีถึงตัวตนของผู้ที่อยู่ด้านหน้า
จบบท