สือเจียงหย่วนยิ้มแห้งๆ แล้วล้วงเข้าไปในกะละมังซักผ้า หยิบเสื้อเชิ้ตแขนสั้นของเขาออกมา ก่อนจะล้วงเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากเสื้อ และเก็บใส่กระเป๋ากางเกงยีนด้านหลัง เขามองดูสายตาประหลาดใจของทุกคนแล้วอธิบายว่า “ผมลืมเอาสัญญาออกจากกระเป๋าเสื้อ โชคดีที่นึกขึ้นได้ทันเวลา ไม่งั้นถ้าซักไปแล้วคงแย่แน่ๆ”
สัญญาฉบับนี้คือสัญญาข้อตกลงผู้ถือหุ้นที่คังอิงเขียนให้กับเขา แม้ว่าสือเจียงหย่วนจะไม่เคยคิดจะแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมหุ้น แต่ว่านี่เป็นผลงานจากสติปัญญาของคังอิง เขาจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้นเงินห้าหมื่นหยวนของจ้าวซื่อหงเพื่อนสนิทของเขาก็นับรวมอยู่ในส่วนของหุ้นที่เขาลงทุนไปด้วย ดังนั้นเขาจะต้องแบ่งปันผลกำไรให้จ้าวซื่อหงด้วย สือเจียงหย่วนจึงคิดจะใช้สัญญาฉบับนี้เป็นหลักฐานเพื่อแสดงให้จ้าวซื่อหงดู
ระหว่างเขากับคังอิงไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยเรื่องพวกนี้ แต่จ้าวซื่อหงเป็นคนนอก ไม่ได้สนิทสนมกับคังอิงมากนัก
ก่อนเลิกงานเวลาห้าโมงเย็น คังอิงก็เรียกพนักงานทั้งหมดมาประชุมกันที่ห้องโถงกว้างใหญ่ชั้นล่าง
ทุกคนยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบราวกับกำลังฝึกทหาร คังอิงกล่าวว่า “อีกสองวันพวกเราจะเริ่มงานอย่างเป็นทางการ ดังนั้นฉันจะบอกหน้าที่ของทุกคนให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน เพื่อที่ทุกคนจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า”
พอได้ยินว่าคังอิงกำลังจะประกาศตำแหน่งงาน ทุกคนพลันเงียบกริบ ราวกับว่าจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงเส้นผมร่วงลงพื้น
ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกกังวลใจก็คือเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?
ตลอดช่วงเวลานั้นก็มีคนพยายามใช้เส้นสายต่างๆ เพื่อสืบหาภูมิหลังของคังอิง แล้วก็พยายามติดต่อคังอิงเพื่อหาตำแหน่งงานที่ดีๆ ให้กับตนเอง แต่เรื่องแปลกก็คือ ดูเหมือนจะไม่มีใครในอำเภอหลี่ว์รู้จักคังอิงคนนี้เลย
พวกเขาไม่รู้ว่าเธอมาจากไหน ไม่รู้ว่าเธออาศัยอยู่ที่ใด นั่นทำให้พนักงานในห้างสรรพสินค้ามิตรภาพอดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อใจ
ทุกคนต่างก็รู้สึกกังวลใจและกระวนกระวาย
คังอิงประกาศตำแหน่งงาน และการอยู่หรือไปของทุกคนอย่างจริงจัง เมื่อได้ยินคังอิงเอ่ยชื่อกับตำแหน่งงานของพวกเขาทีละคน ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโล่งอก
พนักงานสามสิบเอ็ดคน ไม่มีใครถูกไล่ออก ทุกคนล้วนแต่มีงานทำ ได้รับเงินเดือน และโดยพื้นฐานแล้วพวกเขาก็ได้รับตำแหน่งงานที่คุ้นเคย นั่นทำให้ทุกคนรู้สึกพอใจจนไม่มีใครคัดค้าน
จางชางเซิ่งเห็นว่าตนเองถูกย้ายไปอยู่แผนกขนส่ง ในใจพลันรู้สึกโกรธมาก ทว่าต่อหน้าคนมากมาย เขาต้องอดกลั้นเอาไว้ก่อน เพราะก่อนหน้านี้เขาได้ยินมาว่า แผนกขนส่งมีหน้าที่ส่งสินค้าถึงบ้าน มีข่าวลืออีกว่า หากส่งสินค้าถึงบ้าน ลูกค้าจะต้องให้ซองแดงเป็นพิเศษ
ข่าวลือนี้เกิดจากการที่พนักงานของบริษัทไปรษณีย์และโทรคมนาคมกับการไฟฟ้าไปให้บริการลูกค้าที่บ้าน เพราะตอนนี้เวลาที่พนักงานของบริษัทไปรษณีย์และโทรคมนาคมไปติดตั้งโทรศัพท์ที่บ้าน ใครบ้างที่ไม่ได้รับซองแดง?
แม้ว่าจางชางเซิ่งจะเป็นคนขี้เกียจ แต่พอคิดว่าตนเองจะได้รับซองแดง บางทีอาจจะได้รับเลี้ยงอาหารอีกต่างหาก เขาจึงตัดสินใจรอดูสถานการณ์ก่อน หากแผนกนี้เป็นแผนกที่ดีแล้วเผลอปฏิเสธมันไป ในอนาคตเขาคงต้องเสียใจอย่างแน่นอน
แต่จางชางเซิ่งกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อยกับตำแหน่งงานของกวนเสี่ยว เขารู้สึกว่ากวนเสี่ยวนั้นไม่มีความสามารถอะไร แค่ผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น แต่ก่อนน่าจะอาศัยหน้าตาของตนเองทำให้ผู้จัดการไช่หมายตา จนไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าสำนักงานได้
ตอนนี้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปเอาใจคังอิงอย่างไร คังอิงถึงยังคงใช้งานเธอ และปล่อยให้เธอเป็นหัวหน้าสำนักงานต่อไป
พอคิดว่าเมื่อตอนบ่ายเขาขอให้กวนเสี่ยวใส่ชื่อเขาในรายชื่อพนักงานที่มีความลำบาก แต่กลับถูกปฏิเสธ ในใจเขาพลันรู้สึกไม่ชอบใจอย่างบอกไม่ถูก คิดในใจว่าจะต้องหาโอกาสไปข่มขวัญกวนเสี่ยวให้ได้
พอเห็นว่ากวนเสี่ยวที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าสำนักงานดูมีจิตใจฮึกเหิม จางชางเซิ่งก็กลับบ้านไปด้วยความไม่พอใจ พอเขาเดินเข้าประตูบ้าน สีหน้าก็ดูไม่สู้ดีนัก
หลิวเหม่ยลี่ ภรรยาของเขาที่เห็นท่าทางของเขาจึงเอ่ยถาม “เป็นอะไรไป? หรือว่าตอนที่พวกเขาย้ายตำแหน่งงาน คุณถูกย้ายไปอยู่แผนกแย่ๆ งั้นหรือ? ต้องไปหาคนรู้จักเพื่อฝากฝังให้อีกหรือเปล่า?”
“ฝากฝังอะไรล่ะ ฉันถูกย้ายไปแผนกขนส่ง แต่ว่าเมื่อเทียบกับแผนกโลจิสติกส์แล้ว ฉันได้ยินมาว่าแผนกขนส่งอาจจะได้รับซองแดงนะ” จางชางเซิ่งตอบ
“แบบนั้นก็ดีนี่นา หลังจากนี้คุณก็มีรายได้เยอะขึ้น พวกเราก็ซื้อเครื่องปรับอากาศสักเครื่องได้แล้วสิ? คุณดูฤดูร้อนปีนี้สิ อากาศร้อนมาก แต่เรามีแค่พัดลม เจ๊ใหญ่หม่าที่โรงงานของฉันซื้อเครื่องปรับอากาศแล้วนะ” หลิวเหม่ยลี่กล่าว
ผู้หญิงเวลาพูดมักจะชอบยกเรื่องที่ว่า เพื่อนร่วมงานของตัวเองซื้ออะไรใหม่ๆ พอผู้ชายทำไม่ได้ พวกเขาก็จะดูด้อยค่าลงทันที
จางชางเซิ่งส่งเสียง ‘ฮึ’ หนึ่งที ก่อนจะกล่าวว่า “การซื้อเครื่องปรับอากาศง่ายจะตาย รอให้ฉันได้รับซองแดงเยอะๆ แล้วฉันจะไปคุยกับคนที่ดูแลเรื่องนี้ ขอให้เขาขายให้ในราคาพนักงาน พวกเราก็จะได้มีเครื่องปรับอากาศใช้บ้าง
แต่ว่าประธานที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่นั้น ไม่ธรรมดาจริงๆ เธอสามารถจัดการกับคนในห้างสรรพสินค้าได้อย่างอยู่หมัดเลย
แต่ก่อนพวกเขาทั้งหมดฟังฉัน แต่ตอนนี้ทุกคนเอาแต่ทำงาน ไม่มีแม้กระทั่งเวลาคุยกัน”
หลิวเหม่ยลี่ได้ยินคำสัญญาลมๆ แล้งๆ ที่สามีของเธอให้ไว้เรื่องซื้อเครื่องปรับอากาศ ตอนแรกก็ดีใจ แต่พอได้ยินน้ำเสียงที่ดูสิ้นหวังของสามีแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ “เขาเป็นเถ้าแก่เอกชน แน่นอนว่าจะต้องใช้เงินทุกหยวนให้เกิดประโยชน์ จะปล่อยให้ทุกคนนั่งเฉยๆ ได้อย่างไรกัน คุณเองก็ควรเปลี่ยนความคิดได้แล้ว อย่าทำตัวขี้เกียจมากนัก เดี๋ยวก็โดนเจ้านายหมายหัวเอาหรอก”
“เธอพูดอะไรน่ะ? เธอไม่ใช่เมียของฉันแล้วรึไง? ทำไมถึงได้เข้าข้างคนอื่น?” จางชางเซิ่งถลึงตาใส่หลิวเหม่ยลี่ด้วยความไม่พอใจ
พอถูกเขาถลึงตาใส่ หลิงเหม่ยลี่ก็ใจฝ่อลงทันที เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฟังคุณพูดแล้ว ดูเหมือนประธานคนนั้นจะเก่งมาก แล้วเธอเป็นใครกันแน่ล่ะ?”
“ใครจะไปรู้ ฉันไม่เคยได้ยินชื่อของเธอมาก่อนเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน”
ฉันได้ยินมาว่า อีกไม่กี่วันนี้ ห้างสรรพสินค้าจะเปิดทำการอย่างเป็นทางการ แถมผู้นำของอำเภอยังจะมาเป็นประธานในพิธีเปิดอีกด้วย คังอิงเชิญผู้นำของอำเภอมาได้ ดูท่าภูมิหลังของเธอคงไม่ธรรมดา” จางชางเซิ่งกล่าว
“คังอิงหรือ? ทำไมชื่อนี้คุ้นๆจัง” หลิวเหม่ยลี่ครุ่นคิดอยู่นานก็จำได้รางๆ “ที่บริษัทของฉันเคยมีพนักงานเก่าคนหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนเขาเสียชีวิตไป ลูกสะใภ้ของเขาก็ชื่อคังอิง”
“อ้อ คงเป็นคนชื่อซ้ำกันมั้ง ประธานคังคนนี้ของพวกเรายังไม่ได้แต่งงาน” จางชางเซิ่งคิดในใจว่า คังอิงคนนี้คงไม่ใช่คังอิงคนเดียวกันหรอก
“อืม คงไม่ใช่เธอแล้วล่ะ ลูกสะใภ้ของพนักงานเก่าคนนั้นเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ถูกแม่ลูกคู่นั้นกดขี่ข่มเหง ฐานะทางบ้านก็ยากจน คงไม่ใช่ประธานคังที่คุณว่าหรอก” หลิวเหม่ยลี่หัวเราะ
สองสามีภรรยาพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ความไม่พอใจในใจของจางชางเซิ่งจางหายไปบ้าง แต่เขาก็ยังคงคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะทำให้ชื่อของเขาอยู่ในรายชื่อพนักงานยากจนได้
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาต้องการก็คือเงินช่วยเหลือพนักงานยากจน
มีคนอยู่ประเภทหนึ่งที่ชอบผลประโยชน์ที่ได้มาอย่างง่ายๆ พวกเขามักจะคิดว่า หากผลประโยชน์เหล่านั้นไม่ได้ตกเป็นของตนเอง เขาก็จะต้องขาดทุนแน่นอน จางชางเซิ่งก็เป็นคนประเภทนี้
วันต่อมา ตอนที่หลิวเหม่ยลี่ไปทำงานที่โรงงานหม้อไอน้ำ พอดีกับที่เจอเข้ากับเจ๊ใหญ่หม่า ประธานสหภาพแรงงานที่ทำงานอยู่ห้องเดียวกัน พอเจ๊ใหญ่หม่าเห็นหลิวเหม่ยลี่ เธอก็บอกว่า “เหม่ยลี่ เธอก็เป็นสมาชิกคณะกรรมการสตรีของสหภาพแรงงานไม่ใช่หรือ? วันนี้ไปเยี่ยมครอบครัวของพนักงานที่เสียชีวิตกับฉันหน่อยนะ สหภาพแรงงานจะแจกของขวัญคลายร้อนให้กับพวกเขา”
ของขวัญคลายร้อนก็มีแค่ฟักเขียว น้ำผึ้ง ยาอม และยาหม่องน้ำ แม้จะไม่ได้มีมูลค่ามากนัก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยจากสหภาพแรงงาน
“อ้อ ได้ค่ะ พวกเราจะไปตอนนี้เลยไหมคะ?” หลิวเหม่ยลี่ถาม