Chapter 01 : ชีวิตที่แสนบัดซบ
ติ๊ก!
เสียงเครื่องสแกนนิ้วดังขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำและหน้าตาที่ดูบ้านๆ ธรรมดาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพร้อมกับกางเกงสแลคเปิดประตูกระจกออกไปจากสถานที่ทำงานของเขา
“บริษัทเฮงซวย ทำงานแทบตายไม่ขึ้นเงินเดือนให้สักที”
กลายเป็ประโยคประจำที่ชายหนุ่มมักจะพูดหลังจากเลิกงานไปแล้วในทุกๆ วันแม้เวลาที่ควรจะเลิกจริงๆ ควรจะต้องเร็วกว่านี้แต่เพราะจำนวนพนักงานที่พากันลาออกทำให้่นี้บริษัทของเขาโยนงานมากมายมาให้ชายหนุ่มรับผิดชอบ
ภัทรดนัย หรือ มิน ชายหนุ่มอายุ 30 ปีที่กำลังใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยการเป็พนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ในเมืองหลวงที่นอกจากเงินเดือนที่แสนจะน้อยนิดแล้วยังมีทั้งค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าอาหารในแต่ละมื้อที่สุดแสนจะแพงเมื่ออาศัยอยู่ในเมืองหลวง ไหนจะค่าหน้ากากกันฝุ่นหนาอีก พอมาคิดๆ ดูแล้วชีวิตของเขานี่มันช่างน่าสมเพชซะจริง
หยิบบุหรี่แบรนด์โปรดออกมาสูบแล้วพ้นควันสีเทาออกมา มุมปากยิ้มยกขึ้นเล็กน้อยพลันขำในลำคอเบาๆ กับตัวเอง ราวกับว่าความทุกข์ใจเมื่อสักครู่ได้ปลดปล่อยออกไปกับก้อนกลุ่มควันดังกล่าว
'ชีวิตดีๆ ที่ลงตัวในเมืองเทพสร้าง เหอะ'
สบถออกมาในใจพลางมองไปยังป้ายรถเมล์เก่าซอมซ่อที่ไม่มีแม้แต่ไฟนีออนคอยให้แสงสว่าง อาจเพราะว่า่นี้ของปีย่างก้าวฤดูหนาวแล้ว(แม้อากาศจะยังร้อนตับแตกก็ตามเถอะ) ถึงทำให้ให้แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเร็วกว่าปกติทั้งๆ ที่หน้าปัดของนาฬิกาข้อมือของเขาเพิ่งจะบอกว่า ณ ตอนนี้เป็เวลาเพียงสิบเจ็ดนาฬิกาเศษๆ เท่านั้น
ไม่ไกลจากเขามากนักคือหญิงสาวในชุดนักศึกษา เธอกำลังยืนรอรถเมล์ที่ไม่มีท่าทีว่าจะตรงเวลาเฉกเช่นเดียวกันกับเขาและวันนี้ก็คงเป็อีกวันที่น่าเบื่อสำหรับชายหนุ่มอีกวันหากไม่ใช่ว่า…
พรึ่บ!
พลันอยู่ๆ ก็มีผู้ชายในชุดมอซอรูปร่างผอมบางวิ่งฉุดกระเป๋าที่นักศึกษาสาวสะพายอยู่ไปอย่างรวดเร็ว
“กรี๊ดดดดดดดเอาคืนมานะ!!”
แต่ช่างโชคร้ายที่เ้าโจรวิ่งราวนั้นทำไม่สำเร็จ อาจเป็เพราะเ้านั่นผอมแห้งจนไม่มีแรงหรือนักศึกษาสาวคนนั้นกำสายสะพายไว้แน่นไปก็มิทราบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้าก็คือคนสองคนกำลังยื้อแย่งฉุดกระชากกระเป๋าสะพายกันอยู่
“เอามานะเว้ย!” มันะโออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
“ปล่อยนะ!!!” เธอแผดเสียงะโกลับไป
โดยจังหวะนั่นเองที่หญิงสาวะโออกมา ขาของเธอก็ยกขึ้นถีบยอดอกของคนตรงหน้าล้มคะมำก่อนที่เธอจะตั้งท่าเพื่อวิ่งหนีเ้าโจรชั่ว แต่เหมือนว่าดวงของเธอนั้นตกอับ เ้าโจรใช้มือผมแห้งของมันคว้าข้อเท้าของหญิงสาวไว้พร้อมกับชักมีดออกมาจากกระเป๋ากางเกง
“เชี้ย!”
มินสบถออกมาเมื่อเห็นภาพดังกล่าวก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งเข้าไปฉุดร่างของนักศึกษาสาวออกมาและเตรียมตัววิ่งหนีแต่ก่อนที่เขาจะทันได้ขยับตัว
ฉึก!
คมมีดพลันแทงเข้ามาจากด้านหลัง ความรู้สึกอุ่นๆ แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณหลังจากเขาพร้อมกับของเหลวสีแดงสดที่ไหลทะลักออกมาเปื้อนไปทั่วเสื้อเชิ้ตสีขาว
อั่ก!
ชายหนุ่มครางออกมาด้วยความเ็ป ชั่วขณะนึงเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองโดนอะไรเข้าไปเหมือนดั่งกับว่าร่างกายไม่ตอบสนอง ทุกส่วนของร่างกายมันด้านชาไปหมด ขาทั้งสองข้างก็พลันอ่อนแรงลงไปซะดื้อๆ จนทำให้ร่างกายที่สูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเิเทิ้งตัวลงไปนอนกองกับพื้น
ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่หันใบหน้ามองไปทางเ้าโจรนั้น ไม่ช้าเขาจึงได้เห็น มีดสเตนเลสเล่มเล็กที่อาบไปด้วยของเหลวสีแดง มินเห็นโจรมองมาที่เขาพร้อมกับมองสลับไปที่มีดที่มันถือ หลังจากนั้นมันก็เบิกตากว้างพร้อมกับร้องออกมาด้วยเสียงหวั่นๆ ก่อนจะทิ้งมีดไว้แล้ววิ่งหนีไป
จังหวะนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือไม่ใกล้ไม่ไกลจากตนนัก
‘ไอ้ควายมิน เสือกไม่เข้าเื่จริงๆ นะ’ สบถออกมาในใจ
สายตาของชายหนุ่มเริ่มพร่ามัว ภาพตรงหน้าช่างเลือนราง ความง่วงที่ไม่น่าจะรู้สึกในยามนี้กำลังครอบงำสติของเขาโดยที่ชายหนุ่มไม่อาจต้านทานได้ เปลือกตาทั้งสองข้างค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไป เหลือเพียงแต่ความมืดมิด
ติ๊ง!
[กำลังยืนยันการถ่ายโอนิญญา]
[กำลังทำรายการ]
///////////1%///////////
//////////32%//////////
//////////67%//////////
/////////100%/////////
[ทำการถ่ายโอนิญญาเสร็จสมบูรณ์]
[เตรียมการเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปใน]
3
2
1
…………………………
“…..ป”
“……..ปนะ”
“แกออกไปจากบ้านฉันเลยนะ!!!!”
เสียงแหบตวาดดังรียกสติของชายหนุ่มจนเขาต้องหันไปยังที่มาของต้นเสียงก่อนจะหรี่ตามองด้วยความสงสัย ชายแก่ตรงหน้าของเขาคือใคร ทำไมอยู่ๆ ถึงมาขึ้นเสียงใส่เขาล่ะ
"ยัง ยังจะมองข้าอยู่อีก ออกไป๊! " ชายแก่ะโใส่เขาอีกครั้ง
เนื่องจากตามสถานการณ์ไม่ทันทำให้มินเกิดอาการงงไปชั่วขณะ แต่ทันใดนั้นเขาก็พลันนึกได้! ''ตูโดนแทงนี่หว่า!" ก่อนจะรีบคลำไปที่หลังของตัวเองและเมื่อพบว่าตัวเขานั้นยังสบายดีไม่มีาแอันใดก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
'แล้วที่นี่ที่ไหนวะเนี้ย ทำไมเราไม่ตื่นในโรงบาล หรือว่าฝันอยู่ ไม่น่าใช่ไหมวะ เหมือนจริงขนาดนี้'
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันคิดอะไรต่อไป เสียงแหบกร้านก็ดังขึ้นขัดจังหวะเขา
"ไอ้มิน! ข้าพูดกับเอ็งอยู่นะ"
เป็ชายชราคนเดิม สวมชุดสูทดำสง่า มือข้างหนึ่งใช้ไม้เท้าค้ำอยู่พร้อมกับใช้สายตาอันน่ากลัวจ้องมาทางเขา
"เรารู้จั-"
แต่จังหวะที่มินกำลังจะถามอีกฝ่ายว่าพวกเขารู้จักกันเหรอนั้นเอง พลันภาพความทรงจำแปลกประหลาดก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวจนเขาต้องใช้มือทั้งสองข้างบีบศีรษะตัวเอง ประสบการณ์วัยเด็กที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขา เพื่อนสมัยประถมที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แฟนคนแรกสมัยมัธยม สมาชิกในครอบครัวที่ไม่ค่อยจะถูกกันนักและเื่ราวต่างๆ มากมายที่ไม่น่าจะใช่ความทรงจำของเขาเลยแม้แต่น้อย
เม็ดเหงื่อผุดขึ้นออกมาทั่วใบหน้า หน้าตาอันอ่อนล้าที่แสดงออกมาทำให้ชายวัยกลางคนที่ใส่ชุดสูทนั้นแสดงสีหน้ากังวลออกมา
"อย่ามาแกล้งสำออย ครั้งนี้ข้าไม่ให้อภัยง่ายหรอก"
ชายชรากล่าวพร้อมกับสะบัดหน้าหนีหลานชายตัวเอง ไม่แน่ใจว่าเ้าหลานชายเ้ากะล่อนของตัวเองแสร้งทำเป็เจ็บป่วยเพื่อที่จะให้เขาใจอ่อนอีกหรือเปล่า
"ครับ ถ้างั้นผมขอตัวนะครับคุณตา"
มินกล่าวขึ้นพร้อมกับลุกเดินออกไป เล่นทำเอาชายชายชราที่แกล้งไม่สนใจอยู่หันควับกลับมาพลางเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ
ไม่นานมินก็มายืนอยู่หน้าปากซอยทางเข้าบ้านที่เขาเพิ่งจะออกมาเมื่อสักครู่ ถนนเอยอะไรเอยช่างไม่มีความแตกต่างกันเสียเลย กระเบื้องปูนแตกๆ จากวัสดุอันไร้คุณภาพจนเกิดร่องน้ำ หากผู้พิการทางสายตาเดินผ่านตรงนี้ล่ะก็ เขามั่นใจว่าคนคนนั้นจะต้องเดินสุดุดหัวทิ่มอย่างแน่นอน
ไม่มีแตกต่างกับโลกที่เขาเคยอยู่เลยแม้แต่น้อย ใช่แล้ว ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่บนโลกเดิมอีกต่อไป เขาตายจริงๆ หลังจากโดนไอ้ผอมกะหร่องนั่นแทงเข้าที่หลังจนเือาบ
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ สายตามองไปยังพาหนะที่สัญจรไปมา ควันสีดำเอย แดดและอากาศที่ร้อนราวกับอยู่ในนรกเอย ถ้าไม่ใช่ว่าเขาได้รับความทรงจำจากเ้าของร่างนี้ละก็ เขาก็คงไม่นึกสงสัยเลยว่าที่นี่คืออีกโลกใบใหม่ โลกที่มีชายที่ชื่อภัทรดนัยหรือมินเช่นเฉกเดียวกันกับเขา ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งวันเกิด หน้าตา ส่วนสูงยังเหมือนกันเป๊ะ อีกต่างหากทำให้เขาอดคิดในใจไม่ได้ว่า
‘มันอะไรกันวะเนี่ยไอ้ฉิบหาย!!’
ะโออกไปสุดเสียงด้วยความเกรี้ยวกราด ทั้งโมโหตนเองที่ยุ่งไม่เข้าเื่ ตอนนี้คิดว่าตัวเองเป็พระเอกในละครหรือไงที่วิ่งเข้าไปช่วยหญิงสาวทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่มีวิชาศิลปะการต่อสู้อันใด โมโหไอ้โจรคนนั้นด้วย ที่ออกมาวิ่งราวคนอื่นๆ ชีวิตมันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วหรือไร ทำไมถึงต้องปล้น และสุดท้าย โมโหไอ้เ้าของร่างนี้
ทำไมน่ะหรือ
ก็ไอ้เ้าของร่างนี้น่ะนะ ทั้งๆ ที่มันเกิดมาบนกองเงินกองทาง เกิดมาในบ้านคนรวยแท้ๆ แต่ไม่เอาไหนเสียเลย เรียนก็ไม่ได้เื่ วันๆ เอาแต่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายพล่านเงินไปวันๆ คนทั้งตระกูลต่างเอือมระอาและไม่อยากยุ่งเข้าหา หากไม่ใช่เพราะว่าคุณตาซึ่งเป็หัวหน้าตระกูลรู้สึกผิดในการตายของพ่อแม่ของเ้าของร่างเก่านี่ล่ะก็ เขาอาจจะถูกเฉดหัวออกจากบ้านนี้ไปนานแล้วก็ได้ เพราะการถูกไล่ออกจากบ้านไม่ใช่ว่าตัวเขาโดนครั้งนี้เป็ครั้งแรกเสียหน่อย
และเหตุผลที่วันนี้เขาเพิ่งจะถูกเฉดหัวออกจากบ้านหลังดังกล่าวก็เพราะไอ้เ้าของร่างเก่ามันเอาเงินกว่าสิบล้านบาท ขอย้ำอีกครั้งว่า สิบล้านบาท! ไปลงทุนโง่ๆ กับธุรกิจจนเจ๊งไม่เป็ท่าเนื่องจากไม่ศึกษาหาข้อมูลอะไรเลย
เพราะว่ารอบนี้เ้าตัวใช้เงินมากไปทำให้คนในตระกูลร้องเรียนให้คุณตาลงโทษเขาซะบ้าง ด้วยเหตุนี้เอง ในตอนนี้เขาจึงเหลือเพียงตึกสามชั้นโง่ๆ ที่ซื้อมาตอนเปิดธุรกิจดังกล่าวและเงินในบัญชีอีกหนึ่งแสนบาท
หนึ่งแสนบาทเหมือนจะดูว่าเยอะก็จริงและสามารถทำให้เขาอยู่ได้ไปอีกเป็ปีถ้าประยัดออกมา และถ้าหากภายในปีนี้คุณตาของเขาให้อภัยและรับเขากลับเข้าบ้านล่ะก็ หนึ่งแสนก็ถืออยู่เยอะอยู่ แต่ถ้าหากว่าไม่ล่ะ? ถ้าเขาโดนเฉดหัวออกจากบ้านอย่างถาวรล่ะ คิดได้ดังนั้นมินก็พลันเห็นภาพของคนหลายคนที่กำลังแสยะยิ้มออกมาเมื่อรู้ว่าเขาโดนไล่ออกมาจากบ้าน พวกญาติๆ เขานั่นเอง
“เฮ้อ”
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาก่อนที่จะเงยหน้ามองขึ้นมองท้องฟ้า พลันสายตาก็เห็นบางสิ่งกำลังลอยผ่านเขาไป สิ่งนั้นคือหญิงสาววัยรุ่นซึ่งสวมใส่ชุดนักเรียนพร้อมกับผ้าคลุมสีชมพูอ่อน เธอคนนั้นกำลังขี่ไม้กวาดมีท่าทางเร่งรีบ ไม่มีความประหลาดใจอยู่ในแววตาของชายหนุ่ม ไม่มีความรู้สึกว่าเหตุการณ์ตรงหน้าคือเื่ผิดปกติ ทำไมมันถึงดูไม่ผิดปกติละ? คำตอบก็คือเพราะโลกนี้มันโลกแฟนตาซียังไงล่ะ! เวทมนตร์เอย วรยุทธ์เอย มันเป็เื่ปกติของโลกใบนี้ ถ้าเขาไม่ได้รับความทรงจำจากเ้าของร่างเก่าเขาก็จะใอยู่หรอก
ถึงแม้ว่าประวัติศาสตร์ของโลกนี้กับโลกเดิมที่เขาอยู่จะคล้ายๆ กันแต่จุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็คืออภินิหารต่างๆ ที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ว่าจะเป็เหล่าทวยเทพแห่งกรีก พระพุทธเ้า เทพเ้าของศาสนาฮินดูเง็กเซียนฮ่องเต้รวมไปถึงพระเยซู เื่ราวตำนานต่างๆ ที่ถูกสืบทอดต่อๆ กันมาเหล่านี้คือเื่จริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ทั้งหมด ไม่เพียงแค่นั้น! ในยุคนี้ที่เทคโนโลยีก้าวไกลผสมกับเวทมนตร์ทำให้มนุษย์เราสร้างปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เขาไม่อาจจะคาดคิดมาก่อนในชีวิตนั่นก็คือการชุบชีวิต ดูน่าเหลือเชื่อ แต่การชุบชีวิตเป็เื่ธรรมดามากๆ ในโลกใบนี้(ถ้าหากมีเงินพอน่ะนะ)
จากความรู้ในวิชาประวัติศาสตร์ที่นายภัทรดนัยคนก่อนหน้านี้ได้เรียนมาตอนมัธยมแล้ว ทฤษฎีเื่ชุบชีวิตเริ่มต้นจากฝั่งศาสนาคริสต์ในตอนที่พระเยซูกลับมาจากความตายแต่เนื่องจากเทคโนโลยีในตอนนั้นยังไม่ได้ก้าวหน้าทำให้มันเป็ได้แค่ความฝันลมๆ แร้งๆ แต่ในตอนนี้ต่างออกไป จอมขมังเวทย์ จอมยุทธ์หรือแม้แต่คนธรรมดาที่ไม่มีวิชาอะไรก็สามารถฟื้นจากความตายได้ถ้าพวกเขาเ่าั้ไม่ได้เสียชีวิตจากการสิ้นอายุขัยถึงแม้ค่าใช้จ่ายในการชุบชีวิตในแต่ละครั้งจะใช้งบมหาศาลก็ตาม
และด้วยเหตุนี้เองทำให้มนุษยชาติมีพลังเพียงพอในการต่อการกับเหล่าสัตว์ประหลาดที่เรียกว่ามอนสเตอร์ การกวาดล้างพวกมันจึงได้เกิดขึ้นเมื่อ 200 ก่อน ทำให้เหล่ามอนสเตอร์เกือบทั้งหมดบนโลกหายไป เกิดความสงบสุขขึ้นอีกครั้งเมื่อภัยคุกคามต่อโลกหมดไปแต่หลังจากนั้นไม่กี่สิบปี เหล่ามนุษย์ก็ตระหนักได้ว่าเหล่าจอมยุทธและผู้วิเศษรุ่นใหม่ๆ นั้นช่างอ่อนแอต่างจากพวกรุ่นก่อนๆ เสียเหลือเกิน นั่นเป็เพราะว่านอกจากมนุษย์แล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ใช้วิชาต่อสู้จริงโดยมีชีวิตเป็เดิมพัน
สังคมของเหล่าจอมยุทธและผู้วิเศษเกิดความอ่อนแอเป็ร้อยปี จนกระทั่งเมื่อสี่สิบปีก่อน ได้มีผู้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาซึ่งก็คือการสร้างมิติขนาดเล็กและใช้เวทมนตร์ลวงตาขั้นสูงผสมผสานเข้ากับปัญญาประดิษฐ์โดยให้เหล่าจอมยุทธและผู้วิเศษเข้าไปต่อสู้ สิ่งนี้ถูกเรียกภายหลังว่า 'ดันเจี้ยน'
นวัตกรรมดังกล่าวได้รับความนิยมทันทีหลังจากถูกปล่อยออกมาให้สู่สาธารณชนได้ไม่นาน ทำให้เกิดเป็อุตสาหากรรมธุรกิจแบบใหม่ขึ้นมาและธุรกิจนี้เองที่ทำให้มินต้องโดนไล่ออกจากบ้าน ก็ไอ้เ้าของร่างเก่านี้ดันเอาเงินสิบล้านไปลงทุนทำดันเจี้ยนที่สร้างัขึ้นมาแล้วไม่มีปัญญาบริหารธุรกิจน่ะสิ! รวยซะเปล่าแต่ดันโง่ ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้นแหละว่าการทำดันเจี้ยนันั้นต้องใช้เงินมากมายมหาศาลขนาดไหน
"เฮ้อ"
ชายหนุ่มถอนหายใจไปออกเมื่ออีกครั้งก่อนจะเดินไปนั่งรอที่ป้ายรถเมล์ก่อนจะคิดในใจ
'จริงๆ ถ้าศึกษาดีๆ ทำสตูดันเจี้ยนยังไงก็ไม่เจ๊งหรอก'
[คำขอของยูเซอร์ได้รับการอนุมัติ กำลังทำรายการ]
"ฮะ?"