1
ฉันเป็นเจ้าหญิงละ
ฉันจำอะไรได้รางๆ เหมือนนี่เป็นความทรงจำที่ถูกเก็บไว้ในส่วนลึก...
นั่นคือความรู้สึกเมื่อฉันอายุครบสามขวบ และเมื่อฉันตั้งสติดีๆ ก็พบว่าตัวฉันกลับชาติมาเกิดใหม่ที่ต่างโลก หลังจากที่ฉันเริ่มจำอดีตชาติได้ ฉันก็รู้สึกว่าการได้เกิดมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งนี่รู้สึกดีสุดๆ ไปเลยแหละ ตั้งแต่ฉันจำอดีตในโลกเดิมได้ ฉันก็หลงระเริงกับชีวิตเด็กน้อยในร่างใหม่ ถึงจะแค่สามขวบยังโตไม่เต็มที่ก็เถอะนะ แต่ตัวฉันนี่มันน่ารักเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่ดูเข้ารูปสวยงาม แม้แต่สีผมเองก็เถอะ นี่คือผมสีชมพูธรรมชาติในโลกแฟนตาซีเชียวนะ ฉันที่มัวแต่หลงชื่นชมความน่ารักของตัวเองอยู่นั้นเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปถึงสามปีแล้ว
“เอาละขอรับ ถึงตาของท่านแล้วขอรับ องค์หญิง เมลินดา “ชายแก่สูงวัยพูดกับฉันให้เขยิบเข้ามาใกล้กับลูกแก้วใสบนแท่นวางที่อยู่ระหว่างเขาและฉัน ใช่แล้วแหละ ฉันเกิดใหม่ในร่างองค์หญิงของราชวงศ์เอร์โดอัน ผู้เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป ซึ่งแน่นอนว่าชายหนุ่มทุกคนต่างหมายปองฉัน แม้ว่าถึงตอนนี้ฉันจะยังเป็นแค่เด็กหกขวบก็เถอะ แต่เรื่องความรักล่ะก็ มันเป็นของคู่กันกับสาวน้อยเลยล่ะอธิบายง่ายๆ ก็คือ ฉันเป็นหญิงสาวผู้อยู่บนจุดสูงสุดเหนือหญิงสาวคนอื่นยังไงละ โฮะๆ โฮะๆ
ฉันเดินเขยิบเข้าไปใกล้ๆ กับลูกแก้วใสวาววับที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะตัดสินใจเอามือแตะลงไปที่ลูกแก้ว สำหรับฉันแล้วการวัดพลังเวทนี่ก็แน่นอนแหละว่าต้องได้สถานะพลังที่สูง เพราะฉันได้กลับชาติมาเกิดใหม่ยังไงละ สำหรับบุคคลที่ได้มาเกิดใหม่ในต่างโลกตามมังงะหรือนิยายจะได้รับพลังวิเศษที่เทพเจ้าประทานให้และเป็นพลังที่โกงสุดๆ เลย และแน่นอนว่าสำหรับฉันก็คงเหมือน...
ทำไมไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนเด็กคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้เลยล่ะ ฉันพยายามเอามือลูบๆ เคาะๆ แต่ก็ไร้ซึ่งการตอบสนอง ฉันเริ่มเงยหน้ามองหาความช่วยเหลือจากชายแก่ที่อยู่ตรงหน้า แต่ดูเหมือนชายแก่คนนี้เองก็ตกใจไม่แพ้กันกับฉัน ฉันจึงก้มหน้าลงต่อและเริ่มรู้สึกได้ถึงน้ำที่ตาของฉัน ฉันกำลังร้องไห้ เพราะอะไรนะเหรอ? ก็เพราะโลกนี้พลังเวทเป็นสิ่งสำคัญยังไงละ และถ้าตัวฉันผู้นี้ที่เป็นถึงเจ้าหญิงแต่ไม่มีพลังเวทเลยละก็ ตำแหน่งของฉันก็ต้องถูกสั่นคลอนแน่นอนค่ะ
หลังจากนั้นฉันก็ถูกนำตัวกลับมายังพระราชวัง เสด็จพ่อและเสด็จแม่เข้ามาปลอบใจฉัน ฉันว่าพวกท่านเองก็คงเสียใจไม่แพ้กันกับฉัน ฉันรู้สึกผิดหวังมาก ฉันหวังไว้มากว่าตัวเองคือคนที่มีพลังสุดยอด เพราะฉันนั้นทั้งจำอดีตชาติได้และยังเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ด้วย แต่ความจริงแล้วฉันกลับไม่มีพลังอะไรเลย ฉันนี่...ไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลยนะ ชาติก่อนฉันเองก็ไม่มีพลังพอที่จะทำอะไรได้ ฉันปล่อยให้ครอบครัวต้องตาย และชีวิตก็เร่ร่อนไปมากับญาติคนนั้นทีคนนี้ที
แม้ว่าใครจะบอกว่าดีที่สามารถจำอดีตชาติได้ เพื่อที่เราจะได้แก้ไขสิ่งที่อดีตเคยทำพลาดไว้ และเริ่มต้นใหม่กับชีวิตอีกครั้งหนึ่ง แต่สำหรับฉันการไม่ควรจำอะไรได้เลยน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า
ทุกคนปล่อยให้ฉันใช้เวลาเพียงลำพังในห้อง จนฉันตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าฉันก็นึกขึ้นมาได้ ถึงแม้จะไม่มีพลังเวทก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงตอนนี้ฉันก็ยังอยู่ในตำแหน่งเจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งของอาณาจักรอยู่ อาจยังพอมีทางรักษาตำแหน่งของฉันไว้ได้บ้าง ฉันเกิดแรงฮึดขึ้นมากมายเลยละ
“องค์หญิงนอนหลับสบายดีไหมคะ” อีเวอลีน สาวรับใช้ในชุดเมทส่วนตัวของฉันเอ่ยถามขณะที่ฉันกำลังลุกออกจากเตียง
“แน่นอนค่ะ” ฉันตอบเธอออกไปด้วยรอยยิ้มเหมือนกับว่าเมื่อวานก็เป็นแค่เรื่องธรรมดา
หลังจากที่ฉันแต่งตัวโดยอีเวอลีนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็เดินลงไปรับประทานอาหารที่ห้องอาหาร ที่นั่นเสด็จพ่อกับเสด็จแม่พร้อมหน้ารอฉันลงมารับประทานอาหารร่วมกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วท่านทั้งสองปกติจะทานบนห้องนอน แต่วันนี้คงเป็นกรณีพิเศษสินะ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ เสด็จพ่อและเสด็จแม่” ฉันกล่าวทักทายท่านทั้งสองอย่างสุภาพพร้อมกับรอยยิ้ม
“แหม่ๆ สวัสดีจ๊ะเมลินดา” เสด็จแม่กล่าวทักทายฉันอย่างอ่อนโยน
“บอกแล้วไง ว่าไม่ต้องเรียกเสด็จนำหน้าชื่อเรียกท่านพ่อกับท่านแม่ก็พอ ฟังลูกตัวเองเรียกแบบนี้ก็ไม่ค่อยชินนะ” เสด็จพ่อ ไม่ใช่สิ ท่านพ่อ ถ้าอยากให้ฉันเรียกแบบนี้ก็ตามใจค่ะ ฉันก็ชอบอะไรที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากอยู่แล้วด้วย
ฉันค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกออกแบบอย่างดีเพื่อราชวงศ์เอร์โดมัน ปกติแล้วฉันจะทานอาหารที่ตำแหน่งนี้ตลอด เพราะท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ค่อยได้ลงมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันมากเท่าใดนัก ฉันจึงต้องลงมาคนเดียวบ่อยๆ ตั้งแต่จำความได้แล้วแหละ พอมาเห็นภาพที่ท่านพ่อกับท่านแม่มาร่วมนั่งโต๊ะทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ด้วยแล้ว ก็ฟังดูเป็นประสบการณ์ที่ดีเหมือนกันนะ
“ท่านพ่อ ท่านแม่” ฉันพูดกับท่านทั้งสองด้วยความไม่มั่นใจ ก่อนที่ฉันจะสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า
“หนูขอโทษค่ะ” ฉันตัดสินใจพูดสิ่งที่ฉันคิดว่าควรพูดออกไป
“เรื่องอะไรเหรอจ๊ะเมลินดาลูกรัก” ท่านแม่ถามฉันอย่างสงสัย
“ก็เรื่องที่หนูทำให้ชื่อเสียงของราชวงศ์เราต้องด่างพร้อย ทุกๆ คนจะต้องมาอับอายเพราะหนูไม่มีความสามารถด้านเวทมนตร์ หนูน่ะ หนู... ฮึก ฮือ...” ฉันสะอื้นร้องไห้ออกมา ก่อนที่ท่านพ่อกับท่านแม่จะเดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับค่อยๆ กอดฉันจากด้านข้างตัวฉัน
“ไม่ว่าลูกจะเป็นยังไง จะมีความสามารถมากแค่ไหน แค่ลูกเป็นคนที่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ยิ้มแย้ม สดใสร่าเริงแบบนี้ก็พอแล้วจ๊ะ” ท่านแม่พูดพร้อมกับเช็ดน้ำตาที่เริ่มไหลอาบแก้มของฉัน
“ไม่ใช่เรื่องที่หนูต้องรู้สึกผิดหรอกนะลูกรัก เวทมนตร์มันก็เป็นแค่พลังอย่างหนึ่ง ถึงจะไม่มีก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่ มนุษย์เราไม่ได้ใช้เวทเพื่อดำรงอยู่เสียหน่อย” ท่านพ่อบอกกับฉัน พลางลูบหัวฉัน เสียงของท่านนุ่มนวลและทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น...
ความรู้สึกอบอุ่นนี้คืออะไรกันนะ? นี่คือความรู้สึกที่ตัวฉันเองไม่เคยรู้สึกมาก่อนในโลกเดิม นี่สินะครอบครัว ฉันร้องไห้โฮออกมาหนักมากกว่าเก่าจนท่านพ่อกับท่านแม่ต้องคอยปลอบฉันกันยกใหญ่ แต่ที่ฉันร้องไห้ไม่ใช่เพราะฉันรู้สึกเสียใจกับเรื่องพลังหรอกนะ แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่ฉันไม่เคยได้รับต่างหาก
ฉันขอเปลี่ยนคำพูด การที่ฉันจำเรื่องราวอดีตจากโลกก่อนได้ ทำให้ฉันรู้ความหมายของการใช้ชีวิตที่โลกใหม่นี้มากขึ้น ฉันดีใจที่สุดเลยละ ที่ได้เกิดใหม่ ณ ต่างโลกแห่งนี้