เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 71 สังหารสวีซิว

                ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด

               ยามนี้ใบหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์แดงก่ำ นางกัดฟันเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ “ออกไปเดี๋ยวนี้!”

               เมื่อเมิ่งฝานได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้า ก่อนที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “หากปล่อยเจ้าไปตอนนี้ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะสยบเจ้าได้!”

               “หรือเจ้าคิดจะอยู่เช่นนี้ไปตลอดชีวิตกันเล่า!” ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ “ข้าสาบานว่าจะแบ่งของภายในถ้ำแห่งนี้กับเจ้าอย่างเท่าเทียม ไม่ต้องแย่งกัน เจ้าเองก็คงไม่อยากให้คนข้างนอกรับรู้ใช่หรือไม่!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นร่างของเมิ่งฝานก็สั่นไหว หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่เขาจึงรีบขยับตัวออกมาอย่างรวดเร็ว

               ส่วนไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังก็หอบหายใจหลายครั้ง เสื้อผ้าบนกายนางยับไม่เป็นทรงโดยเฉพาะบริเวณหน้าอก ซึ่งนัยน์ตาที่นางมองเมิ่งฝานขณะนี้ล้วนอัดแน่นไปด้วยไฟแห่งโทสะ!

               หากสายตาสามารถสังหารคนได้ เมิ่งฝานคงจะตายไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หลังจากที่กระแอมไออย่างเก้อเขินเมิ่งฝานจึงเอ่ยอย่างจนปัญญา “เจ้าว่ามาสิ จะแบ่งกันอย่างไร แต่หินเพลิงวิญญาณนั้นต้องเป็นของข้า!”

               หลังจากที่กลอกตาขาวใส่เมิ่งฝานนางก็เอ่ยอย่างไม่อยากยอมจำนน “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าเลยแม้แต่น้อย การที่เอาชนะข้าได้ก็เป็นเพราะความโชคดีเท่านั้น เหตุใดเจ้าจึงได้เจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้!”

               หากเทียบกับไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับห้า เมิ่งฝานที่ถูกเกราะอัสนีสยบพลังปราณเอาไว้ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางจริงๆ เมิ่งฝานส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “แต่เจ้าก็ทำไม่สำเร็จไม่ใช่หรือไร!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็กัดฟันแน่น สุดท้ายจึงเอ่ยอย่างจนปัญญา “ของที่อยู่ข้างในนี้ข้ากับเจ้ามาแบ่งให้เท่ากัน ข้าต้องการร่างของอสูรเพลิงวิญญาณ ส่วนแร่เงินภายในเหมืองแห่งนี้ก็ต้องแบ่งให้ข้าเช่นกัน!”

               ร่างกายของสัตว์อสูรระดับสี่นั้นมีมูลค่ามากเช่นกัน เมิ่งฝานขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “สองอย่างนั้นเจ้าเลือกได้เพียงอย่างเดียว!”

               “นี่เจ้า!”

               ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กระทืบเท้าอย่างไม่พอใจแล้วจ้องมองเมิ่งฝาน นางนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะต่างไปจากบุรุษทุกคนที่ตนเองเคยได้พบเจอ ไม่ว่าบุรุษผู้ใดที่ได้พบกับนางซึ่งหน้าก็มักจะหลงเสน่ห์ของนางทั้งสิ้น ต่อให้เจ็บปวดก็ยังต้องกัดฟันเอาไว้แล้วยอมให้นางได้เปรียบ เพื่อที่จะสานสัมพันธ์อันดีกันเอาไว้

               แต่ดูคล้ายว่าเมิ่งฝานนั้นจะไม่ได้รับผลกระทบจากเสน่ห์ของนางเลยแม้แต่น้อย ดูท่าคงจะไม่มีความปรานีต่อสตรีงามเช่นกัน

               “หึ ได้ ข้าจะเอาแค่ร่างของอสูรเพลิงวิญญาณเท่านั้น แต่เจ้าจำเอาไว้...ภายในเทือกเขาชิงหลงแห่งนี้ ข้าไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไม่ยอมถูกเอาเปรียบง่ายๆ แน่!”

               หลังจากที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงเก็บร่างของอสูรเพลิงวิญญาณใส่ในแหวนคลังวัตถุบนนิ้วที่คล้ายดั่งเนื้อหยก เดิมทีนางคิดว่าตนเองสามารถจับปลาในน้ำขุ่นจากหลินเผิงและหลิวลี่ได้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะถูกเมิ่งฝานทำลายแผนการไปจนหมด

               ยามนี้เมื่อแผนการถูกทำลายไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ไม่อยากเสียเวลา แต่กลับเลือกที่จะจากไปอย่างรวดเร็ว

               เมิ่งฝานหัวเราะออกมาเสียงเบา ทว่าไม่นานกลับมีเสียงทักทายดังขึ้นที่ปากถ้ำ ตามมาด้วยกลิ่นอายแห่งพลังปราณที่บ่งบอกว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้น

               “ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ นึกไม่ถึงว่าข้าจะได้มาเจอเจ้าที่นี่ หึหึ ข้าช่างโชคดีจริงๆ!”

               เจ้าของเสียงนั้นก็คือสวีซิวนั่นเอง เขาอาศัยจังหวะที่หลินเผิงกับหลิวลี่ต่อสู้กันตามมาจนถึงที่นี่ ยามนี้จึงเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความชอบใจ

               เป็นเขานี่เอง!

               เมิ่งฝานหรี่ตาเล็กลงก่อนจะระเบิดพลังปราณออกมา ร่างกายของเขาเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกับพลังมหาศาลที่รอการปลดปล่อย!

               แม้ว่าสวีซิวจะเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสองแต่กลับมีขั้นพลังในการบำเพ็ญตนอยู่เพียงขั้นหลอมปราณระดับหนึ่ง สำหรับเมิ่งฝานแล้วนั้นหากต้องการสังหารสวีซิวไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย

               เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาเมิ่งฝานก็มาอยู่ที่ปากถ้ำแล้ว เขาชะงักงันในทันใดเพราะพบว่าในมือของสวีซิวมีบางสิ่งอยู่ นั่นคือเตาหลอมสีทองขนาดใหญ่!

               บนเตาหลอมนั้นมีแสงแห่งเปลวเพลิงเปล่งประกาย เปลวเพลิงสีทองลุกโชน แม้ว่าจะไม่อาจเทียบกับเพลิงกมลเหมันต์ของรั่วสุ่ยอีได้ แต่ก็มีความร้อนระอุซึ่งสามารถหลอมละลายทุกสิ่งได้เช่นกัน ยิ่งการทะลวงร่างกายของจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ

               เวลานี้ทางฝั่งของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ได้ล่าถอยกลับมาที่ปากถ้ำด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป นางมองสวีซิวด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็นและขยับร่างกายอย่างระมัดระวัง เพราะเมื่อใดที่สวีซิวใช้พลังของเพลิงสีทองนั้นนางที่อยู่บริเวณปากถ้ำก็ไม่อาจจะหลบเลี่ยงไปทางใดได้ มีเพียงแต่ต้องแหลกสลายเป็นผุยผงเท่านั้น

               “รวมถึงเจ้าด้วย ไอ้หนู!”

               เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานปรากฏตัวสีหน้าของสวีซิวก็เผยความโกรธแค้นขึ้นมาในทันใด เขาจ้องเมิ่งฝานแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ไอ้หนู นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราเช่นกัน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเหล่าจื่อก็ยังสามารถทำให้เจ้าแหลกสลายกลายเป็นผุยผงได้อยู่ดี คุกเข่าลงไปเสีย!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ปรายตามองเมิ่งฝานด้วยความแปลกใจ นางนึกไม่ถึงว่าเขาจะรู้จักสวีซิว ซ้ำยังดูคล้ายว่าทั้งสองจะมีความแค้นต่อกันอีกด้วย

               รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงและมีแสงเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่นัยน์ตา ซึ่งการที่บรรยากาศของถ้ำเย็นยะเยือกลงไปก็เป็นเพราะจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเมิ่งฝานนั่นเอง

               “นี่เจ้า!”

               สีหน้าของสวีซิวเปลี่ยนไปเมื่อถูกเมิ่งฝานจ้องอยู่เช่นนี้ ก่อนจะถอยหลังไปอย่างไม่อาจหักห้ามตนเองได้ แต่เมื่อได้สัมผัสเตาหลอมซึ่งมีแสงสีทองเปล่งประกายก็ทำให้เขามีความมั่นใจขึ้นมา ก่อนที่จะตวาดใส่เมิ่งฝาน “เมิ่งฝาน ในมือข้านี้คือเตาหลอมศัสตราวุธระดับสี่สวรรค์กนก เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันร้ายกาจเพียงใด เปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ภายในนั้นสามารถแผดเผาเจ้าจนแหลกสลายกลายเป็นผุยผงได้ในพริบตา เจ้าจงคุกเข่าให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

               เปลวเพลิงลุกโชน จากนั้นสวีซิวก็ผสานพลังปราณของตนเองเข้าไปทำให้เปลวเพลิงที่ร้อนระอุนั้นเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เมิ่งฝาน แม้จะมีเกราะอัสนีคอยคุ้มกันร่างกายแต่เขาก็ยังรู้สึกขนลุกราวกับว่าความตายกำลังมาเยือนก็ไม่ปาน

               เมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ จะเป็นหรือตายก็ขึ้นอยู่กับเวลาเพียงเสี้ยววินาที!

               ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กัดฟันแน่น แม้ว่านางจะรู้สึกโกรธแค้นเมิ่งฝานอยู่ในใจก็ยังต้องยอมรับว่าเมิ่งฝานนั้นดีกว่าสวีซิวอย่างมาก แต่ก็ดูคล้ายว่าจะต้องถูกเจ้าคนผู้นี้เยาะเย้ยไปจนตาย!

               เมิ่งฝานไม่ได้มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปนอกจากยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เขาเดินเข้าไปหาสวีซิวทีละก้าวพลางเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าข้าคนนี้ค่อนข้างหัวรั้นไปเสียหน่อย สำหรับข้าแล้วการข่มขู่ของเจ้ามันก็...หาได้มีประโยชน์ไม่!”

               เขาก้าวเดินเข้าไปหาสวีซิวทีละก้าวพลางจ้องตาของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ นัยน์ตาคู่นั้นเสมือนธารน้ำแข็งไหลเชี่ยว เยือกเย็นเข้ากระดูก!

               สีหน้าของสวีซิวเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเพราะนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะมองข้ามศัสตราวุธระดับสี่ของตนเอง ทั้งยังก้าวเข้ามาอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว เพียงแค่ท่าทีของเมิ่งฝานในขณะนี้ก็ทำให้สวีซิวถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้ว เวลานี้เมิ่งฝานได้เข้ามาใกล้ในระยะที่ไม่ถึงสามเมตรแล้ว

               ในเวลาต่อมานั้น เปลวเพลิงภายในเตาสวรรค์กนกพลันลุกโชนขึ้น ตามมาด้วยเสียงตวาดของสวีซิว “ถ้าอย่างนั้นเหล่าจื่อจะส่งเจ้าไปลงนรกเอง!”

               รูม่านตาของเมิ่งฝานพลันหดเล็กลง และลงมือพร้อมกันกับสวีซิว นิ้วมือขาวของเขายื่นออกไปเบื้องหน้าก่อนที่จะมีพลังปราณระเบิดออกมาอย่างฉับพลันจนเกิดแสงสว่างเปล่งประกายขึ้นบริเวณปากถ้ำ นี่ก็คือพลังในกระบวนท่าที่สองของวิชายุทธ์ทะลวงธารา หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!

               เพียงชั่วพริบตาพลังปราณภายในร่างกายของเมิ่งฝานก็ผสานรวมเป็นจุดเดียว เพียงขยับก็คล้ายดั่งดาวหาง เงาร่างเคลื่อนไหวว่องไวดุจสายฟ้า ทะยานทะลวงเปลวเพลิงสีทองไปอย่างฉับพลัน

               ปัง!

               แสงของเปลวเพลิงระเบิดขึ้นกลางอากาศ เปลวเพลิงในเตาสวรรค์กนกของสวีซิวเปล่งประกายถาโถมขึ้นสูงแล้วผสานตัวกลายเป็นกำแพงเพลิงอยู่ในอากาศ

               เมื่อเปลวเพลิงสีทองปะทะกับร่างกาย เมิ่งฝานที่อยู่กลางอากาศพลันกัดฟันแน่น ความร้อนระอุนั้นทำให้เขารู้สึกคล้ายกับว่าแม้แต่กระดูกก็ยังถูกทะลวง ทว่าในขณะเดียวกันเขาก็หาได้ล่าถอยไม่ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจสั่งให้เขาคุกเข่าได้ พรรคเหมันต์สวรรค์ไม่อาจทำได้ มู่อวี่อินไม่อาจทำได้ สวีซิวผู้นี้ก็เช่นกัน!

               แล้วในเวลาต่อมาเมิ่งฝานก็เคลื่อนกายขยับร่างไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ก่อนปลายนิ้วของเขาจะแตะเข้าไปยังหัวคิ้วของสวีซิวที่กำลังมีใบหน้าตกตะลึงและคาดไม่ถึง

               เพียงชั่วพริบตาศีรษะของเขาคนนั้นก็แตกกระจายพร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็น กลายเป็นร่างไร้ศีรษะในเวลาครู่เดียวเท่านั้น แล้วปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสองผู้นี้...ก็ถูกสังหารไปอย่างง่ายดาย! ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังมองเมิ่งฝานด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเพราะความตกตะลึง

               พลังดรรชนีเมื่อครู่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง!

               แค่กแค่ก!

               เมิ่งฝานไอออกมาก่อนจะถอนหายใจเสียงดัง เมื่อครู่นี้อันตรายยิ่ง หากสวีซิวใจกล้ากว่านี้และพร้อมที่จะสังหารเขาอย่างไม่สนใจสิ่งใด ความร้อนจากเตาสวรรค์กนกนั้นก็คงจะแผดเผาเมิ่งฝานจนตายไปแล้วเป็นแน่

               ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กัดฟันแน่นก่อนจะเงียบงันไปชั่วครู่ เมื่อฝ่ามืองามขยับก็ส่งโอสถเม็ดหนึ่งให้เมิ่งฝานพร้อมเอ่ยเสียงเบา “รับไว้ เจ้าเองก็นับได้ว่าไม่เลวถึงได้ช่วยชีวิตข้าไว้เช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ต้องขอเตือนเจ้าไว้ก่อนว่าข้าจะไม่มีวันให้อภัยเจ้าที่มาแย่งของของข้าในครั้งนี้เป็นแน่!”

               หลังจากที่รับโอสถมาแล้วเมิ่งฝานก็มองมันอย่างละเอียด ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กลอกตาขาวใส่อย่างไม่ชอบใจในทันใด

               เขาหัวเราะเสียงเบาเมื่อรู้ว่ามันคือโอสถฟื้นพลังจริงๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ขอบใจเจ้ามาก!”

               เมื่อพูดจบเขาก็กินมันเข้าไป พลันมีความร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างช้าๆ ในทันใด

               ทางฝั่งของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็กระตุกยิ้มแล้วมองไปยังสวีซิวที่นอนอยู่บนพื้น ครุ่นคิดอย่างเงียบงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ถ้ามองไม่ผิดสวีซิวผู้นี้น่าจะเป็นคนขององครักษ์แพรโลหิต เจ้าไม่กลัวปัญหาที่จะตามมาหรือไร?”

               เมิ่งฝานไหวไหล่อย่างไม่สนใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ถึงเป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจยอมให้เขาฆ่าพวกเราไม่ใช่หรือไร?”

               เมื่อเห็นสีหน้าของเมิ่งฝานนางจึงพยักหน้ารับ ภายในเทือกเขาชิงหลงแห่งนี้เมื่อผู้ใดได้ยินนามขององครักษ์แพรโลหิตก็จะหน้าถอดสีไปทันที แต่ดูคล้ายว่าเมิ่งฝานผู้นี้จะไร้ซึ่งความเกรงกลัว เพียงแค่ความกล้านี้ก็ทำให้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ตกตะลึงแล้ว

               “เอาล่ะ ข้าขอตัวก่อน!”

               หลังจากที่เงียบงันไปชั่วครู่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงเอ่ยออกมาก่อนทำท่าจะจากไป แต่แล้วเมิ่งฝานที่อยู่ด้านหลังพลันหัวเราะเสียงเบาก่อนเอ่ยว่า “เหตุใดสตรีอย่างเจ้าถึงได้ชอบทำการค้าที่ดาบต้องเปื้อนโลหิตตลอดเวลาเช่นนี้ด้วยเล่า?”

               “เจ้าไม่ต้องยุ่ง!”

               ไป๋สุ่ยเอ๋อร์หันกลับมาถลึงตามองเมิ่งฝาน ทว่าสีหน้าและความอ่อนโยนที่เกิดขึ้นกลับคล้ายดั่งสามีภรรยาที่กำลังตำหนิกันเสียมากกว่า “หึ ภายในเทือกเขาแห่งนี้ สถานที่ใดมีของล้ำค่า สถานที่แห่งนั้นจะต้องมีข้าด้วย!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ได้หายเข้าไปในผืนป่าแล้ว สุดท้ายจึงเหลือเมิ่งฝานเพียงผู้เดียวเท่านั้น เมื่อเด็กหนุ่มได้กลิ่นหอมจางๆ ลอยอยู่ในอากาศจึงหัวเราะเสียงเบาก่อนจะพึมพำขึ้น “ถ้าอย่างนั้นเกรงว่าช่วงนี้ธุรกิจการค้าของเจ้าคงจะไม่ค่อยราบรื่นสักเท่าใดแล้วล่ะ!”

               ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเขาก็มองไปยังร่างของสวีซิวที่นอนอยู่ไม่ไกล แม้ว่าการสังหารสวีซิวในครานี้จะยากเย็นไม่น้อย แต่ดูคล้ายว่าสิ่งตอบแทนที่ได้รับจะไม่น้อยเลยเช่นกัน เด็กหนุ่มเลียริมฝีปากด้วยความฮึกเหิม เพราะบนพื้นนั้นยังมีศัสตราวุธระดับสี่อยู่อีกหนึ่งชิ้น...

               เตาสวรรค์กนก!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน