ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ไหลผ่านไป อี้เฉินเขาไม่ได้ หุนหันพลันแล่น อีกต่อไป จิตใจสงบนิ่ง ราวกับยืนอยู่ท่ามกลางแม่น้ำที่เงียบสงบ พูดคุยกับผู้คน ภายในหมู่บ้านอย่างใจเย็น ในทุกวันตัวเขามักไปขลุกอยู่ท้ายหมู่บ้าน เพราะปลูกแปรงผักอย่างใจเย็น ในบางวันเขาก็นอนอยู่ที่นั่น บางครั้น ก็กลับมานอนภายในที่พักของหลินเฟย
ครั้นหลินเฟยเห็นการเปลี่ยนแปลงของอี้เฉิน ไม่ดื้อรั้น เช่นก่อน อีกต่อไป นางและคนอื่นๆ ที่ห่วงหาอาทรอี้เฉินก็อดไม่ได้ ที่จะถอนหายใจยาวออกมา ด้วยความโล่งอก แต่ลึกๆ หลินเฟย ก็รู้สึกถึงบางอย่าง ที่ไม่ดีเอามากๆ เนื่องจากอี้เฉินนั้น สงบนิ่งใจเย็นเกินไป ราวกับเขา เฝ้ารอ อะไรบางอย่างอยู่
อี้เฉินถึงภายในเขาจะดูใจเย็นสงบนิ่ง แต่ลึกๆ ภายในจิตใจของเขา ราวกับมหาสมุทรที่บ้าคลั่ง ทั้งเชี่ยวกรากและรุนแรง ส่งเกลียวคลื่นมหึมา ซัดสาดภายในใจอย่างไม่หยุดยั้ง เฝ้ารอคอย เมล็ดพันธุ์ ที่เขาเพราะปลูก สุกงอม พร้อมจะเก็บเกี่ยวผลผลิต อย่างใจจดใจจ่อ
ในยามนี้ อี้เฉินที่ได้ เปาเปา กับจางเหมย ที่ช่วยอี้เฉิน หาเลือดของสัตว์อสูร มาให้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงทำให้เมล็ดพันธุ์ ที่ชื่นชอบเลือด ค่อยๆ เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ลำต้นของมันในยามนี้ ราวกับต้นหม่อนป่า แต่สีของมันกลับให้ความรู้สึก น่าสะอิดสะเอียน ประหนึ่งทั้งต้นของมัน ถูกโลหิตแต่งแต้มจนสีแดงฉาน ส่งกลิ่นอายคาวเลือดออกมาน้อยๆ ผลสีแดงฉาน ออกมาทั่วลำต้น กิ่งก้าน
ทางด้านข้าวสาลี ที่ผู้เฒ่าหลี่ดูแล เติบโตไปด้วยตัวของมันเอง อย่างรวดเร็ว ไร้ศัตรูพืชต่างๆ กล้ำกราย เพียงเวลา ไหลผ่านไปเกือบเดือน มันก็ทยอยออกรวง สีทองอร่าม ออกมาสู่สายตาผู้คน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ข้าวสาลีออกมา จนเด่นชัด เหล่าชาวบ้านที่ทำเกษตรกรรม ต่างมาเป็นประจักษ์พยาน กับเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์ เช่นนี้ เพียงแค่ความรวดเร็วในการเก็บเกี่ยวของมัน แพร่สะพัดออกไปภายในหมู่ชาวบ้าน ผู้คนก็ต่างมา เยี่ยมชม กันไม่ขาดสาย
กลับกลายเป็นว่าแปรงที่ ผู้เฒ่าหลี่ เพราะปลูกผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ครั้นในวันนี้ก็ถึงเวลา เก็บเกี่ยวผลผลิต อย่างที่ตั้งใจ แต่กลับกลายเป็นอี้เฉินไม่ได้สนใจ ข้าวสาลีพวกนั้น เขายกมันให้ ผู้เฒ่าหลี่ แบ่งสันปันส่วนกับเจ้า เปาเปา และจางเหมย เพื่อเป็นคำขอบคุณจากใจของอี้เฉิน ที่ช่วยเรื่องต่างๆ
ผู้เฒ่าหลี่ ครั้นได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ ของชายหนุ่ม เขาเอ่ยถามขึ้นมาในทันที "เจ้าไม่เสียดายมันจริงหรือ พ่อหนุ่ม หากเทียบข้าวสาลีพวกนี้ มันอาจจะไม่วิเศษอะไรสำหรับเจ้า แต่สำหรับเราเหล่าชาวนา มันถือเป็นของล้ำค่า สำหรับพวกเราเป็นอย่างมาก"
อี้เฉิน เขาเพียงเกาหัว ยิ้มแห้งๆ ออกมาเท่านั้น มือที่ถือปลานั่งกัดกิน อยู่ภายในต้นหลิวใหญ่อย่างสบายใจ หัวเราะขบขันไปพร้อมกับ ผู้เฒ่าหลี่ นั่งดู เหล่าผู้คนลงไปเก็บเกี่ยวผลผลิต ด้วยความรื่นรมย์ ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
ครั้นเมื่อหลินเฟย จางเหมย หุงข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวมาได้ เลี้ยงเหล่าผู้คนที่มาช่วยเก็บเกี่ยว เพียงพวกเหล่าชาวบ้าน กินข้าวสาลีคำแรกลงไป พวกเขาก็รู้สึกถึงความแตกต่าง ของร่างกาย ราวกับกายาของพวกเขามีกำลังมากขึ้นกว่าแต่ก่อน กายาที่เคยซูบผอม ถึงกับถูกเติมเต็มในทันที
ผู้เฒ่าหลี่ ที่กินข้าวสาลีคำแรกเข้าไป ราวกับตัวเขากลับมามีกำลังอีกครั้ง กายาที่เคยไร้เรี่ยวแรง ประหนึ่งถูกเติมเต็ม ในไม่กี่ชั่วอึดใจ เอ่ยอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้ "นี่มัน เกิดบ้าอะไรขึ้น เหตุใดอยู่ๆ ข้าเหมือนกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง"
ทันใด ข้าวสาลีก็ถูกกินอย่างตะกละตะกลาม เปาเปา จางเหมย แม้แต่หลินเฟย ยังตกตะลึงครั้นเมื่อกินคำแรกเข้าไป ราวกับพวกเขาได้ ของล้ำค่าในการเติมเต็ม ทุกส่วนของร่างกาย ถึงมันจะไม่ได้เด่นชัด เหมือนกับเหล่าชาวบ้าน แต่ก็พอจะสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงได้ หากได้กินในทุกๆ วัน เกรงว่าการฝึกฝน จะต้องรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อพวกเขาทั้งสามคน เห็นอี้เฉินเตรียมจะกินข้าวสาลี จ้องมอง อี้เฉินหยิบตะเกียบ กินข้าวสาลีอย่างไม่วางตา อยากจะรู้อี้เฉินจะกลับมาหายเป็นปกติได้หรือไม่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังเล็กๆ
อี้เฉินเขากินไปหลายคำใหญ่ ครั้นเมื่อเห็น คนที่เขารู้จัก จ้องมองมาที่เขาอย่างไม่วางตา ด้วยความอยากรู้ อยากเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเขา พวกเขากลับไม่เห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงจากอี้เฉิน แม้แต่น้อย เขายังเป็นดั่ง ปุถุชนคนธรรมดาเฉกเช่นเดิม กายาที่ซูบผอม ราวกับไม่ได้ถูกเติมเต็มเช่นคนอื่นๆ
เหมือนอี้เฉินในยามนี้ ไม่สามารถดูดซับของล้ำค่าอะไรได้ อีกต่อไป ราวกับเขาเป็นชาวบ้านโง่เง่าธรรมดา ไม่มีการพัฒนาอะไรทั้งสิ้น แม้จะถูกขัดเกลาก็ตาม
หลินเฟย นางเอ่ยถามอี้เฉินในทันทีด้วยความสงสัย ใคร่รู้ "อี้เฉิน เจ้าไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลยงั้นหรือ" เฝ้ามองอี้เฉินเอาแต่ กินข้าวสาลีเข้าไปอย่างไม่วางตา คนอื่นๆ เองก็อยากรู้เช่นกัน แม้แต่ผู้เฒ่าหลี่ ที่คิดจะเอาข้าวสาลีพวกนี้ไปขาย เขาคิดใหม่ในทันที มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวพวกนี้ให้เหล่าชาวนา ได้เพาะปลูก คงจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย
อี้เฉินที่กระดกข้าวจนหมดชามเรียบร้อย เขาเพียงเอ่ยเสียงเรียบนิ่งออกมาเท่านั้น "อาการบาดเจ็บของข้า ไม่ใช่อาการบาดเจ็บธรรมดา หากไม่รักษาจุดตันเถียนทั้ง5 เกรงว่าชาตินี้ ข้าก็ไม่อาจขับเคลื่อนปราณพลังได้ แต่พวกเจ้าไม่ต้องใส่ใจ"
ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นใบหน้าอี้เฉินเต็มไปด้วยความจริงจัง ไม่พูดปด แต่อย่างใด มันก็ทำให้ พวกเขาหลายๆ คน หน้ามืดทะมึนขึ้นมาน้อยๆ อี้เฉินที่เห็นบรรยากาศ ที่น่ากระอักกระอ่วน เขาเพียง ขำแห้งๆ ออกมา กลบเกลื่อนในทันที "ฮ่าๆ!!!!"
"ข้าวสาลี มันไม่ได้ช่วยข้า แต่เป็นต้นหม่อนเลือด ต่างหากที่ข้าหมายตา"
เปาเปา ยกยิ้มขึ้นมาในทันที ก่อนจะเดินมาตบไหล่อี้เฉิน "เจ้าขาว แล้วเหตุใดเจ้าไม่พูดมาให้หมดเล่า ปล่อยให้พวกเราใจหายใจคว่ำหมด"
"ใช่ๆ พี่ใหญ่อี้เฉิน ข้าก็กังวล ว่าท่านจะไร้หนทางเสียอีก เมื่อข้ารับรู้ข้าก็ค่อยสบายใจ" จางเหมยนางกล่าวออกมาด้วยความโล่งใจ
แต่หลินเฟย นางกลับไม่คิดเช่นนั้น อี้เฉินต้องปกปิดความลับอะไรไว้อีกแน่ แต่นางก็ไม่อยากทำให้บรรยากาศ เสียไปฝืนยิ้มน้อยๆ รับคำอี้เฉินอย่างว่าง่าย จนรอบๆ กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
..................ครั้นเมื่อพวกเขา ที่พูดคุยกันจนไปถึงยามเย็น หลายๆ คนจึงเริ่มทยอยกลับที่พักของตน จางเหมย เปาเปา หลินเฟยเองก็ทำเช่นคนอื่นๆ หมายมั่นกลับที่พักของตน นั่งบําเพ็ญเพียร สะสมประสบการณ์ความรู้ ต่อไป
แต่เมื่อพวกเขาสามคน เตรียมที่จะพลิ้วกายาจาก ใต้ต้นหลิวใหญ่ไป มือข้างหนึ่งของอี้เฉิน กลับยื่นมือมาดึง แขนของหลินเฟยไว้ไม่ให้ไป จางเหมย ที่เห็น นางไม่รอช้า เตรียมจะหยุดฝีเท้า เข้าไปช่วยพี่หลินเฟย ที่นางนับถือในทันที ครั้นเมื่อนางคิดจะหยุดย้อนกลับไปดู กลับถูกพี่เปาเปาของนาง ใช้ฝ่ามืออุดปากนางไว้แน่น แล้วพานางพลิ้วกายา หนีหายออกไป อย่างรวดเร็ว ไม่ให้เป็นก้างขวางคอ อี้เฉินกับหลินเฟยอีกต่อไป
อี้เฉินที่เห็น เขาส่ายหัวน้อยๆ เหมือนว่าพวกเปาเปา จะเชียร์ แม่นางหลินเฟย ผู้นี้ให้ตัวเขาไม่น้อย ก่อนที่หลินเฟยนางจะเอ่ยถามอี้เฉินออกมา ด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ "เจ้าให้ข้าหยุดมีธุระอะไรงั้นหรืออี้เฉิน"
อี้เฉินเขายังไม่ได้พูดอะไรออกมา เดินเข้าไปเก็บเกี่ยว ต้นหม่อนเลือดในทันที หลินเฟยที่เห็นว่าอี้เฉินเงียบนิ่งอยู่นานสองนาน ราวกับเขามีเรื่องปิดบังอยู่ นางเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร เข้าไปช่วยอี้เฉิน เก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างใจเย็น หัวใจเต้นตึกตักอย่างบอกไม่ถูก อยู่นานนับพันลมหายใจ
แสงอาทิตย์อัสดง คล้อยต่ำค่อยๆ ลับขอบฟ้า ส่งกายาที่เคยอบอุ่น ให้กลับมาหนาวเย็นอีกครั้ง กว่าอี้เฉินจะตั้งหลักเอ่ยพูดออกมาได้ ภายในถุงที่เขาเก็บเกี่ยวก็เต็มไปด้วย ผลของต้นหม่อนเลือด "หลินเฟยข้าจะปิดขั้นพลังสักระยะ ภายในพื้นที่แห่งนี้ ไม่รู้ต้องใช้เวลายาวนานเท่าใด ข้ากลัวว่าเจ้าจะเป็นห่วงข้า จนไม่เป็นอันกินอันนอน หากข้าทำผิดสิ่งใดต่อเจ้า เจ้าโปรด ยกโทษให้ข้าด้วย"
"เหตุใดเจ้าเอ่ยคำพูด ราวกับเจ้ากำลังจะ ร่ำลาข้ากันเล่าอี้เฉิน ไหนเจ้าบอกแค่ปิดขั้นพลังไม่ใช่หรือ"หลินเฟยที่กล่าววาจาเสร็จสิ้น หางตาของนางก็มีน้ำตาไหลรินออกมา
"ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าเป็นห่วงก็เท่านั้น หลินเฟย แต่ข้าไม่รู้ว่ามันใช้เวลายาวนานเท่าใด ในการปิดขั้นพลังครั้นนี้" ก่อนอี้เฉินจะยกฝ่ามือปาดน้ำตาน้อยๆ ออกจากใบหน้าที่งดงามของนาง ถึงจะมีตราประทับของดอกฮิกันบานะ อยู่ก็ไม่อาจ บดบัง ความงดงามของนางไปได้
นางเข้ามาสวมกอดอี้เฉินไว้แน่น "ข้าไม่ยอมให้เจ้าไปไหน หรือให้เจ้าเป็นอันตรายเด็ดขาดอี้เฉิน เหตุใดเจ้าไม่รับฟังคำของข้าบ้าง เราอยู่ยังที่แห่งนี้ก็มีความสุขได้ ไม่ใช่หรือ"
อี้เฉินส่ายหัว "ข้ายังมีสิ่งต่างๆ ที่ข้าอยากรู้มากมาย เมื่อข้าได้เห็นชายวัยกลางคนผมขาวคนนั้น ข้าก็อยากเป็นเหมือนกับเขาให้ได้ ข้าจะมาหยุดอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไรเล่า หลินเฟย"
ยิ่งหลินเฟยได้ยินคำพูดของอี้เฉิน นางยิ่งกอดกายาอี้เฉินไว้แน่น นางรู้ดีไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจของอี้เฉินในยามนี้ได้ มีเพียงความตายเท่านั้น ที่จะพรากความตั้งใจของเขา นางไม่เอ่ยพูดคำใดอยู่นานสองนาน กอดกายาอี้เฉินไว้แน่น จนกายาที่รู้สึกหนาวเย็นกลับมาอบอุ่นอีกครา ดวงหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
ครั้นเมื่อนางละ อ้อมกอดออกจากอี้เฉินมาได้ หลินเฟย นาง เขย่งปลายเท้าทั้งสองข้างขึ้นสูง ยกริมฝีปาก ประกบริมฝีปากอี้เฉินในทันที แม้แต่ตัวอี้เฉินยังตกตะลึง นิ่งอึ้งตัวเกร็ง ทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดหลินเฟย จะไม่สนใจ ใบหน้าที่อัปลักษณ์ของเขา ที่เต็มไปด้วยบาดแผลไฟไหม้ จูบริมฝีปากที่ไม่น่ามอง โดยไม่มีท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย
กระนั้นหลินเฟย ที่เห็นอี้เฉิน เอาแต่ยืนนิ่งไม่มีอารมณ์ร่วมใดๆ ทั้งๆ ที่เขาอายุ20กว่าปีแล้ว กลับไม่รู้ประสา ไร้เดียงสา ราวกับเด็กน้อย นางจึงอดไม่ได้ที่จะมีโทสะ กัดริมฝีปากอี้เฉินเบาๆ จนมีเลือดไหลซึมออกมา
เพียงเสี้ยววินาที หลินเฟย นางก็เขินอายขึ้นมาเป็นอย่างมาก พลิ้วกายาจากไปในทันที ไม่เอ่ยคำพูดใดกับอี้เฉินอีกต่อไป ราวกับนางยอมรับในการตัดสินใจของอี้เฉิน แล้วเป็นการบอกอี้เฉิน กลายๆ ว่านางรู้สึกเช่นไรกับตัวเขา
อี้เฉิน ในยามนี้ราวกับเขาถูกค้อนทุบหัว ติดสตั๊นไปหลายวินาที ก่อนจะเช็ดเลือดที่ริมฝีปาก ออกมา เขาไม่กล้าบอกวิธีการให้นางรับรู้ หากนางรู้นางคงเจ็บปวดไม่น้อย