ฮุ่ยหลานเฟินจำไม่ได้ว่านางกลับมาถึงจวนได้อย่างไร รู้เพียงแต่ว่าหลังจากวันนั้นนางก็ล้มป่วยอยู่หลายวัน...
เมื่อหายดีแล้ว นางกลับถูกจดหมายจากสกุลอี้เรียกให้รีบตั้งสติอีกครั้ง หญิงสาวมองจดหมายที่ยังไม่ถูกเปิดอ่าน แววตาคล้ายจะมีความหวัง แต่เมื่อเปิดอ่านแสงในดวงตาของนางก็ค่อยๆดับวูบลง...
หาใช่จดหมายขอโทษจากเนี่ยนเจินหรือคนในสกุลอี้ แต่เป็จดหมายจากอี้ฮูหยิน ว่าหอตำรากำลังแย่ เมื่อไม่มีนางคอยดูแล...
นางสอบถามคนสนิทข้างกายที่คอยดูแลนางระหว่างที่นางป่วย..ไม่มีคนจากสกุลอี้มาเยี่ยม ส่งของ หรือส่งจดหมายใดๆมาหานางแม้แต่น้อย ทั้งยังปิดประตูจวนเก็บตัวเงียบผิดวิสัยที่ชอบโอ้อวดพอให้ชาวบ้านรู้ฐานะ เห็นได้ชัดว่ากำลังปกปิดเื่ของสตรีผู้นั้น...
ไม่มีคนจากสกุลมาเยี่ยมก็แล้วไปเถิด..แต่เหตุใด คู่หมั้นของนางถึงหายหน้าไปด้วย..
ฮุ่ยหลานเฟินนั่งพิงหมอนหนุนอย่างอ่อนล้า เก้าอี้พระสนมตัวโปรดถูกนางยึดครองเป็หลักหลังฟื้นตัวจากอาการป่วย นางเหลือบเห็นผ้าคลุมตัวใหญ่ที่นางตั้งใจตัดเย็บให้คนรักวางอยู่ข้างใกล้ๆ ในหัวนึกถึงคำพูดของบิดามารดาที่เรียกนางไปคุยหลังรู้เื่เข้า
" เื่ของสกุลอี้ พ่อให้เ้าตัดสินใจ "
" เสี่ยวหลาน...แม่เชื่อว่าเ้ารู้ดีว่าต้องทำเช่นไร "
สกุลฮุ่ยของนางขึ้นชื่อเื่ความซื่อสัตย์ รักษาสัญญามาแต่ไหนแต่ไร...คำสัญญาของสกุลอี้ที่ว่าจะรับนางเป็ลูกสะใภ้ และให้เป็ผัวเดียวเมียเดียวที่เคยให้ไว้เมื่อกาลก่อนก็ลืมสิ้น..
นางตัดสินใจได้แล้ว...
" เสี่ยวซี..ช่วยข้าแต่งตัวหน่อย "
จวนสกุลอี้ภายนอกดูปิดจวนเงียบ แต่ภายในกลับร้อนไปหมดด้วยอารมณ์ของผู้คนและเ้านายในจวน บ่าวไพร่ไม่กล้าส่งเสียง เหล่าอนุคอยเติมเชื้อไฟโหมให้รุนแรงสนุกปาก สองสามีภรรยาที่มาจากถิ่นไกลได้แต่ช่วยกันปกป้องกันและกัน
" ท่านพ่อ ท่านแม่ หากไม่ได้ม่านม่านช่วยลูกเอาไว้ ป่านนี้ลูกคงเป็ิญญาเร่ร่อนอยู่ที่หมู่บ้านนั้นแล้ว "
" ได้โปรดเห็นแก่ลูก ลูกขอร้องให้รับนางเป็ฮูหยินรองให้ลูกด้วย "
อี้เนี่ยนเจินคุกเข่าขอร้องบิดามารดามาั้แ่วันแรกที่มาถึงแล้ว บิดามารดาจะใจแข็งกับบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเช่นเขาได้กี่น้ำกัน
สตรีที่ถูกกล่าวถึงเองก็คุกเข่าอยู่เคียงข้างเขา นางมีโฉมที่งดงามเหมือนบุปผาป่า ใบหน้าโศกเศร้าจนดวงตาแดงรื่นช่างชวนให้ผู้คนสงสารเห็นใจ
" ท่านพี่...หากว่าพวกเขาไม่รับ..น้องก็ไม่ถืออันใด..แค่ได้อยู่กับท่าน..ให้ได้เป็อนุน้องพอใจแล้ว "
ซูม่านม่านเป็สตรีงามของหมู่บ้าน ทั้งยังเป็บุตรีของหัวหน้าหมู่บ้าน เื่ราวเช่นนี้นางรับได้ แต่ที่แท้จริงแล้วที่นางเองก็แทบจะรับไม่ได้..คือการที่พึ่งรู้ว่าชายที่นางรักผู้นี้ มีคนรักอยู่แล้ว...
แต่ตัวนางก็ถอยกลับไม่ได้แล้วจริงๆ...
หญิงสาวผู้นั้นคุกเข่าจนแทบจะก้มกราบ นางช้อนใบหน้าขึ้นมองบิดามารดาของคนรักทั้งน้ำตานองหน้า
" ข้าน้อย ซูม่านม่าน ยินดีเป็อนุ เพียงแต่..ข้าน้อยขอร้อง...บุตรในท้องที่ยังไม่ลืมตาดูโลก บุตรของข้าน้อยกับท่านพี่...ให้เขาได้อยู่และใช้แซ่ของพวกท่านเถิดเ้าค่ะ ได้โปรดเห็นแก่เด็กในท้องของข้าน้อยด้วย.."
เสียงของนางร่ำไห้คล้ายจะขาดใจ คนสกุลอี้ในห้องโถงล้วนใยิ่ง อี้เนี่ยนเจินมีสีหน้าแสนยินดี ส่วนนายท่านใหญ่และฮูหยินเอกกลับแทบจะเป็ลม
" ม่านม่าน..เ้า..เ้ามีลูกแล้วหรือ? "
" ข้าขอโทษที่ต้องปิดบังท่านพี่..แต่ว่า..เพื่อปกป้องลูกแล้ว ข้าจึงจำเป็ที่จะต้องแจ้งในตอนนี้ "
นางยกผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา นางเหมือนมารดาที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความสุขสบายของลูกน้อย ชวนให้ผู้พบเจอยกย่องความดีของนาง
" ในเมื่อแม่นางซูม่านม่านตั้งครรภ์แล้ว..จะปล่อยให้ทนทุกข์อีกก็คงไม่ได้ "
เสียงของผู้มาใหม่ทำให้ความเคลื่อนไหวในห้องโถงหลักหยุดลง ฮุ่ยหลานเฟินในอาภรณ์สีม่วงครามค่อยๆก้าวเข้าไปด้านใน นางในวันนี้ดูแปลกแตกต่างไปจากที่เคยเห็น ใบหน้าไร้ร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากอาการเจ็บไข้
อี้ฮูหยินรีบร้อนให้มามาข้างกายเรียกนางให้ไปหา
" คารวะ นายท่านใหญ่อี้ อี้ฮูหยิน "
แต่แทนที่จะก้าวไปหาด้วยความสนิทสนมเช่นเดิม นางกลับหยุดยืนอยู่ไม่ไกลมากนัก และค่อมกายคารวะอย่างสุภาพแทน
" วันนี้ข้ามาเพื่อมาส่งมอบงานบัญชีที่ข้าทำไว้ให้อี้ฮูหยินเ้าค่ะ "
" ขอบใจเ้ามากนะ อาหลาน.."
ยังไม่ทันที่ฮูหยินเอกแห่งสกุลอี้จะพูดจบ ฮุ่ยหลานเฟินก็กล่าวเสริมอีกคำ
" และข้า มาถอนหมั้นที่มีไว้กับคุณชายใหญ่ "
ยามที่นางพูด ใบหน้าอ่อนหวานกลั
บมีรอยยิ้ม เป็รอยยิ้มนุ่มนวล แววตาไร้ซึ่งความรักที่เคยมีมา