บทที่ 13
"ปะาอย่างนั้นหรือ ส่วนครอบครัวกลายเป็ทาสโดนเนรเทศไปใช้แรงงานที่ชายแดน" หลงเจิ้นอี้ถามอีกครั้งเมื่อได้ยินว่าวังเจี้ยนโดนโทษปะา และครอบครัวโดนเนรเทศไปชายแดนและสถานะกลายเป็ทาส
"ขอรับนายท่าน เพราะมีตราประทับของนายหญิงทำให้ฎีกาของวังเจี้ยนส่งถึงมือฝ่าาโดยตรงไม่ผ่านมือคนอื่น
เมื่อฝ่าาได้อ่านก็โกรธเกรี้ยวอย่างมากสั่งลงโทษปะามาทันทีส่วนครอบครัวก็เป็ทาสโดนเนรเทศไปชายแดนขอรับ
เพราะใต้เท้าวังโดนปะาทำให้ขุนนางในราชสำนักต่างหาสาเหตุแต่ก็ไม่มีใครรู้คำตอบที่แท้จริงขอรับ พวกเขามีแต่คาดเดาว่าใต้เท้าวังน่าจะทำผิดอะไรต่อนายหญิงสักอย่างเลยโดนโทษปะา" เว่ยฉู่รายงาน
"ปะาเมื่อไหร่ล่ะ" หลงเจิ้นอี้ถาม
"ราชโองการจะมาถึงอีกประมาณสามวันขอรับ เมื่อได้รับราชโองการน่าจะปะาทันที"
"แล้วใครจะได้มาเป็เ้าเมืองคนต่อไปล่ะ" จางชิงหลินถามขึ้น ในเมื่อใต้เท้าวังตายก็ต้องมีคนมาทำหน้าที่นี้แทน
"ซูจิ้งขอรับ" เว่ยฉู่ยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเอ่ยชื่อคนผู้นี้
"ดี" หลงเจิ้นอี้ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
"ไม่คิดว่าจะเป็เขานะเ้าคะที่ได้รับเลือกเป็เ้าเมือง" จางชิงหลินพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม
"ถ้าตาแก่นั่นได้เห็นข้า เขาคงไม่เป็ลมหรอกนะ" หลงเจิ้นอี้พูดด้วยน้ำเสียงขำ ๆ
"ยังมีอีกเื่ขอรับ นอกจากฮ่องเต้จะแต่งตั้งฮองเฮาแล้ว ฝ่าายังแต่งตั้งเฟยทั้งสี่ขึ้นมาพร้อม ๆ กัน กุ้ยเฟยจากตระกูลฉี เสียนเฟยจากตระกูลเหยียน ซูเฟยจากตระกูลหาน เต๋อเฟยจากตระกูลลู่ขอรับ" เว่ยฉู่รายงาน
"โอ้ แต่งตั้งเฟยทั้งสี่คนพร้อม ๆ กันเลยอย่างนั้นหรือ" หลงเจิ้นอี้ร้องออกมาแววตาของเขาเป็ประกาย มีสิ่งหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนไปเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง และเป็เื่ใหญ่เสียด้วย
"ขอรับ แต่ข่าววงในของเราแจ้งมาว่า ถึงจะแต่งเฟยทั้งสี่เข้ามาพร้อม ๆ กันกับฮองเฮา แต่ฝ่าาไม่เคยให้พวกนางถวายงานเลย ตอนนี้ตระกูลทั้งสี่ต่างพยายามทูลให้ฮ่องเต้เสด็จไปที่ตำหนักของเฟยทั้งสี่บ้าง แต่ฝ่าาก็ปฏิเสธทันทีขอรับ" เว่ยฉู่รายงานต่อสีหน้าของเขาเรียบเฉย
"ตระกูลเหยาเล่า ตอนนี้เป็เช่นไรบ้าง" จางชิงหลินที่นั่งฟังอยู่ถามขึ้น
"พยายามทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกสาวขอรับ และดูเหมือนว่าตอนนี้ตระกูลเหยาเริ่มกลายเป็ตระกูลที่เริ่มมีอิทธิพลในเมืองหลวงเสียแล้ว"
"อีกไม่นานฝ่าาก็คงจะเลื่อนตำแหน่งใต้เท้าเหยาสินะ เพื่อให้เท่าเทียมกับตระกูลทั้งสี่ที่ถูกแต่งตั้งเข้ามา" จางชิงหลินพูดออกมา เื่นี้เมื่อก่อนก็เป็แบบนั้น แต่ในครั้งนั้นหลงอันจวิ้นไม่ได้แต่ตั้งเฟยทั้งสี่ เขาแต่งเหยาอิงหลัวเป็ฮองเฮาเพียงผู้เดียว
"เป็อย่างที่นายหญิงพูดขอรับ เพราะถ้าเทียบกันแล้วตระกูลเหยาต่ำกว่าตระกูลทั้งสี่มาก ไม่ว่าจะเป็เื่ชาติตระกูลหรืออำนาจ เพราะอย่างนั้นฝ่าาถึงแต่งตั้งเฟยทั้งสี่ขึ้นมาเพื่อแลกกับแต่งตั้งฮองเฮาจากตระกูลเหยา" เว่ยฉู่รายงานต่อ
"ถ้าหลินเอ๋อร์ยังอยู่ที่วังหลวงตระกูลฉี เหยียน หาน ลู่คงไม่กล้าต่อรองกับอันจวิ้นแบบนี้ แต่เป็แบบนี้สิถึงจะถูก ข้าเองก็อยากจะรู้ว่าอันจวิ้นจะทำอย่างไรต่อไป ฝ่ายในกับฝ่ายหน้าไม่มีทางแยกกันออก" หลงเจิ้นอี้พูดขึ้น เขารู้ดีว่ามันจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาบ้าง
"ท่านพี่ไม่ต้องเป็ห่วงฝ่าาหรอกเ้าค่ะ ฝ่าาทรงรักคุณหนูตระกูลเหยามาก มากจน" จางชิงหลินสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วพูดต่อ "รักมากจนยอมแต่งตั้งเฟยทั้งสี่ขึ้นมา เขาน่าจะมีวิธีรับมือ"
"แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น อันจวิ้นยังเด็กเกินไป เขาไม่เคยเห็นความวุ่นวายของฝ่ายใน เขาไม่เคยต้องเจอกันแก่งแย่งของผู้หญิง และคุณหนูตระกูลเหยานางนั้นนางจะอยู่ในวังหลวงที่มีการแก่งแย่งชิงดีได้แค่ไหนกัน และเฟยที่ถูกแต่งตั้งจากสี่ตระกูลย่อมมีความสามารถมากกว่านาง ข้าเองก็ชักอยากรู้แล้วสิว่านางจะทำเช่นไร" หลงเจิ้นอี้ยิ้มออกมา
"เราคงต้องรอดูแล้วล่ะขอรับว่าคุณหนูเหยาจะทนได้หรือไม่" เว่ยฉู่บอก เพราะจากที่เขาสืบประวัติคุณหนูเหยามา ยากที่จะอยู่ในวังหลวงที่มีการแย่งชิงความเป็ที่หนึ่ง แต่ก็ไม่แน่ถ้าฮ่องเต้ปกป้องนางได้ แต่มันก็ไม่ง่ายขนาดนั้น
"เป็ห่วงอันจวิ้นหรือ ถ้าเป็ห่วงก็ส่งคนไปดูแลเพิ่มดีหรือไม่" หลังจากที่เว่ยฉู่กลับไปแล้วสีหน้าของจางชิงหลินไม่ค่อยดีเลย
"ท่านพี่จำได้หรือไม่ ว่าหลังจากที่ฝ่าาแต่งตั้งคุณหนูตระกูลเหยาเป็ฮองเฮา หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น" จางชิงหลินถามสามีด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
"จำได้สิ เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นก็ทำให้ความสัมพันธ์ของหลินเอ๋อร์และอันจวิ้นที่เคยถูกปิดบังเอาไว้ปะทุออกมา และนั่นเป็ครั้งแรกที่อันจวิ้นแสดงถึงอำนาจของเขาในฐานะฮ่องเต้" หลงเจิ้นอี้พูดออกมาราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น เขาในตอนนั้นพยายามห้ามปรามสองแม่ลูกทะเลาะกัน
แต่เขาที่เป็เพียงิญญาไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น ต้องทนเห็นภรรยาร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาที่อยากจะกอดปลอบนางก็ยังทำไม่ได้ นั่นทำให้เขาทุกข์ใจไม่แพ้กัน
"ท่านพี่คิดว่าเื่ในตอนนั้นจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่" จางชิงหลินถามด้วยความกังวล
"จะเกิดหรือไม่เกิดไม่มีใครรู้ได้ แต่ถ้าหลินเอ๋อร์เป็ห่วงเราก็ให้คนไปช่วยดูดีหรือไม่" หลงเจิ้นอี้บอก เื่ที่ผ่านมาแม้จะเคยเกิดขึ้นแล้วแต่ไม่ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นอีก อย่างเื่ของเขาที่สามารถฟื้นขึ้นมาได้
"ท่านพี่จะบอกว่าข้าใจร้ายหรือไม่ถ้าข้าไม่อยากให้คนไปดู" จางชิงหลินถามออกมา
"ไม่เลย เราในตอนนี้ก็เหมือนคนนอก ถ้าเข้าไปก้าวก่ายมันจะเหมือนในตอนนั้น และสุดท้ายก็เป็เราเองที่เสียใจ ข้าเข้าใจดีว่าสำหรับหลินเอ๋อร์นั้นเป็การตัดสินใจยาก
แต่การที่ข้าเคยเป็ิญญามาก่อนมันทำให้ข้าได้รู้ว่า ไม่ว่าเราจะพยายามแก้ไขมันอย่างไร สุดท้ายมันก็ไม่ได้เป็ไปอย่างที่เราหวัง และคนที่จะเ็ปก็จะเป็เราเอง ที่ต้องมาเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น" หลงเจิ้นอี้พูดออกมาอย่างเข้าใจ เขาต้องทนเห็นจางชิงหลินเสียใจร้องไห้โดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรไม่ได้เขาเองก็เ็ปและเสียใจเหมือนกัน
"นายท่าน นายหญิง ท่านหมอมาแล้วเ้าค่ะ จะให้ท่านหมอเข้ามาเลยหรือไม่" หนิงเฟิงเข้ามาสอบถาม เพราะหมอซูที่ตรวจดูอาการของหลงเจิ้นอี้มาถึงแล้ว
"ไปเชิญท่านหมอมาได้เลย" จางชิงหลินบอก
"คารวะนายท่าน คารวะนายหญิงขอรับ" หมอซูที่รู้ว่าคนทั้งสองเป็ใครรีบคารวะทันทีที่เจอทั้งสอง
"เชิญท่านหมอนั่งก่อน" จางชิงหลินเชิญ
"ขอรับนายหญิง เพื่อเป็การไม่ให้เสียเวลาข้าน้อยขอตรวจนายท่านเลยนะขอรับ" หมอซูบอก
"เชิญตามสบาย" จางชิงหลินบอก หมอซูไว้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยามในการตรวจและดูการกายภาพของหลงเจิ้นอี้ ทำให้เห็นว่าร่างกายของหลงเจิ้นอี้ เกือบจะหายเป็ปกติแล้ว ถ้ายังทานยาและกายภาพต่อ หลงเจิ้นอี้จะกลับมาเป็ปกติแน่นอน และสุขภาพของเขาก็จะแข็งแรงกว่าคนอายุรุ่นเดียวกันเสียอีก
"ข้าเป็หนี้ชีวิตท่านจริง ๆ หมอซูถ้าไม่ได้ท่านข้าคงไม่มีโอกาสกลับมาเดินได้แบบนี้" หลงเจิ้นอี้พูดออกมาหลังจากที่ได้ยินคำตอบของหมอซูว่าอาการของเขาใกล้จะหายแล้ว
"นายท่านอย่าพูดเช่นนั้นเลยขอรับ การได้ตอบแทนนายท่านถือว่าเป็เื่ที่ข้าสมควรทำแล้ว ในตอนนั้น ถ้าไม่ได้นายท่านลุกขึ้นสู้ ข้าก็คงต้องตายเพราะทหารต่างแคว้นพวกนั้น" หมอซูพูดขึ้นเขาเป็หมอ
ในตอนนั้นแคว้นเฟิงหลงเกิดา เขาที่เป็หมอก็ไปช่วยรักษาทหารที่าเ็ จนสุดท้ายก็โดนทหารฝั่งตรงข้ามจับไป เขาเกือบต้องตายแต่เพราะหลงเจิ้นอี้นำทหารเข้าไปช่วย เขาถึงมีชีวิตรอดมาได้ ตอนที่รู้ข่าวเื่หลงเจิ้นอี้ใช้ตัวเองเป็กระสายยา
เขาเองก็พยายามหาวิธีช่วยแต่เขาในตอนนั้นยังไม่เก่งพอ หลังจากนั้นเขาก็พยายามศึกษาเรียนรู้เพิ่มจนสามารถรักษาได้แล้ว
"เราอย่าคุยเื่เก่ากันเลย ข้าสั่งให้คนเตรียมอาหารไว้เลี้ยงต้อนรับหมอซูเอาไว้ ท่านคงไม่รังเกียจหรอกนะ" จางชิงหลินเอ่ยชวน
"ไม่รังเกียจเลยขอรับ เป็พระคุณอย่างยิ่งต่างหากที่นายท่านและนายหญิงเลี้ยงอาหาร" หมอซูตอบ
"งั้นเราไปกันเถอะ" หลงเจิ้นอี้ลุกขึ้นโดยที่ไม่มีใครเข้าไปประคอง
"เชิญท่านหมอ" จางชิงหลินพูดด้วยรอยยิ้มการที่นางได้เห็นหลงเจิ้นอี้สามารถเดินเองได้โดยไม่มีใครประคองนั่นแสดงให้เห็นว่าคำพูดของหมอซูเป็จริง หลงเจิ้นอี้ใกล้จะหายแล้ว