ด้านอี้เฉินในยามนี้ เขาต้องแบกรับกับความทุกข์ ทรมานไม่น้อยจากไฟสีฟ้าที่เผาผลาญกัดกินกายาของเขาไม่ขาด ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด จนทำให้จิตใจดำดิ่งจมลงไปกับความสิ้นหวัง ยิ่งวันเวลาที่ไหลผ่านประกายตาที่ยังมีความหวัง หลงเหลืออยู่ริบหรี่ พร้อมจะดับมอด กลับค่อยๆ ทอประกายขึ้นมาอีกครา
เมื่อรับรู้ว่าไฟสีฟ้าไม่อาจฆ่าสังหารเขาได้ ทำได้เพียงสร้างความเจ็บปวดให้ดวงวิญญาณ พร้อมกับเลือดในกายที่เดือดพล่านของเขาเท่านั้น เขาแสยะยิ้มไปที่ อาชูร่า 6แขนยืนสูงตระหง่านค้ำฟ้า "เจ้าบอกวิธีสืบทอดมรดกของเจ้ามาเสีย ข้ารู้อย่างไร เจ้าก็ไม่อาจฆ่าสังหาร ข้าได้"
อาชูร่า 6แขน มันหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง พร้อมคำพูดเย้ยหยันที่ดังออกมากู่ก้อง เสียดแทงประหนึ่ง กระบี่ที่แหลมคม "แม้เจ้าจะรู้ว่า เจ้าไม่มีทางตายตก แล้วอย่างไรหนุ่มน้อย การที่เจ้าอยู่เช่นนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับเจ้าที่ตายไปแล้วไม่ใช่หรอกหรือ ..เจ้าจะอดทนไปได้นานเท่าใดกันเชียวนี่พึ่งผ่านเวลาแค่3วันเองนะ"
อี้เฉินครั้นได้ยินใบหน้าของเขาบูดเบี้ยวไม่น้อย ก็จริงอย่างที่มันว่า แม้เขาจะไม่ตายตก แต่ความทุกข์ทรมานที่เขาได้รับนั้นเป็นของจริง แม้แต่เลือดที่เดือดพล่านจากความร้อนของไฟสีฟ้า ยังทำให้เลือดของเขาจวนจะเหือดแห้ง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจิตใจของเขาได้บิดเบี้ยวพลังทลาย จากความเจ็บปวด อย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่ายามนี้ อี้เฉินยังจะมีทางเลือกให้เขาถอยอีกอย่างนั้นหรือ บ่าที่หนักอึ้งของอี้เฉินจึงทำให้เขาไม่มีความจำยอม อี้เฉินจึงกล่าวคำพูดออกไปอย่างไม่หวาดเกรง ต่อให้จะต้องเจอจุดจบที่โหดร้ายก็ตาม "งั้นก็ลองดูเจ้ากับข้า ใครจะมีน้ำอดน้ำทนได้มากกว่ากัน ข้าจะถือว่าข้าในยามนี้ ขัดเกลาปราณจิตของข้าแล้วกัน"
"ฮ่าๆ!! หนุ่มน้อย เจ้าคิดจะใจดีสู้เสือเช่นนั้นหรือ ข้าเองก็ไม่ได้เห็นคนดื้อรั้นเช่นนี้มานานแล้ว แสดงให้ข้าดูสิว่าเจ้าจะอดทนไปได้นานเท่าใดกันเชียว"
อี้เฉิน เขาเริ่มไม่สนใจอาการแตกร้าวลุกลามไปทั่วกายาอีกต่อไป ก่อนค่อยๆ สงบจิตหลับตาพริ้มท่ามกลางความมืดมิด ทว่ามันก็ไม่อาจทำให้เขาข่มตาหลับ ลงได้แม้แต่น้อย เมื่อความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วกายา
...เพียงผ่านเวลาไปไม่ถึง10วัน เสียงอี้เฉินกัดริมฝีปากจนเสียงฟันกระทบกันก็ดังออกมาก้อง มาพร้อมเสียงฟันแตกหักดังออกมาน้อยๆ
กายาที่แตกร้าวลุกลามไปทั่ว ปล่อยเศษฝุ่นเถ้าธุลี ลอยไปกับความมืดคละคลุ้ง ความเจ็บปวดยิ่งค่อยๆ ทบทวี จนกายาเริ่มสั่นไหวไม่หยุด จิตใจพังทลายลงไปทีละน้อย แต่ก็ยังยืนหยัดไม่ยอมแพ้ กัดฟันอดทนกับไฟสีฟ้าอยู่ เฉกเช่นนั้น
จนในยามนี้ปราณจิตของอี้เฉิน ถูกขัดเกลาไปอย่างไม่รู้ตัว ด้วยความยึดมั่นของเขาอย่างไม่มีเสื่อมถอย แม้ว่าจิตใจของเขาจะเริ่มบิดเบี้ยวพังทลายไปน้อยๆ ก็ตาม
ริมฝีปากของอี้เฉินจึงสบถด่าออกมาอย่างบ้าคลั่ง เมื่อวันเวลาผ่านไปได้15วัน ปะปนมาพร้อมกับความดื้อรั้นของเขา "อย่างไรข้าก็ไม่ยินยอม ให้เจ้าทำให้จิตใจของข้าพังทลาย หากข้าทนไปได้อีกสักระยะข้ามั่นใจ ดวงวิญญาณ ปราณจิตของข้าจะสามารถทนรับกับความเจ็บปวดได้อย่างสบาย เจ้าคอยดูไปเถอะ เจ้าอาชูร่า เฮงซวย!"
ร่างยักษ์คำรามออกมาสะเทือนก้องฟ้า "ฮ่าๆ!! นี่พึ่งจะผ่านไปเพียง15วัน เจ้าถึงกับปากเก่งแล้วหรือหนุ่มน้อย ..เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือ? ว่าสถานที่แห่งนี้ยิ่งนานวัน กายาของเจ้าจะยิ่งเจ็บปวดรวดร้าว เลือดภายในกายจะยิ่งเหือดแห้ง เจ้าอย่าทำเป็นไขสือ แกล้งโง่ เจ้าก็รู้ตัวเองอยู่เต็มอก ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่อาจทำให้เจ้าคุ้นชินได้ ยิ่งนานวัน ร่างของเจ้าจะยิ่งเจ็บปวดทุกข์ทรมาน จากไฟสีฟ้าที่กลืนกิน"
อี้เฉินเมื่อได้ยินเขาหน้าชาไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าอาชูร่า มันจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาคิด เขาเอ่ยถามเงื่อนไขของมันอย่างไม่ลังเล "แล้วเงื่อนไขของเจ้า ที่จะให้ข้าสืบทอดวิถีอาชูร่า คือสิ่งใดกันแน่ เจ้าเอ่ยพูดมันออกมาเสีย"
อาชูร่า ร่างสูงตระหง่านค้ำฟ้า กล่าวพูดออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ "เห็นแก่เจ้าที่อดทนมาได้จนถึง15วันเต็ม หากเจ้าทนอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ สองเดือนข้าจะบอกวิธีสืบทอดวิถีอาชูร่า ให้แก่เจ้า"
อี้เฉินที่ได้ยินเขาหน้าบูดหน้าเบี้ยวไม่น้อย แต่ก็ต้องทำใจอดทนอยู่เช่นนั้น เขาที่กินสมุนไพร ระดับสูงเข้าไป จึงต้องปิดขั้นพลังด้วยความทุลักทุเลเฉกเช่นนี้ อย่างเลี่ยงไม่ได้
"เจ้าอย่าได้ลืมคำพูดของเจ้าเป็นอันขาดล่ะ ข้าจะทนจนถึงช่วงเวลา2เดือนให้ได้"
คำพูดของอี้เฉินนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง ทว่าประกายตาในกรอบสายตาในยามนี้ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดไม่อาจปิดกั้นได้อีกต่อไป แม้แต่สีของดวงตายังค่อยๆ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงน้อยๆ ถูกวิถีอาชูร่ากลืนกินเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว
...ยิ่งเวลาที่ผ่านไปยาวนาน ย่างเข้าไปเดือนกว่าๆ ประกายตาในกรอบสายตาอี้เฉินยิ่งแปรเปลี่ยน เป็นสีเลือดเปล่งประกาย จิตใจบิดเบี้ยว หงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดในยามนี้ แต่ก็ไม่ทำให้เขาเสียสติบ้าคลั่งจากความเจ็บปวดที่ได้รับ ริมฝีปากเริ่มซีดเผือดราวกับคนขาดเลือด ส่งอายความโหดเหี้ยมออกมาไม่ขาด หากหมู่ชนเห็นอี้เฉินในยามนี้เกรงว่า ผู้คนจะยิ่งสาปแช่งเขาอีกหลายเท่าเป็นแน่
เลือดในกายอี้เฉินถูกไฟสีฟ้า แผดเผาเนืองๆ มาร่วมเดือนเศษ เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างใหญ่หลวง แม้ว่าจะทำให้ร่างของเขาดูผ่ายผอม ราวกับเลือดกำลังจะเหือดแห้ง ถูกวิถีอาชูร่ากลืนกินเข้าไป แต่อี้เฉินก็รับรู้ได้ มันก็คือการสืบทอดของวิถีอาชูร่าในยามนี้ ส่งให้อี้เฉินที่นั่งขัดสมาธิ ก่อเกิดร่างเงาอาชูร่าใบหน้าโหดเหี้ยม ทับซ้อนกับร่างเงาด้านหลังของเขาจนใหญ่โต ปลดปล่อยกลิ่นอายความบ้าคลั่งเกรี้ยวกราดโหดร้าย ออกมาแผ่ซ่านไม่ขาดสาย

แม้แต่อาชูร่า 6แขน ที่ยืนสูงตระหง่านค้ำฟ้า ที่เห็นมันยังรู้สึกแปลกใจ กับเด็กหนุ่มผู้นี้ "หืม!! เจ้าไม่ถูกความเจ็บปวดบ้าคลั่ง กลืนกินจิตใจเช่นนั้นหรือ? ไม่เลว ..ไม่เลว หวังว่าเจ้าจะหยั่งรู้มันได้ถึงแก่นแท้"
ก่อนที่ร่างของ อาชูร่า6แขน จะสลายหายไป เมื่อมันทำหน้าที่ผู้สืบทอด ของมันเสร็จสิ้น น้ำเสียงของมันที่ผ่อนลมหายใจออกมายาว ราวกับอาลัยโลกใบนี้ ครั้นเมื่อมองเด็กหนุ่ม ที่อยู่เบื้องหน้าเป็นคราสุดท้าย ร่างของมันก็สลายหายไป ราวกับเป็นอากาศธาตุ
*****
...ด้านนอกสงคราม เทพพันปี ครั้นเมื่อวันเวลาไหลผ่านไปเดือนครึ่ง การแย่งชิงตัวเหล่าอนุชนต่างดินแดน จึงค่อยลดทอนความรุนแรงลง ทว่าอนุชนส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมกับ ชนเผ่าต่างแดน พวกเขาต่างก็มีเส้นทางเป็นของตน ต่างก็หาสถานที่ลับตา ฝึกปรือในช่วงเวลานี้แทบทั้งสิ้น 15ปีที่มีค่าเฉกเช่นนี้ ใครเล่าจะอยากสูญเสียมันไป
แต่เมื่อข่าวคราว ของ4ชนเผ่าใหญ่ ได้เหล่าอนุชน จำศีลเข้าร่วมแพร่สะพัดออกไปทั่วสงคราม เทพพันปี มันก็ทำให้อนุชนหลายๆ คนเริ่มกลับมาฉุกคิดกันใหม่อีกครา เมื่อมีข่าวคราวว่าพวกเขาพร้อมจะเสาะหาไฟเทพให้เหล่าอนุชนที่เข้าร่วม ขอเพียงทำตามเงื่อนไขที่พวกเขาต้องการ แม้แต่มีการรายงานว่า มีกลุ่มคนพบเจอไฟเทพล้ำค่าในตำนาน ยังเป็นที่กล่าวขานไม่น้อยภายในเมืองหลวง ของเผ่าพันธุ์ใหญ่ๆ
"พวกเจ้ารู้หรือยังว่ามรดก ของเผ่ามดแดงสวรรค์ เปิดให้อนุชนต่างแดนเข้าไปภายในแดนลับ เสาะหาโชควาสนา" คำพูดที่ชายหนุ่มกล่าวพูดคุยออกมา ทำให้โรงเตี๊ยมน้ำชาแห่งนั้น วุ่นวายไม่น้อย
หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามพร้อมกับเขาบนหัวน้อยๆ เปล่งแสง บ่งบอกว่านางเป็นคนของเผ่ามังกรทอง ไต่ถามออกไปด้วยความสนใจ "ที่เจ้าพูดมาเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ พวกเราแย่งชิงมรดก ของพวกเขามาตลอดไม่คิดว่าพวกเขาจะเปิดให้อนุชนต่างแดนได้ศึกษาเฉกเช่นนี้"
ชายหนุ่มที่นั่งจิบชากล่าวเอ่ยตัดพ้อ "ข้าว่าเผ่ามดแดงสวรรค์คงจะหวังกับอนุชนต่างแดนมากสินะ ถึงทำเช่นนี้ หมายจะช่วงชิงผู้เป็นอันดับหนึ่ง ปกครองดินแดนแห่งนี้ แม้แต่แดนลับ มรดกยังถูกเปิดใช้ ...แล้วเมื่อใด เผ่ามังกรทองของพวกเราจะเปิดให้ อนุชนของพวกเรา เข้าไปเสาะหาโชควาสนาบ้างเล่า"
"ใช่ๆ ข้อนี้ข้าเห็นด้วย แต่ข้าไม่สบอารมณ์อนุชนจำศีลไอ้หลวงจีนน้อย ผู้นั้นเท่าใดนัก เหมือนข้าได้ยินข่าวลือว่า มันเข้าไปภายในหอคณิกา ของเผ่ามังกรทองเราอยู่หลายครา มันใช่คนของแดนพุทธที่ร่ำลือกล่าวขาน ว่าแข็งแกร่งจริงหรือ"
ก่อนน้ำเสียงชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง มองดูราวกับเป็นผู้สูงศักดิ์ บนศีรษะมีเขาเปล่งประกาย กระแอมไอ ออกมาเสียงดัง ตัดบทพูดของกลุ่มคน ประหนึ่งเป็นการกล่าวเตือน "เจ้าอย่าพูดเสียงดังไป นั้นมันคนของคุณชายหมิงเจ๋อเชียวนะ ผู้ที่จะถูกคาดการว่าจะได้หมั้นหมาย กับองค์หญิง"
ทว่าเมื่อหมู่ชนเห็นใบหน้าอ๋องน้อย ลูกพี่ลูกน้อง คุณชายหมิงเจ๋อ พวกเขาจึงรีบสงบปากสงบคำในทันที อย่างไรคุณชายหมิงเจ๋อ ก็อยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ ไม่ใช่อนุชนเฉกเช่นพวกเขาจะพูดถึงได้ คำพูดต่างๆ จึงถูกกลืนลงคอไปจนหมดสิ้นในยามนี้