เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 31 ข้าอยู่ที่ใด ? ( rewrite )

    “ซีว่าง!!” หญิงสาวตกใจมาก แต่ไม่สามารถที่จะช่วยชายหนุ่มได้ คิดหาวิธีอยู่ในหัว
    ซีว่างนั้น พยายามจะว่ายไปให้ถึงฝั่ง แต่มันเหมือนมีบางอย่างคอยดึง คอยฉุดมันไว้ ไม่ให้กลับขึ้นฝั่งไปได้ ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเสียแรงไปเท่านั้น สุดท้ายมันก็จมลงไปสู่ก้นบึงแห่งนั้น
    ณ เมืองรุ่งตะวัน
    จิ้นซิน (แม่บุญธรรมซีว่าง) ที่กำลังทำความสะอาดห้องของตนอยู่นั้น อยู่ดี ๆ รูปเหมือนของซีว่าง ก็ได้หล่นลงมาทำให้เศษกระจกและกรอบรูปแตกเป็นเสี่ยง ๆ
    จิ้นซินพอเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกใจคอไม่ดี แต่ก็รีบเข้าไปเก็บเศษกรอบรูปก่อนที่มันจะทำอันตรายผู้อื่น แต่ภายในใจก็ยังรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีบางสิ่งมาคอยกวนใจนางอยู่
    นางจึงร้องเรียกสามีนางออกมาเสียงที่สั่นเครือ
    “ท่านพี่” ผ่านไปไม่นาน จิ้นหลิงก็ได้เดินเข้ามา ตรงเข้าไปหาภรรยาของตนเอง
    “น้องหญิง.. , เจ้าเป็นอะไรหรือ..ถึงร้องเรียกข้าเสียงดังเลย” ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นเศษแก้วและไม้ที่กระจายอยู่เต็มพื้น
    “ใจข้ารู้สึกไม่ดี , เหมือนมีสังหรบางอย่างคอยกวนใจข้า” จิ้นซินกล่าวบอกสามีตนเองพร้อมกับมือไม้ที่สั่นเทา
    “มาข้าช่วยเจ้าเก็บเอง ...” สามีช่วยเก็บเศษขยะเหล่านั้น เรียบร้อยแล้วนำไปทิ้ง พอกลับมาก็เห็นภรรยาตนเองนั่งมองรูปเหมือนของบุตรชายของนางอยู่ มันจึงกล่าวปลอบใจภรรยาของตนเอง
    “เจ้าอย่ากังวลมากไปเลย , ว่างเอ๋อร์ตอนนี้มิเป็นไรหรอก..ป่านนี้มันอาจหาสะใภ้มาให้เจ้าเป็นโหล ๆ แล้วก็ได้” มากล่าวขณะยื่นมือไปจับมือของภรรยาตนเอง บีบมือนางเล็กน้อย
    “แต่ยังไงข้าก็ไม่รู้สึกดี..ใจข้า..สั่นไปหมด , ต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับว่างเอ๋อร์ของเราเป็นแน่” หญิงสตรีกล่าวเสียงสั่นออกมา
    “เจ้าอย่าคิดมากเลย..ตอนนี้เจ้าก็กำลังท้องกำลังไส้อยู่ , หากเจ้าเครียดมาก ๆ ลูกเราที่อยู่ในท้อง..จะรู้สึกไม่ดีกับเจ้าตามไปด้วย..เชื่อข้า” ก่อนที่มันจะยื่นมือไปลูปท้องของภรรยาตนเอง
    เมื่อเห็นดังนั้น จิ้นซินจึงนำมือตัวเองไปลูปท้องของตัวเอง พร้อมกับยิ้มน้อย ๆ ให้สามีตนเอง “ถูกของท่าน , ป่านนี้เจ้าเฟิงเอ๋อร์คงจะสร้างเรื่องให้..ว่างเอ๋อร์ต้องปวดหัวเป็นแน่ , ข้าคงคิดมากไปเอง”
    สามีไม่ได้ตอบภรรยาตนเพียงแต่ยิ้มให้เล็กน้อยตอบกลับไป
    แต่ถึงสายตาของหญิงสตรีจะทำเหมือนมีความสุข แต่ก็ปกปิดมือที่สั่นเทาของตนเองไม่ได้ ผู้เป็นสามีสามารถรับรู้ความรู้สึกของนางได้ แต่ก็มิได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่นั่งปลอบภรรยาของตนมิได้รีบจากไปไหน
    แต่อย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือสัญชาตญาณของสตรีนั้น เป็นอะไรที่ไม่สามารถดูถูกได้ โดยเฉพาะของผู้เป็นมารดา
    “ซีว่าง....เจ้าฟื้นสิ....ซีว่าง....” เสียงของสตรีนางหนึ่ง ดังเข้าไปในโสตประสาทของซีว่าง
    มันจึงลืมตาขึ้น ก็เห็นหญิงสาวหน้าตาคุ้นเคยร้องเรียกมัน
    เมื่อหญิงสาวเห็นมันฟื้น นางจึงยิ้มดีใจ คอยเอามือตบหน้าชายหนุ่มให้รู้สึกตัว
    เมื่อสติของมันเริ่มกลับมาบริบูรณ์เหมือนเดิม มันจึงกล่าวถามต่อหญิงสาว
    “ข้าตายแล้วหรือ ? , เหตุใดข้าถึงเข้ามาอยู่ในโลกวิญญาณกลับเจ้าได้” มันกล่าวออกมาด้วยเสียแหบแห้ง
    ตอนนี้ผมของหยางน่า งอกงามกลับมาเช่นเดิม อาจเป็นเพราะนางอยู่ในโลกวิญญาณ จึงสามารถทำให้นางสามารถกลับมาเป็นปกติเช่นเดิมได้อย่างเร็วไว
    “เจ้ายังไม่ตายและนี่ก็ไม่ใช่โลกวิญญาณ..เจ้าดูดี ๆ ” ก่อนที่หญิงสาวจะฉุดมันให้ลุกขึ้นมานั่ง
    ซีว่างมองไปรอบ ๆ ก็เห็นเป็นป่าไม้ แต่ไม่เหมือนป่าของเมืองรากนาคา แสงแดดส่องลงมา ถ้ามองดี ๆ จะเห็นเสี่ยวฮุ๋ยวิ่งไปมาอยู่แถวนั้น
    “ที่นี่ที่ไหน? แล้วเจ้าออกมาจากโลกวิญญาณได้อย่างไร?” เกิดคำถามต่าง ๆ นานา เต็มไปหมด
    ที่มันสงสัยที่สุดคือ ถ้านี่ไม่ใช้โลกวิญญาณ แล้วหญิงสาวออกมาอยู่ข้างมันได้อย่างไร
    “เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้..ข้ารู้เพียงหลังจากเจ้าจมลงมา , ตัวข้าและเสี่ยวฮุ๋ย..ก็ได้ถูกบางอย่างดึงออกมาจากโลกวิญญาณของเจ้า , แล้วพวกข้าก็สลบไป , ฟื้นขึ้นมาก็เป็นอย่างที่เจ้าเห็น”
    ตอนนี้สายตาของชายหนุ่มจับจ้องไปที่หญิงสาว ตอนนี้ตัวหญิงสาวเปียกปอน ทำให้มันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างบนเรือนร่างของนางเกือบจะชัดเจน
    ‘ทำไมวันนี้เจ้าไม่สวมเสื้อสีขาวนะ..น่าเสียดายยิ่งนัก’ มันได้แต่คิดอกุศลต่อหญิงสาวที่เนื้อตัวเปียกปอน
    “เพียะ!!” ซีว่างโดนตบจนหน้าหันไปอีกด้าน หลังจากนั้นมันก็ร้องโอดโอยออกมา ก่อนจะลุกขึ้นมายืนแล้วต่อว่าหญิงสาว
    “เจ้าตีข้าทำไม?” มันเอามือถูแก้มตนเอง ด้วยความเจ็บแสบ
    “สายตาเจ้าล่วงเกินข้า” หญิงสาวกล่าวขณะเอามือปิดหน้าอกตนเอง จ้องไปที่ชายหนุ่มด้วยสายตารังเกียจ “นี่ยังน้อย..หากข้ามีพลังเช่นก่อน , เจ้าตายไปแล้ว!!”
    หญิงสาวโกรธเป็นอย่างมาก กับสายตาลามกของซีว่างที่จับจ้องมาที่นาง
    “จะ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว , ขะ ขะ ข้ามิได้มองเจ้า” พิรุธแสดงออกมาให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง “ขะ ข้าเพียงแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย..มิได้มองอะไรเจ้าเลย”
    หญิงสาวยังมองตาขวางใส่ชายหนุ่ม เรื่องอื่นอาจไว้ใจตัวมันได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ นางมิมีทางเชื่อเด็ดขาว่าเจ้าคนที่อยู่ตรงหน้า จะทำแบบที่พูดจริง ๆ
    ก่อนที่นางจะเดินปลีกตัวออกห่างจากชายหนุ่ม หาข้าวของต่าง ๆ ที่ถูกดึงออกมาจากโลกวิญญาณพร้อมกับนาง
    ผ่านไปสักพัก นางได้เพียงชุดตัวใหม่ 1 ชุดที่ก็เปียกปอนเช่นเดียวกับเสื้อของนาง นางจึงนำมาคาดไว้ที่ส่วนหน้าอกของนาง เพื่อปกปิดสิ่งที่แม่ให้นางมาเยอะกว่าหญิงนางอื่น
    สักพักเสี่ยวฮุ๋ยก็วิ่งกลับมาพร้อมกับ หน้ากากแปลงโฉมของซีว่าง ถุงมิติที่มีศิลาธาตุของอยู่ 4 ร้อยกว่าก้อน และกระบี่ตัดดารา
    “ของในโลกวิญญาณของข้า..ถูกดึงออกมาทั้งหมดเลยใช่หรือไม่?” ซีว่างกล่าวถามหญิงสาว
    “น่าจะเป็นเช่นนั้น” เสียงของนางยังแฝงด้วยความขุ่นเคืองอยู่
    “อย่างน้อยหน้ากากนี่และกระบี่ข้าก็มิได้หายไปไหน” ของทั้งสองนั้นสำคัญกับชายหนุ่มเป็นอย่างมาก หนึ่งคือกระบี่คู่ใจของมัน และอีกหนึ่งคือของวิเศษที่แม่ของมันเป็นคนทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า เมื่อคิดได้ดังนั้น มันจึงรีบจับไปที่ตรงหน้าอกตนเอง สร้อยคอที่แม่ของมันทิ้งไว้เป็นของต่างหน้าก็ยังอยู่
    มันลองเคลื่อนลมปราณของตนเองดู ตอนนี้ระดับพลังของมันอยู่ที่ ระดับ 9 จิตโลกา มันก็ตกใจเป็นอย่างมาก ระดับพลังของมันเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
    “ระดับพลังของข้....” มันกล่าวมิทันจบ ก็ตรวจสอบได้ว่า ตอนนี้หญิงสาวระดับพลังเท่ากับมันคือ จิตโลกาชั้นที่ 9
    “เจ้าระดับพลังเท่าข้า?” มันสงสัยเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อก่อนต่อให้มันตรวจสอบพลังของนางเท่าใด ก็มิเคยหยั่งถึง หรือแม้แต่ตอนที่นางเสียระดับพลังไปหนึ่งขั้น มันก็ยังไม่สามารถตรวจสอบพลังของนางได้ ชัดเจนว่านางมีระดับฝีมือมากกว่ามันมากมายนัก
    “น่าจะเป็นเพราะข้าโดนดึงออกจากโลกวิญญาณของเจ้า , เหมือนข้าโดนอัญเชิญโดยเจ้า..จึงทำให้ข้าระดับพลังเท่ากับเจ้า , ตอนนี้ข้าคงเป็นอสูรวิญญาณของเจ้า” หญิงสาวตอบมาด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดเล็กน้อย นางอารมณ์เสียเป็นอย่างมากที่ระดับพลังของนางหายไปมากมายนัก
    “แล้วตอนนี้เจ้าสามารถบอกข้าได้หรือไม่..ว่าระดับพลังเดิมของเจ้า , อยู่ที่ระดับใด?” มันกล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย แต่ก็แฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่มันเป็นคนทำให้ระดับพลังนางลดลงมาหนึ่งขั้นจากการ ที่นางช่วยกระตุ้นจุดตันเถียนของมัน
    “เมื่อถึงเวลา..เจ้าจะสามารถรับรู้ได้เอง” หญิงสาวกล่าวพร้อมเดินหนีไป
    นางขึ้นนั่งบนหลังของเสี่ยวฮุ๋ย ก่อนจะหันมาหาชายหนุ่ม “ตอนนี้เราไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด , ออกเดินทางตามหาผู้รู้เถิด..เผื่อจะพบทางกลับไปยังบึงเฮงซวยนั้น”
    ชายหนุ่มรีบเดินตามไป ก่อนจะเดินไปข้าง ๆ ของเสี่ยวฮุ๋ย เมื่อหญิงสาวเห็นมันย่างกายเข้ามา หยางน่าจึงตวาดออกไปโดยไม่ไว้หน้ามันสักนิด “เจ้าไปเดินนำหน้าเดี๋ยวนี้!!”
    “เดินนำหน้า? ด้วยเหตุใด” สีว่างสงสัยเป็นอย่างมากเหตุใดนางถึงให้ไปเดินนำหน้าของเจ้าอสูรน้อยนี้
    “เพราะ...เจ้า...มันคน...วิตถาร...เจ้า...จะแอบ....มองใต้....กระโปรงข้า...” หญิงสาวกล่าวเน้นย้ำทุกคำเพื่อเป็นการยืนยันว่า นางไม่ไว้ใจชายหนุ่ม
    “เฮ้สาวน้อย..ถึงเจ้าจะงดงามเกินห้ามใจ , แต่ข้าก็เป็นสุภาพบุรุษมิใช่คนจิตใจหยาบช้า..แบบที่เจ้ากล่าวสักหน่อย” ถึงมันจะกล่าวออกไปเช่นนั้น แต่ในใจมันคิดที่จะทำเช่นนั้นจริง ๆ มันจึงรีบเดินนำไปข้างหน้าของอสูรน้อย พร้อมกับสีหน้าที่ผิดหวัง
    ตอนนี้เสี่ยวฮุ่ยตัวโตเท่ากับมารดาของมัน ตัวมันนั้นเกือบ ๆ 2.5 เมตร แต่เรื่องความเร็วนั้น ตอนนี้สามารถวิ่งเกือบเทียบเท่า ท่าร่ายขั้น 2 ของชายหนุ่ม เป็นสัตว์อสูรที่มีความน่ากลัวเป็นอย่างมาก
    พวกมันเดินทางด้วยเท้ามาเป็นเวลา 2 ชั่วยาม ซีว่างคอยเหาะขึ้นไปดูเหนือป่า ทุก ๆ ครึ่งชั่วยาม เพื่อคอยสังเกตว่าพวกมันนั้น ได้เดินหลงทางเป็นวงกลมหรือไม่ หรือคอยมองดูว่าใกล้ถึงทางออกแล้วหรือยัง
    ครานี้เมื่อมันเหาะขึ้นไปข้างบน มันก็สังเกตเห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ มันจึงรีบบอกกล่าวต่อหญิงสาว
    เมื่อทราบเช่นนั้น พวกมันจึงรีบเดินทางโดยใช้ท่าร่ายวิ่งด้วยความเร็ว ส่วนเสี่ยวฮุ๋ยวิ่งตามมาติด ๆ
    ผ่านไปครึ่งชั่วยาม มันก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ บ้านในหมู่บ้านร่วมกันไม่ถึง 20 หลัง
    แต่เมื่อเข้าไปภายใน มันก็เห็นสิ่งที่ผิดสังเกตอย่างมาก มีกลุ่มชายชุดดำประมาณ 10 กว่าคนกำลังลากดึงคนจำนวนหนึ่งไปรวมไว้กลางหมู่บ้าน
    พวกมันนั้นถืออาวุธที่แปลกตาอย่างมาก เป็นไม้เท้ายาว ๆ ส่วนหัวนั้นมีอัญมณีประดับอยู่ มันคอยใช่ส่วนอัญมณีนั้น ชี้ไปตรงผู้ที่ไม่เชื่อฟังมัน
    “แย่แล้ว..พวกมันคงเป็นโจรป่า..มาปล้นสะดมชาวบ้านตาดำ ๆ ” ชายหนุ่มกล่าวต่อหญิงสาว
    “ไม่ใช่เรื่องของเรา..พวกเราอย่าไปยุ่งวุ่นวายกับพวกมันเลย” หญิงสาวกล่าวก่อนจะดึงหูของเสี่ยวฮุ๋ยเบา ๆ ให้เดินออกจากเขตหมู่บ้านนั้น
    “ข้าปล่อยไว้ไม่ได้” เมื่อกล่าวจบมันก็รีบวิ่งเข้าไปเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน
    “ซีว่างงงงง” หญิงสาวเรียกมันด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย “มันเป็นคนดี..หรือมันเป็นคนบ้าการต่อสู้กันแน่ , ถึงชอบแส่หาเรื่อง” ก่อนที่นางจะบอกให้เสี่ยวฮุ๋ยตามเข้าไป
    ในหมู่บ้าน พวกที่ถือไม้เท้าเท้าไม้คทานั้น บ้างก็ยืนคุมชาวบ้านมิให้หนีไปไหน บ้างก็รื้อข้าวของภายในบ้านของพวกชาวบ้าน
    “หมู่บ้านนี้ไม่เห็นมีอะไรมากมาย..พวกเราคงมาเสียเที่ยวกันแล้วท่านรอง” หนึ่งในชายชุดดำกล่าวออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองเล็กน้อย
    “พวกผู้ชายและคนแก่ปล่อยเอาไว้..หญิงสาวหน้าตาดีนำกลับไปให้หมด” ชายคนหนึ่งที่แต่งกายผิดแผกจากผู้อื่นเป็นคนกล่าวออกมา
    ก่อนที่ลูกน้องมาจะกวาดตามองดูเหล่าหญิงสาว ใครก้มหน้ามันก็บีบหน้าขึ้นมาดู
    จนมันไปสะดุดตากับหญิงสาวคนหนึ่ง ผิวพรรณขาวสะอาดหน้าตางดงาม แก้มป่องของนาง น่าจับมาหอมให้ชื่อใจสักฟอด
    ก่อนที่มันจะฉุดหญิงสาวขั้นมา “มานี่น้องสาว , คืนนี้พวกพี่จะทำให้เจ้าสุขสมทั้งคืน” มากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอยากใคร่ที่เต็มไปดวยตัณหา
    “ปล่อยข้า..!! อย่าทำอะไรข้าเลย..ข้าเป็นลูกคนเดียว..” หญิงสาวฉุดดึงมือตัวเองออกมา ทิ้งน้ำหนักตัวไม่ได้ลุกขึ้นไป แต่เรี่ยวแรงนางก็ไม่สามารถสู้ต่อแรงบุรุษได้
    “เอ๊ะอีนังนี้ !! หยุดเดี๋ยวนี้!!” ก่อนที่มันง้างมือเตรียมจะตบไปที่หน้าหญิงสาว แต่พอมันรู้สึกตัวอีกที มือข้างนั้นก็หายไปพร้อมกับโลหิตที่พรั่งพรูออกมา
    “อ๊าาาาาา” มันรีบปล่อยมือจากหญิงสาว ก่อนที่จะรีบเอามือข้างที่เหลืออยู่จับไปที่ข้อมือของมัน
    “ผู้ใดบังอาจ!!” ก่อนที่ชายที่แต่งตัวผิดแผกจากผู้อื่นจะคำรามออกมา ส่องสายตาไปทั่วที่ว่างโล่งแห่งนั้น ก่อนมันจะไปหยุดที่ชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง
    “พี่ชาย.. , หญิงสาวผู้นี้..ไม่อยากไปกับท่าน , เหตุใดจึงใช้กำลังกับนางด้วย , หรือพวกเจ้าไม่มีน้ำยาในการเกี้ยวหญิงสาว?” ซีว่างกล่าวออกไปเพื่อกวนอารมณ์เปล่าโจรป่าพวกนั้น
    “เจ้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ , เหตุใดจึงมายุ่งวุ่นวายเรื่องผู้อื่น , เจ้ารนหาที่ยิ่งนัก” ก่อนที่มันจะยกไม้คทาของมันขึ้นมา แสงที่อัญมณีสว่างจ้าก่อนที่จะมีเปลวไฟพุ่งออกมาจากคทาอันนั้น
    ซีว่างกระโดดหลบ ก่อนจะมาหยุดที่หลังคาของบ้านหลังหนึ่ง “นี่มันวิชาอันใด , ทำไมข้าไม่รู้สึกถึงการเดินลมปราณจากมัน”
    ถึงจะไม่เห็นการเดินลมปราณ แต่ซีว่างสามารถตรวจสอบได้ ว่าเจ้าโจรคนนี้ มีพลังเพียง จิตโลกาขั้นที่ 8 ซีว่างสามารถสังหารพวกมันได้ เพียงหนึ่งลมหายใจ
    “ข้าขอเตือนพวกท่านดี ๆ นะพี่โจร , หากท่านยอมล่าถอยไปเสียแต่ตอนนี้..พวกท่านจะไม่เจ็บตัวเพิ่ม , แต่หากท่านรั้น..ข้าก็ขอเสียมารยาท” ซีว่างกล่าวออกไปด้วยเสียงเฉยชาอย่างมาก
    ก่อนที่เหล่าโจรที่เหลือ รวมทั้งหัวหน้าพวกมัน จะจ่อไม้คทามาที่ซีว่าง แล้วยิงพลังออกมาใส่ โดยมิมีการพูดจาอันใด
    “หึ” ซีว่างเค้นเสียลมหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนที่จะพุ่งเข้าไปหาเจ้าพวกโจรกระจอกพวกนี้
    แต่ซีว่างยังไม่ทำอะไร เจ้าพวกโจรป่าพวกนี้ ก็ได้หัวหลุดออกจากบ่ากันทุกคน
    ผู้ที่ลงมือนั้นคือหยางน่า นางใช่เพียงนิ้วของนางในการตัดหัวของเจ้าพวกโจรกระจอกพวกนี้
    ซีว่างมองไปที่หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะยักคิ้วขึ้นเป็นการถามหญิงสาวด้วยสีหน้า
    “อะไร? , ข้าได้โอกาสออกมาอาละวาดทั้งที..ให้ข้าได้ร่วมสนุกเล็กน้อยจะเป็นไร” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียร่าเริง เพราะนี้เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปี ที่นางสามารถฆ่าคนได้ หลังจากนางโดนผูกจิตไว้กับวิญญาณของซีว่าง
    ก่อนที่ซีว่างจะเก็บอาวุธลงแล้วหันไปมองพวกชาวบ้าน ตอนนี้พวกชาวบ้านได้แต่ก้มหน้า คอยหลบสายตาของซีว่าง พวกมันไม่รู้ว่าชายหนุ่มและหญิงสาวตรงหน้าจะมาดีหรือมาร้าย แถมพวกมันยังพาอสูรหน้าตาแปลกประหลาดมากับพวกมันด้วย
    ก่อนที่ซีว่างจะเดินเข้าไปถามหญิงสาวที่โดนฉุดไปเมื่อครู่
    “แม่นาง..เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียอ่อนโยน ไม่ได้แฝงจิตมุ่งร้ายเลยสักนิด
    “ขะ ข้ามิเป็นอะไร..ขอบคุณที่พี่ชายยื่นมือ..ชะช่วยเหลือ” หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
    ก่อนที่ซีว่างจะมองไปที่ชาวบ้านทุกคน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
    “พวกท่านมิต้องกลัวข้าหรอก..พวกข้ามิได้มาร้าย , พวกข้าเพียงเดินหลงป่า..แล้วบังเอิญเห็นหมู่บ้านของท่านเข้า , ข้าจึงเข้ามาเพื่อจะขอความช่วยเหลือ , แต่กลับเห็นพวกท่านโดนโจรป่าใจทรามปล้นสะดม..ข้าจึงยื่นมือเข้าช่วยเท่านั้นเอง”
    เมื่อชายหนุ่มกล่าวออกไป ถึงจะกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่บ้าง แต่ชาวบ้านก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองชายหนุ่ม
    ซีว่างเห็นก็รู้สึกแปลกใจนัก คนของหมู่บ้านนี้ ถึงตัวจะเลอะคราบดินคราบฝุ่น แต่ตัวของชาวบ้านที่นี่ กลับขาวผิดปกติ สีตาของชาวบ้านที่นี่ ออกเป็นสีฟ้า ต่างกลับที่ที่มันจากมา ที่ทวีปรุ่งนภาทุกคน ลูกนัยตาจะสีดำ แถมผมเผ้าของชาวบ้านที่นี่มีสีสันมีหลากหลาย ไล่ตั้งแต่ทอง ไปน้ำตาล จนออกแดงอ่อน ๆ หน้าตาไม่เหมือนกับคนทวีปรุ่งนภาแม้แต่น้อย
    แล้วจู่ ๆ ก็มีชายแก่ผมขาวผู้หนึ่งเดินมาหาชายหนุ่ม
    “ข้ามีนามว่าปีเตอร์..ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ , ขอบคุณท่านผู้กล้า..ที่ยื่นมือช่วยเหลือพวกข้า”
    “ปีเตอร์? นั้นชื่อหรือแซ่ของท่านกัน?” ซีว่างงงกับนามที่ชายชราเอ่ยออกมามากนัก
    “ชื่อ? แซ่? ข้าไม่เข้าใจท่าน..ว่าท่านพูดถึงเรื่องใด” ปีเตอร์กล่าวด้วยท่าทีมึนงงกลับไปหาชายหนุ่ม
    “มิเป็นไร มิเป็นไร , ข้าอาจจะพูดจาวกวนไปเอง , เอาเป็นที่นี่..ทวีปและเมืองใดกัน?”
    “ที่นี่คืออาณาจักรเอ็นเซลล์ แห่งทวีปเอเบล ที่นี่หมู่บ้านบราวน์ อยู่ในป่าทางตอนใต้ของเมืองแกร์รี่”
    “??????” สิ่งที่ชายแก่บอกออกมา ไม่ตรงกับความรู้ในหัวสมองของชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย
    ---------------------------
    จากผู้แต่ง * เอาง่าย ๆ ที่ ๆ ซีว่างมาจะเหมือนเป็นทวีปยุโรป แล้วที่ชาวบ้านที่นี่ไม่มีแซ่หรือนามสกุลเพราะ ชื่อของพวกชาวยุโรปมันตัวตัวการันต์เยอะ และยาวเป็นส่วนใหญ่ จึงเอาให้เข้าใจง่าย ๆ เลยดีกว่า [ ขี้เกลียดกดชิพบ่อย ๆ :) ]