พายุหิมะที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งติดต่อกันหลายทิวาราตรีได้สงบลงแล้วทิ้งไว้เพียงร่องรอยของความหนาวเหน็บที่ฝังรากลึกอยู่ในทุกสรรพสิ่งลมเหนือที่เคยกรีดร้องหวีดหวิวราวกับเสียงคร่ำครวญของฤดูกาลบัดนี้ลดระดับความเกรี้ยวกราดลงเหลือเพียงสายลมเอื่อยที่พัดผ่านยอดกิ่งท้อในสวนทิศใต้แ่เบาจนแทบไม่ทำให้กิ่งก้านที่เริ่มแตกตุ่มดอกนั้นสั่นไหว
เมื่อกลุ่มเมฆสีเทาหม่นที่เคยปกคลุมท้องฟ้าเมืองหลวงมาเนิ่นนานได้ถูกสายลมพัดพาให้สลายตัวไปจนหมดสิ้นสิ่งที่ปรากฏขึ้นเื้ัม่านเมฆเ่าั้คือผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำราวกับผืนกำมะหยี่ที่ถูกขึงตึงจนไร้รอยยับย่นความมืดมิดของยามราตรีไม่ได้น่าหวาดกลัวอีกต่อไปเมื่อมันถูกประดับประดาด้วยเกล็ดประกายแสงนับหมื่นแสนดวงที่ทอประกายระยิบระยับอยู่เบื้องบน
ดวงดาวในค่ำคืนหลังพายุหิมะมักจะสว่างไสวและกระจ่างตากว่าคืนใดๆอากาศที่เย็นจัดจนความชื้นจับตัวเป็น้ำแข็งทำให้ท้องฟ้าเปิดโล่งปราศจากม่านหมอกมาบดบังแสงดาวเ่าั้สาดส่องลงมากระทบผืนหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมลานกว้างของจวนตระกูลเสิ่นเกิดเป็ประกายสีเงินยวงสะท้อนกลับขึ้นไปราวกับผืนดินและผืนฟ้ากำลังสนทนากันด้วยแสงสว่าง
ความเงียบสงัดโรยตัวลงมาครอบคลุมเรือนสี่ประสานมันเป็ความเงียบที่โปร่งเบาและปราศจากความกดดันใดๆ
…
ที่ระเบียงทางเดินไม้กระดานด้านนอกห้องพักบานประตูไม้แกะสลักถูกเลื่อนเปิดออกช้าๆ
จ้าวเหยียนโจวในชุดคลุมสีงาช้างตัวหนาก้าวข้ามธรณีประตูออกมาสู่ความเย็นเยียบของอากาศยามดึกเขาสูดลมหายใจเข้าลึกไอความร้อนจากร่างกายพ่นออกมาระหว่างริมฝีปากเป็กลุ่มควันสีขาวขุ่นที่ลอยม้วนตัวขึ้นสู่อากาศก่อนจะจางหายไปองค์รัชทายาทวัยแปดหนาวไม่ได้มีท่าทีสั่นสะท้านเขากลับแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบนด้วยดวงตาที่เบิกกว้างทอดสายตาจดจ้องความอลังการของจักรวาลที่แผ่ขยายอยู่เหนือหลังคาจวน
"พวกเ้าออกมาดูนี่สิ"
เสียงเจื้อยแจ้วของจ้าวเหยียนโจวดังขึ้นทำลายความเงียบมันไม่ได้ดังกึกก้องจนรบกวนการหลับใหลของผู้คนในเรือนหลักทว่ามันดังพอที่จะทะลุผ่านกระดาษสาหน้าต่างของห้องพักที่อยู่ติดกัน
ไม่นานนักบานประตูห้องของเถาอิ่งก็ถูกเลื่อนเปิดออกเด็กหญิงในชุดคลุมขนกระต่ายสีขาวฟูฟ่องก้าวเดินออกมาพลางขยี้ตาที่ยังเบิกไม่เต็มที่นักและในเวลาแทบจะพร้อมกัน บานประตูจากอีกฝั่งของระเบียงก็เปิดออกเสิ่นเยี่ยนฉือในชุดคลุมสีเข้มก้าวออกมายืนอยู่นอกห้อง ท่วงท่าของเขายังคงเงียบเชียบและสงบงันเช่นเดิม
"ท่านเรียกพวกเราออกมาทำไมกลางดึกอากาศหนาวจะตายอยู่แล้ว" เถาอิ่งบ่นอุบอิบพลางกระชับคอเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น
จ้าวเหยียนโจวไม่ได้หันมามองคนบ่นเขาเพียงแค่ยกมือขึ้นชี้ไปยังผืนฟ้า
"ดูนั่นสิท้องฟ้ากว้างใหญ่เพียงใด ข้าไม่เคยเห็นดาวเยอะเท่านี้มาก่อนเลยในวังหลวงกำแพงมันสูงเกินไป มองเห็นฟ้าได้เพียงกรอบสี่เหลี่ยมแคบๆ เท่านั้น"
พูดจบองค์รัชทายาทผู้มักจะรักษากิริยาเมื่ออยู่ต่อหน้าขุนนางผู้ใหญ่ก็กระทำการที่ไม่มีใครคาดคิด เขาทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นระเบียงไม้กระดานที่เย็นเยียบก่อนจะเอนแผ่นหลังลงไปนอนหงายราบกับพื้นปล่อยให้ชายเสื้อคลุมสีงาช้างแผ่สยายออกไปรอบตัว สองมือหนุนรองไว้ใต้ศีรษะสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หมู่ดาว
"มาสิตรงนี้มองเห็นชัดกว่ายืนตั้งเยอะ" เขากล่าวชักชวนพลางตบพื้นกระดานข้างๆ ตัว
เถาอิ่งมองดูท่าทางผ่อนคลายของเด็กชายผู้สูงศักดิ์ก่อนจะย่นจมูกเล็กน้อยทว่าความอยากรู้อยากเห็นของเด็กหกขวบก็มีชัยเหนือความกลัวหนาวเธอเดินเตาะแตะเข้าไปใกล้ ทรุดตัวลงนั่งและล้มตัวลงนอนหงายเคียงข้างจ้าวเหยียนโจวอย่างว่าง่าย
เสิ่นเยี่ยนฉือยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งเขาไม่ได้เอ่ยคำตักเตือนเื่ความเหมาะสมไม่ได้ปฏิเสธคำชวนด้วยการหันหลังกลับเข้าห้องเด็กชายในชุดสีเข้มก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้พื้นที่ตรงนั้นอย่างเชื่องช้าเขาไม่ได้ทิ้งตัวลงนอนในทันที ทว่าค่อยๆ คุกเข่าลงบนพื้นกระดานไม้ด้านขวาของเถาอิ่งก่อนจะเอนแผ่นหลังลงไปัักับความแข็งกระด้างและเย็นเยียบของระเบียง
เด็กสามคนนอนหงายเรียงเคียงกันอยู่บนพื้นระเบียงไม้
จ้าวเหยียนโจวอยู่ฝั่งซ้ายเถาอิ่งอยู่ตรงกลาง และเสิ่นเยี่ยนฉืออยู่ฝั่งขวา
ไม่มีใครหันตะแคงหน้ามาสบตากันสายตาทั้งสามคู่ล้วนทอดมองตรงไปยังทิศทางเดียวกันทะลุผ่านกิ่งก้านที่เปล่าเปลือยของต้นท้อใหญ่ขึ้นไปสู่ความเวิ้งว้างของท้องฟ้ายามราตรี
การนอนหงายมองฟ้าเช่นนี้ทำให้ไม่ต้องสบสายตากับผู้ใดไม่ต้องคาดเดาอารมณ์จากสีหน้า ไม่ต้องสร้างเกราะป้องกันมันเป็ท่วงท่าที่เปิดเปลือยความเปราะบางทว่าในขณะเดียวกันก็มอบความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
ความสงบนิ่งแผ่ซ่านอยู่บนระเบียงไม้มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกของคนทั้งสามที่ดังประสานกันเป็จังหวะเนิบช้าไอความร้อนสามสายพ่นออกมาจากริมฝีปากลอยกรุ่นขึ้นสู่อากาศที่หนาวเหน็บราวกับควันสีขาวเส้นเล็กๆที่พยายามจะเอื้อมไปให้ถึงดวงดาว
"ท่านอาจารย์หลวงเคยเล่าให้ข้าฟังว่าดวงดาวคือตะเกียงของเหล่าเทพเซียนบน์"
จ้าวเหยียนโจวเริ่มเอ่ยทำลายความเงียบน้ำเสียงของเขาไม่ได้กังวานใสเหมือนตอนกลางวันทว่ามันลดระดับความดังลงจนกลายเป็เสียงทุ้มนุ่มที่กลมกลืนไปกับบรรยากาศยามดึก
"เทพเซียนมีเยอะขนาดนี้เลยหรือ"เถาอิ่งถามกลับ สายตาจับจ้องไปที่จุดแสงสว่างนับพันนับหมื่นดวง
"แล้วพวกเขาไม่แย่งกันจุดตะเกียงหรืออย่างไรหากเป็ข้า ข้าคงรำคาญแย่ที่ต้องคอยจุดไฟให้สว่างกว่าคนอื่น"
จ้าวเหยียนโจวหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
"เ้าคิดว่าเทพเซียนจะทะเลาะกันแย่งจุดตะเกียงเหมือนเด็กๆแย่งขนมหรืออย่างไร พวกเขาคงมีหน้าที่ของตนเองกระมัง บางดวงก็สว่างมากบางดวงก็ริบหรี่ แต่เมื่อมองรวมกันแล้ว มันก็สว่างไปทั่วทั้งท้องฟ้า"
เด็กชายเล่าเื่ราวตามที่เขาเคยได้ยินมาจากตำราและคำบอกเล่าของนางกำนัลบางเื่ก็เป็ความจริงตามหลักดาราศาสตร์ที่เขาถูกบังคับให้เรียนรู้บางเื่ก็ถูกแต่งเติมสีสันขึ้นมาใหม่ด้วยจินตนาการของวัยเยาว์เขาชี้มือขึ้นไปบนฟ้า วาดเส้นสมมติเชื่อมโยงดวงดาวดวงนั้นเข้ากับดวงนี้เล่าตำนานเกี่ยวกับสัตว์มงคลและเทพนิยายที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้
เถาอิ่งฟังบ้าง โต้ตอบบ้างบางครั้งก็เอ่ยแซวเมื่อจ้าวเหยียนโจวเล่าเื่ที่ฟังดูเหลือเชื่อเกินไปบทสนทนาดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็ธรรมชาติ ไร้ซึ่งช่องว่างของความเคอะเขิน
ในขณะที่คนทั้งสองพูดคุยโต้ตอบกันเสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
เขานอนฟังเสียงเจื้อยแจ้วของจ้าวเหยียนโจวและเสียงหัวเราะใสกระจ่างของเถาอิ่งอย่างเงียบเชียบสองมือของเขาวางประสานกันอยู่บนหน้าท้อง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอแผ่นหลังที่ัักับพื้นไม้เย็นเยียบไม่ได้ทำให้เขาสั่นสะท้าน
ดวงตาของเด็กชายในชุดสีเข้มจับจ้องอยู่ที่ผืนฟ้ากว้างใหญ่ท้องฟ้าในเมืองหลวงคืนนี้โปร่งใสและงดงาม ทว่าสำหรับเขาแล้วดวงดาวเหล่านี้ไม่ได้เป็เพียงตะเกียงของเทพเซียนหรือตัวแทนของสัตว์มงคลในนิทานหลอกเด็ก
ในดินแดนทางเหนือที่ซึ่งลมพายุพัดกรรโชกแรงตลอดทั้งปีที่ซึ่งหิมะทับถมจนมองไม่เห็นพื้นดิน และที่ซึ่งไร้กำแพงจวนคอยบังลมดวงดาวคือสิ่งเดียวที่ยืนยงและไม่เคยเปลี่ยนทิศทาง พวกมันไม่ใช่เื่เล่าขานแต่มันคือเข็มทิศ คือเครื่องนำทาง และคือความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ทหารหาญยึดเหนี่ยวไว้เมื่อหลงทิศในยามวิกาล
เยี่ยนฉือนอนมองดวงดาวเ่าั้ความทรงจำบางอย่างที่ถูกกดทับไว้เริ่มลอยวนขึ้นมาปะทะความรู้สึกทว่ามันไม่ได้นำพาความเ็ปหรือกลิ่นคาวเืมาด้วยมันเป็เพียงความทรงจำที่ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก เป็ความรู้ที่ถูกจารึกไว้ในสมอง
"แล้วกลุ่มดาวตรงนั้นเล่าคืออะไรหรือ"
จู่ๆ เถาอิ่งก็เอ่ยถามขึ้นมาเด็กหญิงยกแขนขวาขึ้นชี้ปลายนิ้วไปยังกลุ่มดาวที่เรียงตัวกันเป็รูปร่างคล้ายกระบวยตักน้ำมันสว่างไสวโดดเด่นอยู่ทางทิศเหนือของหลังคาเรือน
จ้าวเหยียนโจวชะงักเื่เล่าของตนเองเขาหรี่ตามองตามทิศทางที่ปลายนิ้วของเถาอิ่งชี้ไปคิ้วดกดำขมวดเข้าหากันเล็กน้อยพยายามนึกทบทวนความรู้ที่อาจารย์หลวงเคยพร่ำสอนทว่าในความทรงจำของเขากลับมีเพียงตำราปกสีเหลืองที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะและความง่วงงุนที่มักจะเข้าจู่โจมเสมอในยามเรียนวิชาดาราศาสตร์
"เอ่อ...ตรงนั้น..."
จ้าวเหยียนโจวอึกอักเสียงทุ้มนุ่มขาดห้วงไปชั่วขณะ
"น่าจะเป็กลุ่มดาว...ักระมัง หรือไม่ก็... คันธนู"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจอย่างเห็นได้ชัด
เถาอิ่งไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงหรือหัวเราะเยาะองค์รัชทายาทที่ตอบคำถามไม่ได้เด็กหญิงเพียงแค่ละสายตาจากกลุ่มดาวนั้น แล้วค่อยๆ พลิกศีรษะตะแคงมาทางด้านขวา
เธอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเสิ่นเยี่ยนฉือที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบแสงดาวตกกระทบสันจมูกโด่งและแพขนตาหนาของเขา
สัญชาตญาณบางอย่างที่ไร้ซึ่งเหตุผลรองรับสัญชาตญาณที่บริสุทธิ์และลึกล้ำของเด็กหญิง บอกเธอว่าคนข้างกายนี้รู้คำตอบเธอไม่ได้คิดวิเคราะห์ว่าเขามาจากที่ใด หรือมีภูมิหลังเช่นไร เธอเพียงแค่รู้สึกว่าดวงดาวเหล่านี้เป็ของเขา มากกว่าที่เป็ของตำราในวังหลวง
"พี่ใหญ่รู้ไหม"
เสียงของเถาอิ่งดังขึ้นแ่เบามันไม่ได้เป็การท้าทาย ไม่ได้เป็การกดดัน ทว่ามันเป็คำถามที่เรียบง่ายที่สุดคำถามที่เชื่อมั่นในตัวผู้ถูกถามอย่างหมดใจ
ลมเหนือพัดผ่านมาอีกระลอกหอบเอาไอความร้อนสีขาวของคนทั้งสามให้ปลิวสลายไป
เสิ่นเยี่ยนฉือยังคงนอนนิ่งเปลือกตาของเขาไม่ได้ขยับกะพริบ เขาได้ยินคำถามนั้นอย่างชัดเจนทว่าเขาไม่ได้รีบร้อนที่จะตอบ
เนิ่นนานหลายอึดใจความเงียบโรยตัวลงมาขวางกั้นระหว่างคำถามและคำตอบจ้าวเหยียนโจวที่นอนอยู่ฝั่งซ้ายสุดไม่ได้เอ่ยแทรก เขาเพียงแค่นอนรอฟังอย่างเงียบๆ
และแล้วท่ามกลางความเวิ้งว้างของแผ่นฟ้าและเสียงลมหนาวมือขวาของเสิ่นเยี่ยนฉือที่เคยวางประสานอยู่บนหน้าท้องก็ค่อยๆ ขยับ
เขายกแขนขึ้นอย่างเชื่องช้าชายเสื้อคลุมสีเข้มร่นลงมาเผยให้เห็นข้อมือที่ซูบผอมทว่าแข็งแกร่งปลายนิ้วเรียวยาวของเขาชี้ตรงขึ้นไปยังผืนฟ้าชี้ไปยังกลุ่มดาวกระบวยตักน้ำที่เถาอิ่งตั้งคำถาม
"นั่นคือ...กลุ่มดาวเป่ยโต่ว (北斗)"
เสียงของเขาดังขึ้นทำลายความเงียบมันเป็เสียงที่แหบพร่าและเชื่องช้า ราวกับเสียงของเกล็ดน้ำแข็งที่เสียดสีกันมันไม่ใช่เสียงของคนที่คุ้นเคยกับการอธิบายความรู้ไม่ใช่เสียงของคนที่้าโอ้อวดภูมิปัญญา ทว่ามันเป็เสียงที่หนักแน่นและมั่นคง
เขาหยุดพักไปชั่วครู่ลมหายใจพ่นออกเป็ไอสีขาว ก่อนที่เขาจะขยับปลายนิ้วลากเส้นสมมติไปบนแผ่นฟ้าจากปลายกระบวยตักน้ำตรงดิ่งไปยังดวงดาวที่สว่างไสวที่สุดดวงหนึ่งซึ่งลอยนิ่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
"ดาวเจ็ดดวงตรงนั้น...มันชี้ไปที่ดาวเป่ยจี๋"
เยี่ยนฉือเอ่ยต่อ เสียงของเขาราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ะเืใจ
"ดาวเหนือ...ดาวที่ไม่มีวันเปลี่ยนทิศทาง"
เถาอิ่งไม่ได้ขยับศีรษะกลับไปมองท้องฟ้าดวงตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเขา ฟังน้ำเสียงแหบพร่านั้นอย่างตั้งใจ
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้หันมามองคนถามสายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ดวงดาวเบื้องบนการพูดคุยโดยไม่ต้องสบสายตาทำให้เขารู้สึกปลอดภัยเขาไม่ต้องกังวลว่าจะเห็นแววตาสงสาร หรือแววตาสงสัยจากใครเขาเพียงแค่พูดในสิ่งที่เขารู้ พูดในสิ่งที่เขาถูกพร่ำสอนมาจากดินแดนอันห่างไกล
เขาขยับปลายนิ้วเลื่อนไปทางทิศตะวันออกชี้ไปยังดาวสว่างดวงหนึ่งที่ลอยอยู่ริมแม่น้ำสายสีเงินที่พาดผ่านท้องฟ้า
"ตรงนั้นคือจือหนวี่...ดาวหญิงทอผ้า"
เสียงของเขายังคงทุ้มต่ำและราบเรียบ
"และอีกฝั่งของแม่น้ำสีเงิน...คือหนิวหลาง... คนเลี้ยงวัว"
จ้าวเหยียนโจวที่นอนฟังอยู่ไม่ได้เอ่ยขัดจังหวะเขาไม่ได้พูดเสริมตำนานความรักของดาวทั้งสองดวงตามที่ตำราในวังได้กล่าวไว้เขาเพียงแค่นอนนิ่งปล่อยให้เสียงแหบพร่าของเยี่ยนฉือทำหน้าที่เล่าเื่ราวของจักรวาล
เยี่ยนฉือยังคงพูดต่อไปเขาไม่ได้เล่าเป็นิทาน ไม่ได้ใส่สีสันของจินตนาการ เขาเพียงแค่บอกชื่อของพวกมันชี้ตำแหน่ง และอธิบายทิศทางอย่างตรงไปตรงมาราวกับกำลังถ่ายทอดแผนที่บนแผ่นฟ้าให้คนข้างกายได้รับรู้
คำศัพท์เ่าั้ไม่ใช่ความลับทางการเมืองไม่ใช่ความรู้ที่สลักสำคัญต่อรูปคดีใดๆ มันเป็เพียงชื่อของดวงดาวชื่อที่เป็สากลและปลอดภัยที่สุดทว่าสำหรับเด็กชายที่ปิดกั้นตนเองไว้หลังกำแพงแห่งความเงียบงันการเปล่งเสียงบอกเล่าสิ่งเหล่านี้ออกมา คือการแง้มบานประตูที่ถูกลงกลอนอย่างแ่าให้แง้มเปิดออกเพียงรอยแยกเล็กๆ
"ดาวสามดวงที่เรียงกันตรงนั้น..."
เยี่ยนฉือขยับปลายนิ้วชี้ไปยังกลุ่มดาวอีกกลุ่ม
"คือเข็มขัดของนายพราน..."
เสียงแหบพร่าของเขายังคงดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้าและมั่นคงผสมผสานไปกับเสียงลมหายใจที่พ่นออกเป็ควันสีขาวขุ่น
เถาอิ่งนอนตะแคงหน้ามองดูปลายนิ้วของเขาที่วาดลวดลายไปบนอากาศดวงตาของเด็กหญิงสะท้อนประกายแสงดาวที่สว่างไสวที่สุดในค่ำคืนนี้
จ้าวเหยียนโจวนอนหงายมองดูผืนฟ้าที่กว้างใหญ่รับฟังการนำทางจากคนที่เขาเคยคิดว่าเข้าถึงได้ยากที่สุด
ท้องฟ้ายามราตรีแผ่ขยายความกว้างใหญ่ออกไปจนสุดลูกหูลูกตาไร้ขอบเขตและเวิ้งว้าง ทว่าภายใต้ความกว้างใหญ่นั้นร่างของเด็กสามคนที่นอนเรียงเคียงกันอยู่บนพื้นระเบียงไม้กลับดูเล็กจ้อยราวกับฝุ่นผง
แต่ความเล็กจ้อยนั้นไม่ได้เปราะบางไม่ได้เดียวดาย
ความกว้างใหญ่ของจักรวาลเบื้องบนกลับทำให้พื้นที่แคบๆ บนระเบียงไม้แห่งนี้อบอวลไปด้วยความอุ่นซ่านที่ยากจะอธิบาย
เสิ่นเยี่ยนฉือยังคงชี้ปลายนิ้วขึ้นไปบนฟ้าเสียงของเขายังคงลอยล่องอยู่ในอากาศที่หนาวเหน็บ
"และกลุ่มดาวที่อยู่ถัดไปตรงนั้น..."