หลังจากพักได้ระยะหนึ่ง
อาเรนก็ลุกขึ้นยืน
เขามองสมาชิกทั้งสี่คน
จากนั้นจึงหันกลับไปมองทางที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา
ไม่มีใครพูดอะไร
แต่ทุกคนเข้าใจตรงกันแล้วว่า
การหยุดพักครั้งนี้
ไม่ใช่เพราะพวกเขาคิดว่าพื้นที่ปลอดภัย
เป็นเพียงเพราะ
พวกเขาจำเป็นต้องหยุด
สัตว์พาหนะต้องพัก
และร่างกายของทุกคน
ก็ต้องการเวลาเช่นกัน
อาเรนหยิบแผนที่ขึ้นมาอีกครั้ง
สายตาของเขากวาดผ่านเส้นทางที่บันทึกไว้
ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“เราอยู่ตรงนี้ต่อไม่ได้”
ไคเงยหน้าขึ้น
“จะไปทางไหน?”
อาเรนมองไปทางด้านขวาของพื้นที่
“ออกทางนั้น”
รันมองตาม
“ไม่กลับทางเดิม?”
“ไม่”
อาเรนตอบทันที
“ด้านหลังคือพื้นที่ที่เราหนีออกมา”
“ฉันไม่อยากกลับไปเสี่ยงเจอพวกนักฆ่าอีก”
เขาหันกลับมามองทุกคน
“ส่วนด้านหน้า”
อาเรนหยุดไปเล็กน้อย
“คือเมือง”
นัทนิ่งเงียบ
ทุกคนยังจำสิ่งที่อยู่รอบเมืองได้
ฝูงผีดิบ
จำนวนที่พวกเขาไม่สามารถประเมินได้
และตอนนี้
พวกเขายังไม่มีเหตุผล
ที่จะเดินเข้าไปใกล้มันอีก
อาเรนจึงพูดต่อ
“เราเบี่ยงไปทางขวา”
“หาทางออกจากพื้นที่นี้ก่อน”
ไม่มีใครคัดค้าน
ไม่นานหลังจากนั้น
ทุกคนก็เริ่มเคลื่อนที่
คราวนี้
ไม่มีใครนำสัตว์พาหนะออกมา
พวกมันยังคงพักอยู่ภายในแหวนสัตว์
ทั้งห้าคนจึงเดินเท้า
ท่ามกลางหมอก
อาเรนเดินนำ
รันอยู่ด้านหน้าเยื้องออกไปเล็กน้อย
ไคเดินอยู่ทางด้านซ้าย
ส่วนนัทกับมาร์โก
อยู่ด้านหลังของกลุ่ม
แม้จะเป็นการเดินเท้า
แต่ความเร็วของทุกคน
กลับไม่ช้าอย่างที่คิด
เพราะไม่มีใครต้องการอยู่ที่นี่นานเกินไป
“พี่”
นัทลดเสียงลง
มาร์โกหันมามอง
“อะไร?”
“ยังเห็นอะไรอยู่ไหม?”
มาร์โกมองเข้าไปในหมอก
“ยัง”
คำตอบนั้นสั้น
แต่ไม่ได้ทำให้นัทสบายใจ
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา
คำว่า ยัง
ของมาร์โก
ไม่ได้หมายความว่า
ไม่มีอะไรอยู่
มันหมายความเพียงว่า
ในตอนนี้
เขายังไม่พบอะไร
ร่างเงาเคลื่อนอยู่ไกลออกไป
ผ่านพื้นดิน
ผ่านเงาของต้นไม้
และหมอกที่ยังคงบดบังทุกสิ่ง
มาร์โกไม่ได้ปล่อยให้ร่างเงา
ออกห่างจากตัวเองมากเกินไป
เขาเคยทำผิดพลาดมาแล้ว
และยิ่งใช้พลังนานขึ้น
เขาก็ยิ่งเข้าใจมันมากขึ้น
ร่างเงาไม่ใช่สิ่งที่สามารถปล่อยทิ้งไว้
แล้วรอรับข้อมูลกลับมาได้
เขายังต้องควบคุมมัน
ต้องรับรู้สิ่งที่มันเห็น
และต้องรักษาสมาธิ
ขณะเดินไปพร้อมกับทุกคน
เพราะเหตุนี้
มาร์โกจึงไม่ได้ตรวจสอบพื้นที่กว้างเกินไป
เขาเลือกสำรวจเฉพาะบริเวณ
ที่อาจมีอันตรายเข้ามาใกล้
เวลาผ่านไป
หมอกเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะมันบางลง
แต่เพราะต้นไม้
เริ่มหายไป
พื้นที่โดยรอบกว้างขึ้น
พื้นดินเรียบขึ้นกว่าก่อนหน้า
อาเรนยกมือขึ้น
ทุกคนหยุดทันที
“อะไร?”
ไคถามเบา ๆ
อาเรนไม่ได้ตอบ
สายตาของเขามองไปด้านหน้า
รันเอง
กำลังมองไปทางเดียวกัน
มาร์โกขมวดคิ้ว
“มีคน”
คำพูดนั้น
ทำให้ทุกคนแข็งตัว
อาเรนหันมามองเขา
“กี่คน?”
มาร์โกเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“เยอะ”
คำตอบเดียว
ก็เพียงพอแล้ว
อาเรนยกมือขึ้น
ชี้ไปยังพื้นที่ด้านข้าง
ทุกคนเคลื่อนตัวทันที
ไม่มีเสียงพูด
ไม่มีเสียงถาม
ทั้งห้าคน
ค่อย ๆ เข้าไปหลบหลังแนวต้นไม้และก้อนหิน
ในตอนแรก
พวกเขาได้ยินเพียงเสียงฝีเท้า
เสียงจำนวนมาก
ดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
กึก...
กึก...
กึก...
นัทกลั้นหายใจ
เขาค่อย ๆ มองผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้
และในไม่ช้า
สิ่งที่อยู่ในหมอก
ก็ค่อย ๆ ปรากฏออกมา
นัทเบิกตากว้าง
คน
จำนวนมาก
กำลังเดินผ่านพื้นที่ด้านหน้า
พวกเขาสวมชุดเกราะ
บางคนถือดาบ
บางคนถือหอก
บางคนมีโล่
ขบวนของพวกมัน
ทอดยาวออกไป
ไกลจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
แต่สิ่งที่ทำให้นัท
รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
ไม่ใช่จำนวน
มันคือใบหน้าของพวกมัน
ผิวหนังซีด
บางส่วนเน่าเปื่อย
ดวงตาหม่นหมอง
บางร่างมีบาดแผล
ที่ไม่มีมนุษย์มีชีวิตคนใด
ควรเดินต่อไปได้
นัทกลืนน้ำลาย
อันเดด
แต่พวกมัน
ไม่เหมือนผีดิบที่พวกเขาเคยเจอ
ไม่มีเสียงคำราม
ไม่มีการวิ่ง
ไม่มีการดิ้นรน
และไม่มีแม้แต่ตัวเดียว
ที่หลุดออกจากขบวน
ทั้งหมดเดินไปข้างหน้า
เป็นจังหวะเดียวกัน
เงียบ
เป็นระเบียบ
ราวกับพวกมัน
ยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ
ไคมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
มือของเขากำแน่น
“นี่มัน...”
เขาหยุดพูด
อาเรนยกมือขึ้นทันที
ห้ามทุกคนส่งเสียง
จากนั้น
ทุกคนก็เห็นบางอย่าง
ด้านหน้าของขบวน
มีร่างหนึ่งเดินอยู่
มันไม่ได้แตกต่างจากอันเดดตัวอื่นมากนัก
แต่สิ่งหนึ่งชัดเจน
อันเดดรอบตัวมัน
กำลังรักษาระยะห่าง
ไม่มีตัวใดเดินแซง
ไม่มีตัวใดเคลื่อนเข้ามาใกล้
ราวกับทุกตัว
รู้ตำแหน่งของตัวเอง
ร่างนั้นหยุด
กองทัพทั้งหมด
หยุดตาม
นัทแทบไม่กล้าหายใจ
เพียงการหยุด
โดยไม่มีคำสั่งใดที่เขาได้ยิน
ก็ทำให้ทุกคนเข้าใจ
ทันทีว่า
มีบางอย่าง
กำลังควบคุมพวกมัน
ร่างที่อยู่ด้านหน้าค่อย ๆ หันหน้า
มองไปทางเมือง
จากนั้น
มันยกมือขึ้น
กองทัพอันเดด
เริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง
กึก...
กึก...
กึก...
เสียงฝีเท้าดังขึ้นพร้อมกัน
ไม่มีเสียงอื่น
ไม่มีคำพูด
ไม่มีเสียงหายใจ
มีเพียงกองทัพของคนตาย
ที่กำลังเดิน
เข้าสู่เมือง
อาเรนมองมัน
จนกระทั่งขบวนสุดท้าย
ค่อย ๆ หายเข้าไปในหมอก
เขาไม่ขยับ
ไม่มีใครขยับ
ผ่านไปอีกระยะหนึ่ง
รันจึงหันมามองอาเรน
“หมดแล้ว”
อาเรนยังคงมองไปด้านหน้า
สีหน้าของเขาหนักขึ้น
“นี่มันปัญหาใหญ่แล้ว”
ไม่มีใครเถียง
กองทัพอันเดด
ไม่ใช่สิ่งที่ควรอยู่ในภารกิจสำรวจ
และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่ทีมเล็ก ๆ
ควรพบเจอ
“มันกำลังเข้าเมือง”
ไคพูดเบา ๆ
“ฉันเห็น”
อาเรนตอบ
เขาหันกลับมามองทุกคน
“และเราจะไม่ตามไปดู”
นัทพยักหน้าทันที
นั่นคือคำตอบที่เขาต้องการมากที่สุด
อาเรนมองกลับไปยังหมอก
“จำเอาไว้”
“สิ่งที่เราเห็นวันนี้”
“ต้องรายงานกิลด์”
รันถาม
“แล้วตอนนี้?”
อาเรนตอบโดยไม่ลังเล
“ออกจากพื้นที่”
“ทันที”
ทั้งห้าคนเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง
แต่คราวนี้
ไม่มีใครเดินช้า
ไม่มีใครสนใจสิ่งที่อยู่รอบตัวมากเกินจำเป็น
แม้พื้นที่แห่งนี้
จะยังมีสิ่งที่ต้องสำรวจอีกมาก
แต่อาเรนตัดสินใจแล้ว
กำลังของพวกเขา
ไม่เพียงพอ
พวกเขามีข้อมูลมากพอแล้ว
และข้อมูลที่ได้มา
อันตรายเกินกว่าจะแลกด้วยชีวิต
หลังจากเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง
หมอกเริ่มเบาลงเล็กน้อย
ยังไม่ถึงขั้นมองเห็นได้ไกล
แต่แสงที่ลอดผ่านกลุ่มเมฆ
ทำให้อาเรนหยุดลง
เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
จากนั้นหันมองไปยังแผนที่
“เรายังรู้ตำแหน่งตัวเองไหม?”
ไคถาม
อาเรนส่ายหน้า
“ไม่แน่”
คำตอบตรงไปตรงมา
เขามองแผนที่อีกครั้ง
ก่อนหันไปยังทิศทางของแสง
“แต่ถ้าเราไม่ได้หลุดออกจากทิศเดิมมากเกินไป”
“เราควรไปทางนี้”
รันมองตาม
“มั่นใจแค่ไหน?”
อาเรนเงียบไปชั่วครู่
“ไม่มาก”
ไคถอนหายใจ
นัทมองหน้าทั้งสามคน
ก่อนจะพูดขึ้น
“แต่ก็ยังดีกว่ากลับไปทางเมืองใช่ไหมครับ?”
อาเรนพยักหน้า
“ใช่”
“ตอนนี้เราไม่ต้องการหาทางที่สมบูรณ์แบบ”
“เราต้องการออกจากพื้นที่นี้”
คำพูดนั้น
ทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
อาเรนเก็บแผนที่
ก่อนยกมือชี้ไปข้างหน้า
“ไปทางนี้”
พวกเขาเดินต่อไป
นาที
ชั่วโมง
และไม่มีใครรู้ว่า
เวลาผ่านไปนานแค่ไหน
เพราะตั้งแต่เข้าสู่พื้นที่หมอก
ความรู้สึกเรื่องเวลา
ก็เริ่มเลือนหาย
มาร์โกเดินอยู่ด้านหลัง
สายตาของเขามองไปยังหมอก
ขณะเดียวกัน
ร่างเงาของเขา
ยังคงเคลื่อนอยู่รอบทีม
มันไม่ได้อยู่ไกล
เพียงพอที่จะตรวจสอบเส้นทาง
และเตือนเขา
หากมีสิ่งใดกำลังเข้ามา
ตลอดทางที่ผ่านมา
มาร์โกใช้สกิลนี้
ครั้งแล้วครั้งเล่า
จนกระทั่ง
ข้อความหนึ่ง
ปรากฏขึ้นตรงหน้า
มาร์โกหยุดฝีเท้าเพียงเล็กน้อย
[สกิล แยกเงา มีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไข]
[สามารถสร้างร่างเงาเพิ่มเติมได้ 1 ตน]
มาร์โกนิ่งไป
ดวงตาของเขามองข้อความตรงหน้า
อย่างไม่เข้าใจ
ร่างเงาเพิ่มเติม?
“มาร์โก?”
เสียงของนัทดังขึ้น
มาร์โกเงยหน้าทันที
“อะไร?”
“เปล่า”
นัทมองเขาเล็กน้อย
“เห็นพี่หยุด”
“เดินต่อไป”
มาร์โกตอบ
นัทไม่ได้ถามต่อ
เขาหันกลับไป
และเดินตามอาเรน
มาร์โกมองแผ่นหลังของนัท
จากนั้นจึงหันกลับไปมองข้อความอีกครั้ง
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตัดสินใจ
เปิดใช้งาน
ภายในเงาของต้นไม้
บางอย่างเริ่มขยับ
มาร์โกรู้สึกถึงการตอบสนองของพลัง
ร่างเงาที่หนึ่ง
ยังคงอยู่
กำลังเคลื่อนที่อยู่ด้านหน้า
จากนั้น
เงาอีกส่วนหนึ่ง
เริ่มรวมตัว
ช้า ๆ
ค่อย ๆ มีรูปร่าง
เหมือนกำลังสร้างร่างอีกตน
มาร์โกชะงัก
มันสำเร็จจริง ๆ
เขาสามารถสร้างได้
อีกหนึ่งตน
แต่ในวินาทีต่อมา
มาร์โกรู้สึกได้ทันทีว่า
มีบางอย่างผิดปกติ
ข้อมูล
ความรู้สึก
และการรับรู้
ไหลเข้ามาพร้อมกัน
จากสองทิศทาง
ภาพของร่างเงาตนแรก
ซ้อนเข้ากับภาพของร่างเงาตนที่สอง
มาร์โกขมวดคิ้ว
เขาพยายามควบคุม
ให้ทั้งสองร่างเคลื่อนที่
แต่เพียงครู่เดียว
ความคิดของเขาก็เริ่มสับสน
ซ้าย
ขวา
ด้านหน้า
ด้านหลัง
ร่างของตัวเอง
ร่างเงาตนแรก
ร่างเงาตนที่สอง
ทุกอย่าง
เข้ามาพร้อมกัน
มาร์โกหยุดเดิน
เกือบชนกับนัท
นัทหันกลับมา
“พี่?”
มาร์โกหลับตา
ร่างเงาตนที่สอง
สลายหายไปทันที
เหลือเพียงร่างแรก
มาร์โกลืมตาขึ้น
สีหน้ากลับมาเป็นปกติ
“ไม่มีอะไร”
นัทมองเขา
เหมือนอยากถาม
แต่เมื่อเห็นว่ามาร์โกไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขาก็หันกลับไปเดิน
มาร์โกมองมือตัวเอง
เงียบ ๆ
เขาสามารถสร้างร่างเงาได้สองตน
แต่เขายังไม่สามารถควบคุมมันได้พร้อมกัน
ไม่ใช่แค่สองร่างเงา
เพราะระหว่างที่ควบคุมพวกมัน
เขายังต้อง
เดิน
มอง
ฟัง
และควบคุมร่างของตัวเอง
หากฝืนต่อไป
เขาอาจพลาดได้
และในสถานที่แบบนี้
ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว
อาจหมายถึงชีวิต
มาร์โกไม่ได้พูดอะไร
แม้แต่นัท
เขาก็ไม่ได้บอก
ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจ
แต่เพราะแม้แต่ตัวเขาเอง
ก็ยังไม่เข้าใจความสามารถใหม่นี้ดีพอ
เขาจึงเพียงมองข้อความตรงหน้า
ก่อนจะปิดมันลง
ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากเดินต่อไปอีกระยะหนึ่ง
มาร์โกมองไปยังแหวนที่มือ
จากนั้นหันไปหาอาเรน
“พาหนะน่าจะพร้อมแล้ว”
อาเรนหยุด
หันกลับมา
“แน่ใจ?”
มาร์โกพยักหน้า
อาเรนมองทุกคน
จากนั้นจึงมองพื้นที่โดยรอบ
“งั้นเอาออกมา”
ไม่นานหลังจากนั้น
แสงจากแหวนสัตว์
ก็ปรากฏขึ้นทีละจุด
สัตว์พาหนะกลับมายืนอยู่บนพื้นอีกครั้ง
พวกมันดูดีกว่าก่อนหน้านี้
การพักอย่างจริงจัง
ทำให้สภาพของพวกมันฟื้นกลับมา
แม้จะยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์
แต่ก็ดีกว่า
การบังคับให้วิ่งต่อ
ทุกคนกลับขึ้นไปบนสัตว์พาหนะ
อาเรนมองไปยังทิศทางที่เลือกไว้
“เร่งความเร็ว”
ไม่มีใครถามว่า
เส้นทางนี้ถูกต้องหรือไม่
เพราะไม่มีใครรู้
แต่ทุกคนรู้สิ่งหนึ่ง
พวกเขาเพิ่งทิ้งพื้นที่หมอกไว้ด้านหลัง
ทิ้งฝูงผีดิบ
และทิ้งกองทัพของคนตาย
ที่กำลังเดินเข้าสู่เมือง
เอาไว้ข้างหลัง
สัตว์พาหนะเริ่มเคลื่อนที่
เร็วขึ้น
เร็วขึ้นเรื่อย ๆ
มาร์โกหันกลับไปมอง
ผ่านหมอกที่ยังหลงเหลืออยู่ไกล ๆ
เขาไม่เห็นเมืองแล้ว
ไม่เห็นกองทัพ
และไม่เห็นสิ่งใด
แต่ภาพของอันเดดที่เดินเป็นระเบียบ
ยังคงอยู่ในหัว
พวกมันไม่ใช่สัตว์ประหลาด
ที่เคลื่อนที่ตามสัญชาตญาณ
มันมีคำสั่ง
มีการควบคุม
และมีจุดหมาย
อาเรนอยู่ด้านหน้า
สายตาของเขาจับอยู่กับเส้นทาง
เขาไม่รู้ว่า
กองทัพนั้นเดินเข้าเมืองไปเพื่ออะไร
ไม่รู้ว่า
ภายในเมืองมีอะไรอยู่
และไม่รู้ว่า
สิ่งที่พวกเขาเห็น
เป็นเพียงส่วนหนึ่ง
ของบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นหรือไม่
แต่เขารู้แน่นอน
ว่าข้อมูลทั้งหมดนี้
ต้องไปถึงกิลด์
และก่อนที่พวกเขาจะจากพื้นที่นั้นไปไกลกว่านี้
อาเรนพูดขึ้น
โดยไม่ได้หันกลับมา
“ไม่มีใครลืมสิ่งที่เราเห็น”
ทุกคนเงียบ
“ถ้าเรากลับไปถึงเมืองได้”
“สิ่งนี้จะต้องถูกส่งต่อ”
นัทมองไปด้านหน้า
มาร์โกยังคงเงียบ
ส่วนรันกับไค
ก็ไม่ได้พูดอะไร
สัตว์พาหนะทั้งห้าตัว
ยังคงพาพวกเขา
เคลื่อนออกไป
ไกลขึ้นเรื่อย ๆ
เบื้องหลังของพวกเขา
คือเมือง
และกองทัพของผู้ตาย
เบื้องหน้า
คือเส้นทางที่ไม่มีใครรู้
และสำหรับมาร์โก
ยังมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง
พลังใหม่
ที่เขายังไม่สามารถใช้ได้อย่างแท้จริง
มาร์โกกำมือแน่น
ก่อนปล่อยออกช้า ๆ
ตอนนี้
เขาจะใช้ร่างเงาเพียงตนเดียวต่อไป
ส่วนอีกตน
จะต้องรอ
จนกว่าเขา
จะสามารถควบคุมมันได้จริง ๆ
และขบวนทั้งห้า
ก็เคลื่อนหายออกไป
ตามทิศทางของแสง
มุ่งหน้าสู่เส้นทาง
ที่พวกเขาเอง
ก็ยังไม่รู้
ว่าจะนำไปสู่ที่ใด