ราชันเวทเทพองเมียว

    45 แรกปราบปีศาจ (2) - เลือดนองหาดน้ำตื้น

            เรือแล่นออกจากท่าเฮโจได้ไม่นาน คนเรือขอแวะพักครู่หนึ่งตรงคุ้งน้ำข้างหน้า ชินโนสุเกะไม่มีความเห็น พ่อค้าท่าทางไม่พอใจแต่ทำอย่างไรได้ ท่านเป็นคนโดยสารสามารถนั่งสบายในประทุนเรือ แต่คนเรือเดินทางมาตลอดวันอย่างไรต้องมีพักบ้าง

            “นายท่าน ข้ากับลูกขอพักไม่นาน เข้ายามสองพวกเราค่อยเดินทางต่อนะขอรับ”

            ผู้เฒ่าเอ่ยคำจบก็คัดท้ายเรือให้ชิดฝั่ง เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงหาดน้ำตื้นบุตรชายกระโดดลงน้ำที่เหลือแค่เอว ดึงเรือเข้าเกยหาด

            คนเรือทั้งสองคล่องแคล่วอย่างยิ่ง คนพ่อใช้ไม้ถ่อ คนลูกดึง เหมือนว่าจุดนี้คือจุดจอดประจำของเรือขึ้นล่อง มีเสาไม้ฝังอยู่ริมหาดใช้สำหรับล่ามเรือเอาไว้

            ไม่ต้องให้ใครสั่ง คนเรือทั้งสองหลังจากล่ามเรือแล้วก็เข้าไปเก็บเศษไม้ตรงชายป่า เอามาผสมกับไม้แห้งที่เตรียมไว้บนเรือก่อกองไฟให้ทุกคนได้ผิงกัน การนั่งในประทุนเรือแม้มีหลังคากันน้ำค้าง ด้านข้างมีไม้ระแนงขึงผ้าไว้กันลม แต่ทว่าลมสามารถเข้าทางด้านหน้าและท้ายเรืออยู่ดี หากถูกลมโกรกนาน ๆ อาจเจ็บป่วยเอาได้

            กลุ่มพ่อค้าเป็นชายฉกรรจ์สามคน สวมหมวกงอบตลอดเวลา รูปร่างกำยำแข็งแรง ประกายตาคมกล้า กลิ่นอายไม่เหมือนพ่อค้ากลับคล้ายผู้ฝึกยุทธมากกว่า หากนี่เป็นเรือเดินสมุทร ชินโนสุเกะคงคิดว่าคนเหล่านี้คือโจรสลัดปลอมตัวมาแน่นอน ด้วยท่าทางนิ่งขรึมและสัมภาระซึ่งน้อยเกินกว่าจะเป็นพ่อค้า แต่ชินโนสุเกะเองก็ไม่ใช่พ่อค้ามืออาชีพ ข้อสังเกตที่มีอาจผิดพลาดก็ได้

            อย่างเช่น พ่อค้าทั้งสามยามอยู่บนท่าเรือนานิวะแค่สะพายห่อผ้ามาคนละห่อ พอถึงท่าเรือเฮโจกลับขนหีบไม้มาเพิ่มแค่หนึ่งใบ ลำพังการจ้างเรือไปเฮอันก็ใช้เงินมากแล้ว แต่กลับขนสินค้ามาแค่หีบเดียว บางทีคนเหล่านี้อาจขนเข็มเย็บผ้ามาเต็มหีบก็ได้ 

            ชินโนสุเกะคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หากไม่หาอะไรให้สมองได้ขบคิดเขาคงไม่อาจครองสติไว้ได้ เพราะดงไม้ข้างทางช่างน่ากลัวเหลือเกิน ยามเดินทางกลางวันเรือขึ้นล่องมีมากมาย ทว่ายามค่ำคืนกลับไม่มีเรือสวนมาสักลำ เป็นไปได้ว่าด้วยเหตุบางอย่างคนเรือไม่นิยมเดินทางกลางคืน

            ประสบการณ์เดินทางคราวนี้คงนำไปเล่าให้สหายฟังได้ไม่จบไม่สิ้น ทั้งเรือขนส่งสินค้าหลากหลายประเภทจอดเรียงราย สามารถเห็นได้ในระยะใกล้ เรือสำเภาของต่างชาติ เรือเดินสมุทร เรือท้องแบนขนส่งเกลือ เรือใบหนึ่งเสา สองเสา ไปจนถึงสามเสา

            เรือขนส่งผู้โดยสารเองก็มากมาย เรือสามไม้กระดาน สี่ไม้กระดาน ห้าไม้กระดาน บางลำมีประทุนหรูหราฉลุผนังด้วยแผ่นไม้สนอย่างดี ปิดทับด้วยกระดาษ มีประตูเข้าออก บางลำประทุนทำด้วยซี่ไม้ไผ่จักสานขึงด้วยผ้า บางลำมีเพียงโครงหลังคาแค่พอบังแดด

            “สหายน้อย ๆ ตื่นเถอะ”

            ชินโนสุเกะสะลึมสะลือตื่นขึ้น ไม่รู้ตนเองเผลอหลับตั้งแต่เมื่อไร

            “เออ มีอะไรหรือขอรับ” เขาถามกลับด้วยความสงสัย ดูท่าเรือคงใกล้ออกแล้ว

            “นับแต่นี้อาจมีอันตรายเกิดขึ้น คอยสังเกตสัญญาณให้ดี แล้ววิ่งเข้าไปตรงชายป่าด้านนั้น

            ชินโนสุเกะมองตามสายตาของพ่อค้าตรงหน้า ทิศทางนั้นอยู่สุดปลายหาดน้ำตื้น ไปทางท้ายเรือ จากจุดนี้เห็นเพียงดงไม้ดำมืดเป็นแผ่นผืน

            “หลังจากน้องชายทะลุดงไม้ไปแล้วจะเห็นถนนเส้นเล็ก จงวิ่งย้อนกลับไปทางนานิวะ อย่าได้หันกลับมามองเป็นอันขาด จำไว้ชีวิตใครชีวิตมัน”

            “เออ หมายความว่าอย่างไรขอรับ” ชินโนสุเกะอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ ยังไม่ทันได้คำตอบ สายตาที่มองไปทางท้ายเรือค่อย ๆ เลื่อนกลับมา ทันได้เห็นเรื่องผิดปกติ

            ยามนี้เรือโดยสารเอียงไปทางแม่น้ำ ดูเหมือนเรือกำลังรั่ว และน่าจะหนักเอาการ

            “หา!”

            ชินโนสุเกะอ้าปากค้าง แทบไม่เชื่อภาพที่เห็น 

            เรือเป็นแบบนี้แล้วจะไปเฮอันอย่างไร?

            มันเกิดอะไรขึ้น?

            ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย

            ไม่เพียงเรือที่รั่วเท่านั้น พ่อค้าทั้งสามยังเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เปลี่ยนเป็นสวมชุดน่าอี*สีเทา นำชุดพ่อค้าที่ใส่ก่อนหน้ามัดเอาไว้ที่เอว 

            คนหนึ่งถือดาบพระสันหนาไว้ในมือ

            คนหนึ่งสวมถุงมือสีเงิน น่าจะทอด้วยโซ่เส้นเล็ก

            คนสุดท้ายที่ปลุกเขาขึ้นมา กำสร้อยประคำแน่น 

            คนทั้งสามนี้ไม่ใข่พ่อค้า แต่เป็นพระหรือนี่!

            แล้วนักบวชเหล่านี้นำอาวุธออกมาทำไม? กำลังจะเกิดอะไรขึ้นหรือ?

            คำถามระลอกใหม่เกิดขึ้นในใจ พร้อมกับความเย็นเยือกที่เริ่มเคลื่อนจากปลายเท้า ผ่านบั้นเอว มาถึงหน้าอก ก่อนขึ้นสู่สมอง ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นประจำก่อนพายุฝนตั้งเค้า เป็นสัญชาตญาณของคนหาปลา เตือนให้รีบนำเรือกลับเข้าฝั่ง

            “ค ค คน คนเรือไปไหนแล้วขอรับหลวงพี่” ชินโนสุเกะทำใจแข็งถามคำถามที่คิดว่าสำคัญที่สุดในขณะนี้

            “ตอนแรกคนพ่อบอกเข้าไปถ่ายหนัก หายไปนานไม่กลับมา คนลูกบอกกังวลกลัวหกล้มหรือถูกสัตว์ทำร้ายจึงขอออกไปตามหา จากนั้นก็หายไปอีกคน

            “ทั้งคู่ถูกสัตว์ทำร้ายหรือเปล่าขอรับ”

            “ไม่ หากถูกสัตว์ทำร้ายแล้วทำไมเรือถึงรั่วได้ล่ะ น้ำเข้าเร็วขนาดนี้ต้องเป็นฝีมือมนุษย์แน่นอน”

            “โจร?”

            “ก็เป็นได้ อ้อ อาตมามีนามว่าโกโตะ สองท่านนั้น ท่านโดสะและท่านโดมะ”

            พระที่ถือดาบพระพยักหน้าก่อน ดูท่าท่านชื่อโดสะ ส่วนอีกรูปหนึ่งพยักหน้าทีหลัง ท่านคงชื่อโดมะ

     

            โกโตะพระลูกวัดไดโกจิคิดทบทวนในใจ ไม่ทราบว่าพวกตนเผยพิรุธตอนไหน อุตส่าห์จ้างเรือโดยสารจากนานิวะไปเฮอัน แวะรับของครู่เดียวที่เฮโจ ฝ่ายตรงข้ามยังซื้อตัวคนเรือไว้ล่วงหน้าได้อีก ดูท่าการเดินทางคราวนี้คงไม่ง่ายเสียแล้ว

            ท่ามกลางความเงียบสงัดรอบด้าน ความกดดันบางอย่างค่อยเพิ่มพูน สายหมอกบางเบาแผ่ปกคลุมเหนือสายน้ำ อากาศเย็นลงฉับพลัน หนาวกระทั่งหรีดเรไรยังหยุดร้อง 

            โกโตะหันมองหน้าสหายธรรมทั้งสอง ลอบส่งสัญญาณที่มีเพียงพวกตนเข้าใจ

            พระสงฆ์สองรูปนี้เป็นกำลังหนุนจากวัดสาขาของนิกายชินกงบนภูเขาโคยะ ทั้งสองเป็นพระนักรบเชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ต่างกันสองแขนง คนหนึ่งใช้ดาบพระสันหนาเป็นอาวุธ เล่าเรียนวิชาลับที่มหาสมณะคุไคดัดแปลงจากวิชาดาบ ของแผ่นดินใหญ่ อีกคนใช้มือเปล่าถนัดเพลงหมัด สวมถุงมือซึ่งถักทอเป็นพิเศษ ศาสตราวุธไม่อาจกล้ำกราย

            อย่างไม่มีเค้าลางมาก่อน อยู่ ๆ ห่าเกาทัณฑ์แหวกอากาศมาถึงตรงหน้า 

            “ระวัง” พระโกโตะส่งเสียงเตือน

            ชินโนสุเกะอารามตกใจเอนตัวล้มก้นจ้ำเบ้า ลูกศรเฉียดข้างแก้ม ขณะลูกศรแทบทั้งหมดมุ่งไปทางพระสงฆ์สามรูป ประกายแสงจากหัวธนูแน่นขนัดอย่างยากที่จะหลบเลี่ยง

            หลวงพี่โดมะสืบเท้ามาด้านหน้าอย่างรวดเร็ว สะบัดเสื้อที่มัดอยู่รอบเอวควงเป็นวง ปัดซ้ายป่ายขวา ก้าวขึ้นหน้าถอยหลัง หมุนตัวไปมา ชินโนสุเกะเห็นแล้วให้เวียนหัว 

            ไม่น่าเชื่อว่าท่วงท่าที่ดูเปะปะในความคิดของชินโนสุเกะกลับสกัดลูกธนูได้ทั้งหมด 

            ขณะที่พ่อค้าสมัครเล่นกำลังจะโห่ร้องด้วยความยินดี ลูกธนูดอกสุดท้ายพลันมาถึง ไม่ทราบยิงออกมาตั้งแต่เมื่อไร คล้ายกับว่ารอให้ท่วงท่าของหลวงพี่โดมะถึงที่สุดก่อน ค่อยจู่โจม

            ดังคำที่ว่า ‘เมื่อถึงที่สุดย่อมเกิดช่องว่าง’

            และลูกธนูยิงมาตรงช่องว่างนั้นพอดี

            ลำคอ!

            ฮ่าาาา!

            พระหนุ่มเปล่งเสียงออกจากปาก ราวกับราชสีห์คำราม ลูกธนูหยุดชะงักวูบหนึ่ง แต่แทนที่ท่านจะหลบกลับวิ่งเข้าหา มือจับลูกธนูดอกนั้นได้อย่างถนัดถนี่ พริบตาต่อมาลูกศรดอกนั้นถูกซัดกลับคืน เวลาแทบพร้อมกันท่านฉวยโอกาสนี้พุ่งทะยานตามลูกศรเข้าไปในดงไม้

            พลธนูเกลียดการจู่โจมระยะประชิดที่สุด

            เสียงการต่อสู้ดังขึ้น ไม่ต้องคิดเลยว่าดุเดือดเพียงไหน ชินโนสุเกะได้ยินเสียงต้นไม้หักโค่น เสียงร้องตะโกน เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น

            ระหว่างนั้นหลวงพี่โกโตะใบหน้ายังคงนิ่งเฉย เช่นเดียวกับหลวงพี่โดสะ ทั้งสองไม่มีทีท่าจะเข้าไปช่วยเหลือแต่อย่างใด 

            ชินโนสุเกะถดตัวไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังแนบติดกับลำเรือ มีเพียงความรู้สึกที่มีอะไรหนุนอยู่ข้างหลังแบบนี้ จึงทำให้เขามั่นคงและกระตุ้นความกล้าขึ้นมาได้บ้าง สายตามองไปทางพระทั้งสองรูป ด้านหลังของหลวงพี่โดสะมีหีบใบหนึ่งวางอยู่ เป็นหีบไม้ที่พระสงฆ์กลุ่มนี้ขนมาจากท่าเรือเฮโจ

            หรือพวกโจรมาเพื่อของสิ่งนี้!

            อยู่ ๆ เสียงการต่อสู้พลันขาดหาย บรรยากาศรอบด้านกลับมาเงียบสงัดอีกครั้งหนึ่ง สายลมพัดพากลิ่นคาวเลือดอ่อนจาง ทำให้ชินโนสุเกะรู้ว่าตนไม่ได้ฝันไป มีการต่อสู้เกิดขึ้นจริง ๆ

            ไม่ทันที่ชินโนสุเกะจะรู้สึกโล่งอก หลวงพี่โดมะกระโดดออกมาจากดงไม้ เนื้อตัวเปรอะไปด้วยเลือด ไม่แน่ใจว่าเป็นเลือดของท่านหรือของพวกโจร อาการบาดเจ็บน่าจะหนักพอสมควร สังเกตได้จากใบหน้าของท่านขาวซีด มุมปากมีเลือดซึม ทั้งเมื่อพุ่งตัวผ่านหลวงพี่โกโตะ ท่านทำท่าจะล้มลง ก่อนจะฝืนประคองตัวเองนั่งลงขัดสมาธิอยู่ด้านหน้าหีบไม้

            หัวใจของชินโนสุเกะเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง พระนักรบคนเดียวที่กำราบฝูงโจรได้ วิ่งหนีอะไรอย่างนั้นหรือ

            ฉับพลันทันใดดงไม้ด้านหน้าระเบิดขึ้นเศษใบไม้เศษไม้กระจายไปรอบทิศ ราวกับมีวัตถุขนาดใหญ่พุ่งเข้ามา เวลาเดียวกันด้านหลังมีเงาดำเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ชินโนสุเกะได้ยินเสียงไม้กระดานบนเรือลั่นเพียงครั้งเดียว จากนั้นก็เห็นเงาร่างลอยอยู่เหนือศีรษะ

     

            จู่โจมสองทาง!

     

            กลยุทธ์การศึกที่สร้างความสับสนให้ฝ่ายตรงข้าม

     

            *ชุดน่าอี คือชุดใส่ข้างใน สำหรับพระสงฆ์มหายานจะเป็นเสื้อกางเกงสีทึบ เช่น สีเทา สีน้ำตาล สีคราม ใช้ใส่สำหรับทำงานออกแรง เช่นเดียวกับพระสงฆ์ไทยที่เวลาทำงานภายในวัดจะนุ่งเพียงสบงและอังสะ

    คล้ายกับเรื่องราชันเวทเทพองเมียว ที่คุณอ่าน