การเตรียมการก่อนวันแต่ง
เรื่องที่กัสเล่าออกมานั้นเหนือความคาดหมายของเลโอลอว์เป็นอย่างมาก
แต่มันก็น่าแปลกที่หลังจากได้ฟังมันกลับเชื่อโดยสนิทใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเพราะถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริงมันก็ไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายความสามารถที่พัฒนาไปอย่างน่าตระหนกของลูกชายได้
ประสบการณ์ต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่ของวิเศษชิ้นใดจะช่วยได้ แต่ถ้าเป็นการย้อนเวลากลับมา มันกลับเชื่อในทันทีเพราะมันทราบดีว่าในโลกใบนี้มีเวทมนตร์กาลเวลาอยู่
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้มันสงสัยและหวาดกลัวก็คือ ใครเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ส่งกัสกลับมาต่างหาก
ระยะเวลานับร้อยปีนั้น ยาวนานเกินกว่าที่ใครจะสามารถย้อนเวลากลับมาได้เพราะขนาดครึ่งเทพที่มีความสามารถในด้านของเวลาก็ยังไม่สามารถย้อนเวลาส่งตัวเองกลับไปในอดีตได้เลย
สิ่งเดียวที่ทำได้มีเพียงการทำให้เวลาไหลช้าลงในพื้นที่จำกัด หรือหยุดเวลาของเป้าหมายเอาไว้ชั่วคราวเพียงเท่านั้น ส่วนการย้อนเวลานั้น นอกจากการย้อนเวลาของวัตถุที่ไม่มีชีวิตแล้ว ก็ไม่มีใครเลยที่สามารถย้อนเวลากลับไปได้จริงๆ
‘เรื่องที่กัสพูดสมควรเป็นเรื่องจริง..แต่อะไรละ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ตระกูลยอมเชื่อ’
ในฐานะของเทพอสูรมันย่อมทราบว่าอุปกรณ์ที่ผลิตโดยตระกูลอันดูวเดธนั้นแฝงไว้ด้วยระบบการตรวจสอบที่เข้มงวด มันจึงไม่แปลกใจว่าทำไมตระกูลถึงรู้เรื่องนี้ได้เพราะมันได้ยินจากปากกัสแล้วว่าเขาเคยเล่าให้คนอื่นฟังมาก่อน
เมื่อกัสเคยเล่าออกมาให้คนอื่นฟัง เช่นนั้นตระกูลจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาก็ไม่น่าแปลก
เพียงแต่สิ่งที่แปลกคือ ทำไมตระกูลถึงยอมเชื่อและทำไมถึงได้กล้าตัดสินใจขับเคลื่อนแผนการใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อตระกูลออกมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
นี่คือสิ่งเดียวที่ทำให้เลโอลอว์สงสัยเพราะต่อให้ตระกูลเชื่อคำพูดของกัส มันจะเป็นไปได้ยังไงที่ตระกูลจะกล้าตัดสินใจลงมือในทันทีแบบนี้ได้
ซึ่งในความเป็นจริงหากกัสเล่าเรื่องที่เขาเจอกับท่านหญิงผู้มีดวงตาสีม่วงในรถไฟให้พ่อของเขาฟังแล้วละก็ เลโอลอว์คงไม่มานั่งสงสัยแบบนี้แน่เพราะดวงตาสีม่วงคือสัญลักษณ์ของสายเลือดแท้ของตระกูลอันดูวเดธ
หากบุคคลที่มีสถานะสูงส่งเช่นนั้นทราบเรื่องนี้และเชื่อในสิ่งที่กัสพูด เช่นนั้นแผนการที่น่าทึ่งนี้จะถูกส่งออกมาในทันทีก็ไม่น่าแปลกอะไร
ในขณะที่คิดเช่นนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกโดยแขกที่ไม่ได้รับเชิญซึ่งทำให้สองพ่อลูกตื่นตัวขึ้นในทันที ก่อนจะผ่อนคลายลงเมื่อเห็นว่าผู้ที่เปิดประตูเข้ามานั้นคือใคร
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง..ขออภัย ความจริงข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังพวกเจ้าคุยกัน แต่เป็นพวกเจ้าเองที่ไม่ได้สร้างเขตอาคมป้องกัน..”
กัสอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทที่ปรากฏตัวขึ้นมาแบบกะทันหัน ก่อนจะยิ้มฝืนๆ เมื่อตระหนักว่าเขากับพ่อลืมตัวไปจริงๆ
สำหรับเทพอสูรหรือครึ่งเทพที่มีประสาทสัมผัสที่แหลมคมแล้ว การพูดคุยในห้องโดยไม่สร้างเขตอาคมป้องกันเสียงนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรจากการนั่งคุยกันในที่โล่งกว้างที่ต่อให้ไม่คิดจะแอบฟัง มันก็ได้ยินเอง
ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทนั้นไม่ได้ตั้งใจที่จะแอบฟังเรื่องที่พวกเขาสองพ่อลูกคุยกันเลย แต่เธอก็บังเอิญได้ยินเรื่องเล่าของกัส จึงเผลอแบ่งใจมารับฟังจนทำให้เสียงที่ได้ยินแบบผ่านๆ กลายเป็นชัดเจนขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้ท่านหญิงจึงได้ยินเรื่องที่กัสเล่าเกือบทั้งหมดและรู้ว่าอะไรทำให้เขาพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วแบบนี้
ในขณะเดียวกันท่านหญิงก็ได้รับคำตอบจากคำถามที่คล้ายๆ เลโอลอว์ ว่าทำไมตระกูลถึงได้มีการเคลื่อนไหวที่ผิดแปลกแบบนี้ได้ ทำไมถึงได้มีแผนการสนับสนุนการบุกเบิกดินแดนในดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียว
พร้อมกันนั้นเธอก็เข้าใจถึงเหตุผลที่กัสพยายามอย่างสุดกำลังอยู่ตลอดโดยไม่คิดที่จะผ่อนคลายตัวเองเลยเช่นนี้
สิ่งที่เธอเห็นมาตลอดนับจากวันที่มาอยู่ในดินแดนนี้ คือการกระทำที่ผิดวิสัยของเด็กหนุ่มของกัสที่พยายามพัฒนาตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
มันแปลกเกินไปที่เด็กหนุ่มอายุน้อยจะขยันขันแข็งได้มากขนาดนี้และโหยหาการพัฒนาตัวเองและดินแดนได้อย่างเข้มแข็งเช่นนี้
ซึ่งแน่นอนว่ากัสไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่เขาทำนั้น ได้ทำให้ทุกคนประหลาดใจและประทับใจมากขนาดไหนเพราะถึงเขาจะกำหนดวันหยุดให้กับทุกคนรวมถึงตัวเอง
แต่เขาไม่เคยได้หยุดพักผ่อนให้สมกับที่เป็นเด็กเลย มันอาจจะมีการเล่นสนุกบ้าง แต่เขากลับไม่เคยละเลยการฝึกฝนเลย มันต่างกับเด็กในวัยอย่างเขาที่มักจะรักในการเล่นและเกลียดการฝึกฝน
โดยเฉพาะกับอัจฉริยะอย่างเขาที่ส่วนมากมักจะทะนงตนว่าแข็งแกร่งแล้วและชอบละเลยการฝึกฝนเพราะความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ
ทว่ากัสนั้นไม่มีอะไรแบบนั้นเลยมันจึงทำให้ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทชื่นชมเขามากและตัดสินใจยกคริสตัลให้เขาโดยไม่ลังเลเลย
หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็เข้าใจว่าอะไรคือความลับของความแข็งแกร่งที่เกินวัยของเขาและอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขามีประสบการณ์ต่อสู้ที่เกินวัยเช่นนี้
กัสมองหน้าท่านหญิงด้วยความสับสนและลำบากใจ ก่อนจะหันไปทางพ่อของเขาที่ยังมีสีหน้าสงบนิ่งและผ่อนคลาย พอเห็นแบบนั้นเขาก็ตระหนักว่ามันไม่สำคัญอีกแล้วว่าใครจะรู้เรื่องนี้เพิ่มหรือไม่
“กัส..เจ้าพอจะบอกวันเวลาที่แน่นอนได้หรือไม่ว่าหายนะที่เจ้าบอกจะเกิดขึ้นวันไหนเวลาไหน”
“เรื่องนั้น..ต้องขออภัยด้วยครับท่านหญิง ข้าเองก็จดจำวันเวลาที่แม่นยำไม่ได้จริงๆ ในตอนนั้นข้าไม่อยู่ในสถานะที่จะสนใจเรื่องพวกนั้นเลย”
ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทพยักหน้ารับเบาๆ เช่นเดียวกับเลโอลอว์ที่ถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวังเพราะถ้าสามารถกำหนดวันเวลาที่แน่ชัดได้มันจะดีกว่านี้มาก
“ช่วยไม่ได้..ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าเองก็ควรที่จะทำอะไรบางอย่างเช่นกัน..ข้าขอตัวก่อน”
พูดจบท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็จากไปในทันทีทำให้กัสอึ้งจนพูดไม่ออก พอเขาหันไปมองพ่อเขาก็ตระหนักว่าพ่อของเขาเองก็มีท่าทางที่เคร่งเครียดจริงจังไม่แพ้กัน
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องคิดมาก สิ่งที่เจ้าทำลงไปทั้งหมดนั้นดีแล้ว เรื่องที่ไม่มีหลักฐานแบบนี้ประกาศออกไปมีแต่จะทำให้เรื่องมันวุ่นวายเสียเปล่าๆ ดังนั้นไม่ต้องบอกใครไปมากกว่านี้แล้ว”
“ข้า..ข้าทราบแล้วครับ แต่ว่าแบบนี้มัน..จะดีหรือครับท่านพ่อ”
เลโอลอว์ยิ้มน้อยๆ ด้วยความเอ็นดูก่อนจะพยักหน้าให้แทนคำตอบ จากนั้นมันก็บอกให้เขากลับไปพักผ่อนและอย่าคิดมาก
กัสนั้นถึงจะไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ แต่เขาก็รู้ดีว่าเขาทำอะไรไม่ได้เพราะถ้าเขาทำได้ เขาคงจะทำมันไปนานแล้ว
แต่ก็อย่างที่พ่อของเขาพูด เขาไม่มีหลักฐานที่จะทำให้ใครเชื่อและก็เพราะเหตุผลนี้เองที่ทำให้เขาจำต้องดิ้นรนอยู่แบบนี้ แทนที่จะเอาเรื่องนี้ไปบอกตระกูลเพื่อให้ทุกคนเตรียมพร้อมเพื่อรับมือหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น
ซึ่งในความเป็นจริงกัสเองก็ไม่ทันคิดเช่นกันว่าตระกูลของเขาเองก็ไม่ได้ประกาศเรื่องนี้ออกมาเช่นกัน
ต้องบอกว่าแม้กระทั่งสภาผู้อาวุโสก็ยังไม่ทราบเรื่องนี้ ส่วนสาเหตุที่ทำให้แผนการถูกส่งออกมาอย่างรวดเร็วนั้น เกรงว่าคงไม่มีใครบอกได้ว่าทำไม
ในจุดนี้กัสเองก็คิดไม่ออกเช่นกัน แต่ถ้าให้เขาเดาละก็ เขาคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับท่านหญิงที่เขาเจอในขบวนรถไฟ
ส่วนทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ก็เพราะชีวิตก่อนของเขานั้นเขาไม่ได้พบเจอกับท่านหญิงผู้นี้มาก่อน ซึ่งต้องบอกว่าการพบเจอกับท่านหญิงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนแรกที่เกิดขึ้นกับชีวิตที่สองของเขา
นอกจากเหตุผลนี้แล้วกัสก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าทำไม แต่ถึงจะคิดแบบนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าอะไรทำให้ท่านหญิงผู้หนึ่งเกิดความสนใจในตัวเด็กอย่างเขาได้
กัสคิดอะไรไม่ออก เลยได้แต่ถอนหายใจและตัดสินใจเลิกคิดในที่สุด จากนั้นเขาก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ พักผ่อน ตื่นนอนและฝึกฝน รวมไปถึงการตัดสินใจเลิกผลิตอาหารเหลวแล้วหันไปผลิตออริจินฟู้ดบรรจุขวดแทน
แผนการนี้ได้รับการตอบรับจากทุกคน แต่ก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัดเพราะตอนนี้ดอกไม้ดินแมลงยังมีจำนวนน้อย ทำให้ยากที่จะเพิ่มอัตราการผลิตได้
กัสเองก็ไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องนี้มากเช่นกัน แม้จะรู้ว่าหากเขาพยายาม เขาอาจจะเร่งความเร็วในการเติบโตของมันได้บ้าง
แต่เขาเองก็ยังไม่อยากทำแบบนั้นเพราะนอกจากมันจะเสียเวลาแล้ว เขายังไม่รู้ด้วยว่าการเร่งโตด้วยพลังของเขานั้นมีผลเสียซ่อนอยู่หรือไม่
ด้วยเหตุนี้กัสเลยทำตัวเหมือนปกติ ฝึกฝนและรอให้วันแต่งงานมาถึง
ยิ่งเวลาผ่านไปบรรยากาศภายในดินแดนก็ยิ่งมีกลิ่นอายของความรักปกคลุม สายตาที่คริสตัลมองดูเขานั้น นับวันก็ยิ่งอ่อนหวานและนุ่มนวล มันเต็มไปด้วยความรักที่ลึกซึ้งซึ่งทำให้กัสอมยิ้มได้ทุกครั้งที่ได้สบตากับเธอ
ในขณะเดียวกับกัสก็แอบกลัวสายตาของมิซ่าที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนของความปรารถนาอยู่นิดหน่อยจนต้องพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเขาเองด้วยการฝึกหนัก
ทว่าหลังจากพยายามเบี่ยงเบนความสนใจไปได้ไม่กี่วัน กัสก็เริ่มนึกอยากจะหยุดฝึกมันไปเลย อย่างน้อยๆ ก็ตอนที่พ่อของเขายังอยู่
เพราะหลังจากที่เลโอลอว์เห็นกัสฝึกฝนอย่างหนักทุกวัน มันก็นึกชอบใจเลยลากตัวเขาไปซ้อมมืออย่างหนักหน่วงจนเขาแทบจะหมดสภาพ
แต่ถึงจะอยากวิ่งหนีในตอนแรก ทว่าหลังจากที่ซ้อมมือกับพ่อหลายวันเข้าความรู้สึกที่อยากหนีก็หมดไปและแทนที่ด้วยความตื่นเต้นยินดีและความชอบใจแทน
ด้วยเหตุนี้การซ้อมมือของสองพ่อลูกเลยรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็ถูกหยุดเอาไว้ด้วยเหตุผลที่กัสนึกไม่ถึง
“เสบียงจะหมดแล้วค่ะท่านพี่..ถ้าท่านพี่กับท่านพ่อยังสู้กันทุกวันแบบนี้ละก็ ข้ากลัวว่าเสบียงที่เตรียมเอาไว้สำหรับงานแต่งงานจะไม่เหลือนะคะ”
ตอนที่ได้ยินกัสตกใจมากพอสมควร แต่หลังจากฟังคำอธิบายของน้องสาวอย่างละเอียดเขาก็เข้าใจว่าเสบียงที่ว่านั้น เป็นเพียงเสบียงสดจำพวก ผักสด เนื้อสด ที่เก็บเอาไว้เท่านั้น ไม่ใช่เสบียงทั้งหมดที่มีอยู่แต่อย่างใด
ในจุดนี้เสบียงทั้งหมดของกัสยังเหลืออีกมาก แต่ส่วนที่เหลือมากนั้นเป็นเสบียงที่ผ่านการแปรรูปมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งคิดเป็น 75 เปอร์เซ็นต์ของเสบียงสด
ถ้าหากดูจากจุดนี้การบริโภคของสองพ่อลูกยังไม่ส่งผลเสียต่อเสบียงที่มีอยู่แต่อย่างใด
แต่ถ้าพูดถึงงานแต่งที่กำลังจะมาถึงแล้วละก็ การซ้อมมืออย่างหนักของพวกเขาสองพ่อลูกดูจะสร้างปัญหามากทีเดียวทำให้กัสตัดสินใจงดการซ้อมมือเอาไว้ก่อน
หลังจากจัดการกับปัญหาด้านเสบียงอาหารไปแล้ว กัสก็เกิดความสนใจเกี่ยวกับการเตรียมเสบียงอาหารสำหรับงานแต่งขึ้นมา เขาเลยขอรายการเสบียงอาหารมาตรวจสอบและพบว่าทุกคนจัดเตรียมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ทีเดียว
แต่หลังจากกวาดสายตาอ่านรายการเสบียงทั้งหมดไปรอบหนึ่ง กัสก็รู้สึกว่ามันธรรมดาเกินไปหน่อย
เสบียงส่วนใหญ่หากไม่ใช่ผักวิเศษ ผลไม้วิเศษ ก็เป็นเนื้อและผลผลิตจากสัตว์วิเศษ ทว่าทั้งหมดนี้มีคุณภาพในระดับปกติทั้งสิ้น
‘แบบนี้ดูจะไม่ดีแฮะ หากไม่มีอะไรที่ใช้เป็นตัวเอกสักอย่างสองอย่าง คงจะทำให้พ่อตาของข้าพอใจไม่ได้แน่..’
กัสครุ่นคิดอย่างตั้งใจ ก่อนจะตัดสินใจส่งแผนการฉบับหนึ่งไปให้บลูอาย ซึ่งทำให้เธอถึงกับต้องเปิดประชุมด่วนขึ้นมาเพื่อหาวิธีจัดการกับแผนการที่เร่งด่วนของกัส
แผนการที่กัสส่งไปให้บลูอายนั้น คือแผนการบ่มเพาะไม้วิเศษ 3 ชนิดเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล้าชนิดพิเศษทั้ง 3 ชนิด
รายการนี้กัสเอามาจากเมนูอาหารที่เขาได้มาจากนายหญิงเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนักในช่วงหลังๆ เพราะเขาสนใจแต่พลังงานที่อาหารมอบให้จนละเลยรสชาติของมันไปนานแล้ว
ทว่าครั้งนี้เป็นงานแต่งของเขา แขกคนสำคัญที่จะมางานก็เป็นถึงครึ่งเทพที่มีชื่อเสียงและเกียรติภูมิที่เปรียบได้กับตำนานที่ยังมีชีวิตอย่างไวท์ริเวอร์ นอกจากนั้นก็ยังมีแขกที่มีสถานะไม่ต่างกันอีกคนอย่างเรดทาวเวอร์ที่จะมาด้วยเพราะอยากเจอหน้าลูกสาวทั้งสองคนที่ไม่ได้เจอกันนาน
นอกจากสองคนนี้แล้ว บุคคลสำคัญของฝ่ายต่างๆ เองก็จะมาร่วมงานด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตำหนักผู้รักษา ฝ่ายวิศวกรรมมนตรา ผู้ดูแลสวนแห่งชีวิตของเผ่าภูติพฤกษา องครักษ์ผึ้งทองคำจากเผ่าผึ้งทองคำและอีกหลายๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกัสผ่านทางคนใกล้ตัวทั้งหมด
ซึ่งถ้าดูจากรายชื่อของแขกทั้งหมดแล้ว การเตรียมตัวของสาวๆ นับว่าพอ แต่มันยังขาดเมนูพิเศษที่จะช่วยสร้างความประทับใจไปบ้าง
กัสก็เลยเสนอแผนการเหล่านี้ให้สาวๆ ช่วยจัดการโดยฝากให้พวกเธอจัดการกับไม้วิเศษทั้ง 3 ชนิด
ส่วนตัวเขานั้น เขาตั้งใจที่จะบ่มเพาะราชาอสูรจากสัตว์วิเศษทั้ง 3 ชนิดด้วยเช่นกัน ซึ่งจุดนี้กัสได้เลือกสัตว์วิเศษทั้ง 3 ชนิดจากเมนูอาหารของนายหญิง
เริ่มจากไก่ฟ้าหิมะจันทราซึ่งต้องเลี้ยงในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ซึ่งจัดการได้ไม่ยากเท่าไหร่เพราะดินแดนพายุหิมะในปัจจุบันมีพื้นที่กว้างมากและยังมีท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทคอยสนับสนุน
จากนั้นก็เป็นปลาไหลทองคำเลือดเงิน ซึ่งเลี้ยงยากหน่อยเพราะต้องเลี้ยงในบ่อโคลน ซึ่งหาได้ยากมากในดินแดนแห่งแม่น้ำ แต่กัสก็ยังหาได้และจัดการได้อย่างง่ายดาย
สุดท้ายคือวัวเลือดหยก ซึ่งไม่มีข้อจำกัดอะไรเป็นพิเศษซึ่งถูกเลี้ยงเอาไว้ในดินแดนรกร้างในสวนที่ผ่านการปรับปรุงมาเป็นอย่างดี
สัตว์วิเศษทั้ง 3 ชนิดนี้ถูกเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารของราชาอสูร การทำเช่นนี้จะทำให้เนื้อของราชาอสูรได้รับคุณสมบัติพิเศษของสัตว์วิเศษเหล่านั้นด้วย ซึ่งหลังจากผ่านการบ่มเพาะด้วยวิธีนี้ด้วยคุณสมบัติของสัตว์วิเศษจะถูกถ่ายทอดไปยังราชาอสูรและทำให้คุณสมบัติพิเศษนั้นเพิ่มสูงขึ้นด้วย
สำหรับเรื่องนี้กัสค้นพบมันหลังจากที่เฝ้ามองการบ่มเพาะราชาอสูรของท่านหญิงมานานจนค้นพบว่าคุณสมบัติพิเศษของปลาวิเศษนั้น ถูกส่งไปยังเนื้อราชาอสูรด้วย
ด้วยเหตุนี้กัสจึงใช้วิธีนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบที่แสนวิเศษ
แผนการของกัสเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว ตัวเขาและพ่อได้ร่วมมือกันภายใต้การสนับสนุนของท่านหญิงและทำการเลี้ยงไก่ฟ้าหิมะจันทราสำเร็จเป็นตัวแรกโดยใช้เวลาไปถึง 2 วันเต็มๆ
นี่นับเป็นระยะเวลาที่นานที่สุดเท่าที่เคยบ่มเพาะราชาอสูรมาและทำให้พวกเขาได้เนื้อราชาอสูรที่มีรูปร่างคล้ายกับมังกรแต่มีปีกเหมือนนกซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า 100 เมตร 1 ตัว
ต่อจากนั้นก็ตามมาด้วยปลาไหลทองคำเลือดเงินที่ได้เป็นมังกรดินขนาดใหญ่ยักษ์ที่ใหญ่กว่า 200 เมตร 1 ตัว
สุดท้ายจึงเป็นมังกรอสูรที่มีสี่ขาและมีเขาขนาดใหญ่คู่หนึ่งที่โค้งงอราวกับเขาแพะหากแต่แหลมคมกว่า ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า 300 เมตร 1 ตัวเช่นเดียวกัน
รวมระยะเวลาในการบ่มเพาะทั้งหมดคือ 9 วัน พวกเขาใช้เวลาบ่มเพาะตัวละ 2 วันและใช้เวลาพัก 1 วัน ซึ่งกว่าจะจัดการเสร็จก็เหลือเวลาเพียง 5 วันเท่านั้นงานแต่งก็จะเริ่มขึ้น
ส่วนทางด้านสาวๆ นั้นพวกเธอจัดการกับไม้ทั้ง 3 ชนิดเสร็จสิ้นพร้อมกับกัสและพ่อเลยทีเดียวเพราะพวกเธอต้องใช้เวลาบ่มเพาะไม้วิเศษ 100 ปีชนิดละ 2 วันและพักผ่อน 1 วัน
เมื่อการรวบรวมวัตถุดิบเสร็จสิ้น ก็มาถึงงานสำคัญนั่นคือการเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมสำหรับการปรุง ซึ่งงานนี้บราวนี่เป็นผู้รับผิดชอบหลักซึ่งมีน้องสาวของกัสและลูกสาวทั้งสามของเธอเป็นผู้ช่วย ซึ่งทำให้ได้ผลงานที่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก
ส่วนการจัดเตรียมสถานที่และงานแต่ง อิจิโกะกับน้องและมิโดริรับผิดชอบงานนี้ร่วมกับข้ารับใช้คนอื่นๆ ซึ่งมีส่วนร่วมอย่างมาก
ภายใต้ความพยายามของทุกคนในที่สุดงานแต่งก็จัดเตรียมจนพร้อมก่อนวันงานถึง 2 วันเต็มๆ ซึ่งเป็นเวลาที่นานพอที่จะให้ทุกคนพักผ่อนอย่างมีความสุข
แต่หลังจากผ่านไป 1 วัน ซึ่งเป็นเวลาก่อนวันงาน 1 วัน แขกคนสำคัญก็เดินทางมาถึงก่อนกำหนดซึ่งทำให้กัสกับทุกคนประหลาดใจไปตามๆ กัน
วินาทีที่แสงสว่างปรากฏขึ้นมานั้น สายลมเย็นก็พัดผ่านดินแดนของกัสไปทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าแขกที่มาถึงนั้นคือใคร
โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งเตือน คริสตัลปรากฏตัวขึ้นในทันที พร้อมกับท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทที่มีสีหน้าสงบนิ่งเยือกเย็นเป็นพิเศษ
ในขณะที่คริสตัลนั้นดูเหมือนจะตื่นเต้นมากทีเดียวเพราะเธอถึงกับวิ่งนำไปก่อนใครก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบุรุษวัยกลางคนที่มีสีหน้าเรียบเฉย
“ท่านพ่อ! ยินดีต้อนรับค่ะ!!”
ไวท์ริเวอร์ บุรุษวัยกลางคนที่ดูหนุ่มและสง่างามก้มหน้าลงเล็กน้อยและยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากพลางพยักหน้ารับอย่างสงบ
“เจ้าโตขึ้นมากเลยนะคริสตัล..”
คริสตัลยิ้มรับอย่างอ่อนหวาน ก่อนจะหันไปหาหญิงสาวที่มีสีหน้าเย็นเยือกซึ่งยืนอยู่ข้างกายพ่อของเธอ รอยยิ้มก็สลายหายไปและกลายเป็นความสำรวมก่อนจะย่อตัวอย่างสง่างามเพื่อทักทายแม่ใหญ่ของเธอ
“ยินดีต้อนรับค่ะท่านแม่ใหญ่”
หญิงสาวคนนี้เองก็เป็นครึ่งเทพเช่นกัน นางคือภรรยาหลวงของไวท์ริเวอร์ ไอซ์เอจ ครึ่งเทพที่มีชื่อเสียงเคียงคู่กับไวท์ริเวอร์มานานนับร้อยปีในฐานะของคู่หูที่ดีที่สุด
ทุกคนในตระกูลต่างรู้ดีว่าไวท์ริเวอร์นั้นแข็งแกร่ง แต่กลับมีคนเพียงน้อยนิดที่ทราบว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งของไวท์ริเวอร์นั้น คือภรรยาหลวงของมันไอซ์เอจที่มีพรศักดิ์สิทธิ์ ‘วิญญาณเยือกแข็ง’ ซึ่งเป็นพลังที่ทำให้เธอสามารถสร้างเขตแดนเยือกแข็งที่ช่วยสนับสนุนเวทมนตร์น้ำแข็งของมันได้
ด้วยการสนับสนุนนี้เองที่ทำให้ไวท์ริเวอร์ที่ไร้ซึ่งพรศักดิ์สิทธิ์มีพลังเทียบเท่ากับครึ่งเทพที่มีพรศักดิ์สิทธิ์และสามารถสร้างเกียรติภูมิที่เป็นดังตำนานขึ้นมาได้
ด้วยฐานะและความแข็งแกร่งนี้เองจึงทำให้คริสตัลเคารพและหวาดกลัวแม่ใหญ่ของเธอมากกว่าพ่อของเธอเสียอีก
ไอซ์เอจหันมามองคริสตัลด้วยสายตาที่เย็นเยือกแล้วพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร หากแต่มองตรงไปยังท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทที่ยืนรออยู่อย่างสงบก่อนจะแสดงความเคารพด้วยท่าทางที่ไม่ต่างจากคริสตัลเท่าไหร่
“ยินดีที่ได้พบค่ะพี่หญิง”
“ไม่ได้เจอกันนานนะโฟรเซ่นฮาร์ท..รากฐานของเจ้าดูเหมือนจะมั่นคงขึ้นสินะ ยินดีด้วยนะ”
“ขอบคุณค่ะพี่หญิง..”