บทที่ 5: เปลวไฟใต้ระลอกน้ำแข็ง
นับจากวันที่เฟิงเยี่ยเกือบจะสูญเสียการควบคุมพลังจนหลิงซีต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วยตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์และอาจารย์คู่นี้ก็ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่มองไม่เห็นแต่ััได้ เฟิงเยี่ยยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างหนักหน่วง แต่ในแววตาของเขาที่มองไปยังหลิงซีนั้น บัดนี้ไม่ได้มีเพียงความทะเยอทะยานและความปรารถนาอันดำมืดเท่านั้น แต่ยังเจือไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่งกว่า บางทีอาจจะเป็ความผูกพัน หรือความรู้สึกที่อยากจะปกป้อง นางขึ้นมาอย่างประหลาด แม้จะรู้ดีว่าพลังของนางนั้นเหนือกว่าเขามากนัก
ความก้าวหน้าและเงื่อนงำในตำรา
เฟิงเยี่ยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการศึกษา ‘ตำราจันทราดับสูญ’ อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาเริ่มเข้าใจสัญลักษณ์และแผนภาพพลังงานที่ซับซ้อนเ่าั้ได้มากขึ้น ตำราเล่มนี้ไม่ได้สอนเพียงวิธีการใช้พลัง แต่ยังสอนถึงปรัชญาแห่งความสมดุล การหลอมรวม และการอยู่ร่วมกันของสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาค้นพบว่าพลังอสูรและพลังเซียนในกายของเขานั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ศัตรูที่จะต้องต่อต้านกันเสมอไป แต่สามารถส่งเสริมและเพิ่มพูนพลังของกันและกันได้ หากรู้จักวิธีที่จะควบคุมและประสานมันอย่างถูกวิธี
วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังฝึกฝนการโคจรพลังตามแผนภาพในตำรา เขาก็สามารถหลอมรวมพลังอสูรและพลังเซียนเข้าด้วยกันเป็เส้นใยพลังงานสีเทาเงินสายหนึ่งได้สำเร็จเป็ครั้งแรก มันเป็พลังงานรูปแบบใหม่ที่เขาไม่เคยััมาก่อน ทรงอานุภาพแต่ก็เยือกเย็น สงบนิ่งแต่ก็แฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างอันรุนแรง เขารู้สึกได้ถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดที่ซ่อนอยู่ในพลังงานสายนี้
หลิงซีมาพบเขาในขณะนั้นพอดี นางมองดูเส้นพลังงานสีเทาเงินที่ลอยวนอยู่รอบกายเฟิงเยี่ยด้วยแววตาที่ทอประกายบางอย่าง
"เ้าทำได้เร็วกว่าที่ข้าคิดไว้มาก" นางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงยังคงราบเรียบแต่ก็แฝงความประหลาดใจเล็กน้อย
"พลังงานสายนั้นคือ 'พลังหุนตุ้น’ มันคือพลังที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแสงสว่างและความมืดมิด น้อยคนนักที่จะสามารถเข้าถึงมันได้"
"พลังหุนตุ้นหรือขอรับ" เฟิงเยี่ยทวนคำ ดวงตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้น
"มันมีอานุภาพเพียงใด"
"อานุภาพของมันขึ้นอยู่กับผู้ใช้" หลิงซีตอบ
"หากใช้ในทางที่ถูก มันสามารถสร้างสรรค์และเยียวยาได้ แต่หากใช้ในทางที่ผิด มันก็สามารถทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างได้เช่นกัน รวมถึงตัวเ้าเองด้วย" นางจ้องมองเขาอย่างมีความหมาย
"จงเรียนรู้ที่จะควบคุมมันด้วยสติ อย่าให้มันครอบงำเ้าได้เป็อันขาด"
คำสอนของหลิงซีในระยะหลังมานี้ ดูเหมือนจะไม่ได้เน้นเพียงแค่การฝึกฝนพลัง แต่ยังสอดแทรกปรัชญาและความหมายที่ลึกซึ้ง ทำให้เฟิงเยี่ยเริ่มมองโลกและตนเองในมุมมองที่แตกต่างออกไป แม้ว่าเป้าหมายเดิมของเขาจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่เขาก็เริ่มรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้มันมีความหมายมากกว่าแค่การไขว่คว้าอำนาจและการ
อย่างไรก็ตาม หลิงเยว่ เทพบุปผา ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มความหวาดระแวงในตัวเฟิงเยี่ยมากขึ้น นางสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเขาและความสัมพันธ์ที่ดูจะ ‘ใกล้ชิด’ ขึ้นระหว่างเขากับหลิงซี แม้จะเป็เพียงในความรู้สึกของนางก็ตาม หลายครั้งที่นางพยายามจะเข้ามาขัดจังหวะการสนทนาหรือการฝึกฝนของพวกเขาทั้งสอง และสายตาที่นางมองมายังเฟิงเยี่ยนั้นก็เต็มไปด้วยความเป็ปรปักษ์อย่างชัดเจน
"ข้าไม่ไว้ใจเ้า" วันหนึ่งหลิงเยว่กล่าวกับเฟิงเยี่ยตรงๆ ขณะที่พวกเขาพบกันโดยบังเอิญในสวนโอสถ
"เ้ามันอสูรเ้าเล่ห์ ไม่รู้ว่ามีแผนการชั่วร้ายอะไรซ่อนอยู่ในใจ ข้าจะไม่มีวันยอมให้เ้าทำร้ายท่านอาจารย์ของข้า"
เฟิงเยี่ยเพียงแค่ยิ้มเยาะ "เทพเช่นท่าน ช่างมองโลกในแง่ร้ายเสียจริง ข้าเป็ศิษย์ของท่านอาจารย์เช่นเดียวกับท่าน ย่อมต้องเคารพและไม่คิดร้ายต่อนางอยู่แล้ว ท่านต่างหากที่ควรจะเปิดใจให้กว้างกว่านี้" เขากล่าวอย่างไม่แยแส ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้หลิงเยว่ยืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
เศษเสี้ยวแห่งความลับ
ในคืนวันเพ็ญคืนหนึ่ง ขณะที่แสงจันทร์สาดส่องลงมาอาบหุบเขาจนสว่างไสวราวกับกลางวัน หลิงซีกำลังนั่งอ่านม้วนสาส์นโบราณฉบับหนึ่งอยู่ที่ศาลาริมทะเลสาบ สีหน้าของนางดูเคร่งเครียดและมีร่องรอยของความกังวลอย่างเห็นได้ชัด เฟิงเยี่ยซึ่งกำลังฝึกเดินลมปราณอยู่ไม่ไกลนัก สังเกตเห็นท่าทีนั้นของนาง จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา
"ท่านอาจารย์ มีเื่อันใดไม่สบายใจหรือขอรับ" เขาเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
หลิงซีนิ่งไปครู่หนึ่ง มองออกไปยังดวงจันทร์กลมโตที่ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ "ามันกำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้งแล้ว" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเหนื่อยล้า "และครั้งนี้ มันอาจจะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา"
"เป็เพราะเหตุใดหรือ" เฟิงเยี่ยถามต่อ หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย นี่อาจจะเป็โอกาสที่เขาจะได้ล่วงรู้ความลับบางอย่าง
หลิงซีหันมามองเขา ดวงตาสีฟ้าใสนั้นฉายแววลึกล้ำ "เป็เพราะ 'ตราผนึกา' ที่กักขังจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตกาล กำลังจะเสื่อมสลายลงแล้ว"
"ตราผนึกา จอมมารผู้ยิ่งใหญ่" เฟิงเยี่ยทวนคำด้วยความประหลาดใจ "ข้าไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อนเลย"
"มันเป็ความลับที่ถูกปิดบังไว้มานานนับหมื่นปี" หลิงซีกล่าว
"มีเพียงผู้นำสูงสุดของเผ่าเทพและเผ่าอสูรบางตนเท่านั้นที่ล่วงรู้เื่นี้ ตราผนึกนั้นถูกสร้างขึ้นโดยมหาเทพและจอมอสูรรุ่นก่อน เพื่อยุติมหาาที่เกือบจะทำลายล้างสามภพในครั้งนั้น แต่บัดนี้พลังของมันกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา หากจอมมารตนนั้นหลุดออกมาได้อีกครั้ง หายนะจะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน"
"แล้วท่านอาจารย์จะทำอย่างไรหรือขอรับ" เฟิงเยี่ยถามอย่างอดไม่ได้ เขารู้สึกได้ถึงความสำคัญของเื่นี้ และบางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของเขาในอนาคต
"ข้าก็ไม่รู้" หลิงซีตอบด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
"ข้าเป็เพียงผู้เฝ้ามองมาเนิ่นนานเกินไปแล้ว บางทีอาจจะถึงเวลาที่ข้าจะต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเสียที" นางมองมายังเฟิงเยี่ยด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"เ้าจงเร่งฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นเถิด เฟิงเยี่ย โลกภายนอกกำลัง้าผู้ที่มีพลัง ไม่ว่าพลังนั้นจะมาจากเทพหรืออสูรก็ตาม"
คำพูดของหลิงซีในคืนนั้น ทำให้เฟิงเยี่ยครุ่นคิดอย่างหนัก เขารู้สึกว่านางกำลังบอกใบ้บางอย่างที่สำคัญยิ่ง และบางทีนางอาจจะกำลังเตรียมเขาสำหรับบทบาทบางอย่างในอนาคต ความทะเยอทะยานในใจของเขายิ่งลุกโชนขึ้นกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงภาระความรับผิดชอบบางอย่างที่หนักอึ้งอย่างประหลาด
แรงดึงดูดต้องห้าม
การฝึกฝนของเฟิงเยี่ยกับหลิงซีนับวันก็ยิ่งเข้มข้นและใกล้ชิดมากขึ้น บางครั้งในการถ่ายทอดพลังหรือการแก้ไขท่ากระบี นางจำเป็ต้องััร่างกายของเขาโดยตรง ทุกครั้งที่ผิวกายอันเย็นเยียบแต่เนียนนุ่มของนางัักับผิวของเขา เฟิงเยี่ยจะรู้สึกราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วร่าง กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เป็เอกลักษณ์ของนางยิ่งทำให้สติสัมปชัญญะของเขาปั่นป่วน
ครั้งหนึ่ง ขณะที่หลิงซีกำลังสอนท่ากระบี่ที่ซับซ้อนท่าหนึ่งให้แก่เขา นางจำเป็ต้องเข้ามาประคองร่างของเขาจากด้านหลังเพื่อจัดท่าทางให้ถูกต้อง ลำตัวอันอ่อนนุ่มของนางเบียดชิดกับแผ่นหลังของเขา ลมหายใจอุ่นๆ ของนางรดอยู่ที่ข้างใบหู เฟิงเยี่ยรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แล่นพล่านขึ้นมาบนใบหน้า หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก
"ตั้งสมาธิ" เสียงของหลิงซีดังขึ้นข้างหู ดึงสติของเขากลับมา
"กระบี่้าความเป็หนึ่งเดียวระหว่างกายและใจ หากจิตของเ้าวอกแวก กระบี่ของเ้าก็จะไร้พลัง"
เฟิงเยี่ยกัดฟันแน่น พยายามข่มความรู้สึกที่พลุ่งพล่านในใจ แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบถามออกไป "ท่านอาจารย์ ท่านไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวบ้างเลยหรือขอรับ เมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดกับบุรุษเช่นข้า"
มือของหลิงซีที่จับอยู่ที่แขนของเขาชะงักไปเล็กน้อย ร่างกายของนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ เฟิงเยี่ยรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างชัดเจน เขากลั้นหายใจรอคำตอบ
"เฟิงเยี่ย" ในที่สุดนางก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นกว่าปกติ แต่ก็แฝงความสั่นเครือเล็กน้อยที่เฟิงเยี่ยไม่เคยได้ยินมาก่อน
"เ้าคือศิษย์ของข้า และข้าคืออาจารย์ของเ้า อย่าได้คิดเกินเลยไปกว่านั้น" นางผละออกจากร่างของเขาอย่างรวดเร็ว "การฝึกในวันนี้พอแค่นี้ก่อน เ้าจงกลับไปทบทวนสิ่งที่ข้าสอนด้วยตนเอง"
กล่าวจบร่างของนางก็หายวับไป ทิ้งให้เฟิงเยี่ยยืนนิ่งอยู่กลางลานฝึกแต่เพียงผู้เดียว เขายกมือขึ้นััแขนของตนเอง บริเวณที่มือของนางเคยจับอยู่ ความอบอุ่นจางๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของนางยังคงติดอยู่ที่นั่น
"หึ ปากแข็งเสียจริง" เฟิงเยี่ยแค่นเสียงในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความท้าทายและความปรารถนาที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป
"ท่านอาจารย์ ดูเหมือนว่ากำแพงน้ำแข็งของท่านจะเริ่มละลายลงบ้างแล้วสินะ" เขารู้สึกได้ว่าเกมระหว่างเขากับนางกำลังจะก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งที่อันตรายและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
สัญญาณอันตราย
หลายวันต่อมา ขณะที่เฟิงเยี่ยกำลังนั่งสมาธิอยู่ในเรือนพักของตน เขาก็ััได้ถึงพลังงานประหลาดสายหนึ่งที่แทรกซึมเข้ามาในเขตอาคมของหุบเขาจันทราเร้น มันเป็พลังงานที่ทั้งชั่วร้ายและทรงอานุภาพ ทำให้เขารู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
เขารีบออกจากเรือนพักและมุ่งหน้าไปยังตำหนักใหญ่ของอาจารย์ในทันที เขาเห็นหลิงซียืนอยู่ที่หน้าตำหนักแล้ว ใบหน้าของนางเคร่งขรึม ดวงตาสีฟ้าใสมองไปยังทิศทางหนึ่งนอกหุบเขาอย่างแน่วแน่
"ท่านอาจารย์ เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ" เฟิงเยี่ยถามอย่างร้อนรน
"มีผู้บุกรุก" หลิงซีตอบสั้นๆ แต่น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความตึงเครียด "และดูเหมือนว่าเป้าหมายของมันคือที่นี่"
ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือหุบเขาจันทราเร้นก็พลันมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว เมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว สายฟ้าสีแดงฉานฟาดผ่านท้องฟ้าเป็ระยะๆ พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นะเืไปทั่วทั้งหุบเขา บรรยากาศอันสงบสุขและศักดิ์สิทธิ์ของหุบเขาจันทราเร้น บัดนี้ได้ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงด้วยพลังงานอันชั่วร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
เฟิงเยี่ยมองดูปรากฏการณ์นั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เขารู้สึกได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ามันอาจจะมาถึงประตูบ้านของพวกเขาเร็วกว่าที่คิดเสียแล้ว
หลิงซีหันมามองเฟิงเยี่ย แววตาของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว
"เฟิงเยี่ย เตรียมตัวให้พร้อม บางทีบททดสอบที่แท้จริงของเ้าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น"