"ฮิฮิ น้องชายเจ้าช่างโชคดีเสียจริงๆเเสงสีเขียวนั่นเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิต มันอาจจะส่งเสริมความสามารถของพฤกษาจรัสแสงของเจ้าได้"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวขณะที่ลั่วอู่หลินทะยานกายออกไป ในตอนนี้เเสงสีเขียวที่พุ่งไปบนฟากฟ้าเริ่มกลายสภาพเป็นพฤกษาขนาดใหญ่ที่มีใจกลางเป็นแก่นพลังงานสีเขียวเข็มปรากฏออกมา
"นั่นมัน!!"จ้าวหลางหลินที่เดินทางมาเช่นเดียวกันเมื่อเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้ก็ตกตะลึงไป
"ท่านพี่ ท่ารรู้หรือว่ามันคืออะไร?"จ้าวหยูซินที่บินตามมากล่าวถาม
"ในตำราโบราณที่ข้าเคยอ่านเจอ ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่การเกิดใหม่ของสมบัติสวรรค์แต่เป็นการตื่นขึ้นของมันต่างหาก อีกทั้งดูจากลักษณะและคุณสมบัติหากให้ข้าคาดเดาคงจะเป็นพฤกษาบรรพกาล"
"พฤกษาบรรพกาล!! นั่นคือสิ่งที่มีพลังชีวิตทรงพลังที่สุดในดินแดนเมื่อหลายล้านปีก่อนไม่ใช่หรือ? อีกทั้งมันน่าจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว"จ้าวหยูอินกล่าวด้วยความตื่นตระหนกในใจ
"อ๊า ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันใช้วิธีไหนในการหลบซ่อนได้นานขนาดนี้ แต่จากตำราแก่นพลังของมันวิเศษมากๆหากได้ดูซับมันจะทำให้คนๆนั้นก้าวข้ามระดับได้อย่างรวดเร็วไร้คอขวด"จ้าวหลางหลินกล่าว ทำให้จ้าวหยูอินพยักหน้า "เช่นนั้นเราก็ไปช่วยท่านพ่อกันเถอะ ตอนนี้น่าจะกำลังสู้อยู่กับราชาแห่งการสังหารคนอื่นๆ"
ทั้งสองเมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้วก็บินทะยานต่อไป โดยที่ไม่ได้สังเกตุเลยว่าด้านล่างกลางป่าลั่วอู่หลินกำลังนั่งฟังพวกเขาคุยกันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความตื่นเต้นยิ่ง
"พฤกษาบรรพกาลอย่างนั้นหรือ ดูแล้วการแย่งชิงครั้งนี้ข้าเองก็สมควรเข้าร่วมด้วย"เขากล่าวจากนั้นก็พุ่งทะยานวิ่งด้วยความเร็วสูงในทันทีแทนที่จะบินไปเพื่อปกปิดตัวตน
ในขณะเดียวกันรอบๆของพฤกษาบรรพกาลขนาดใหญ่ตอนนี้ก็เต็มไปด้วยการต่อสู้แย่งชิงของเหล่าเซียนที่เต็มไปด้วยความดุเดือดเลือดพล่าน ประกายแสงจากทักษะอภินิหารปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย แน่นอนเสียงปะทะกันของอาวุธและระเบิดเองก็เช่นกัน
คงต้องบอกเลยว่าการแย่งชิงครานี้คล้ายกับสงครามขนาดย่อมก็ไม่ปาน อีกทั้งนอกจากเหล่าเซียนจะต้องสู้กันเองเพื่อแย่งชิงพฤกษาบรรพกาลแล้วพวกเขายังต้องระวังไม่ให้ถูกรากไม้ของมันจับได้เพราะมันจะสูบพลังชีวิตจากร่างกายของเขาไปจนหมดสิ้น
"บูมม!!"
เสียงระเบิดขนาดใหญ่ที่สุดดังขึ้นมา ทางทิศเหนือของพฤกษาบรรพกาล ชายผมสีทองอาภรณ์เงินตอนนี้ถือง้าวลวดลายงดงาม ในขณะเดียวกันคู่ต่อสู้ของเขาคือชายผมสีดำหน้าตาดูโหดเหี้ยมในมือถือดาบใหญ่ที่มีไอปราณความมืดดูน่าหวั่นเกรง
สองคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากราชันแห่งการสังหารจ้าวเทียนจินและราชันแห่งการสังหารอีกคนที่มีนามว่าเฮยเฟิง ที่ตอนนี้กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งพฤกษาบรรพกาลเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
"ฮ่าๆๆสมกับเป็นเซียนทองคำ จ้าวเทียนจิน พลังปราณแห่งแสงทำเอาข้าแสนสันไม่ใช่น้อย"เฮยเฟิงกล่าว
จ้าวเทียนจินก็พลันยกยิ้มออกมา "เจ้าเองก็สมกับที่ได้ฉายาว่า เซียนนิลกาฬ ในหมู่ราชันแห่งการสังหารแล้วนอกจากเซียนแห่งการทำลายล้างเจียอี้ ก็มีเพียงเจ้าที่กล้าต่อกรกับข้า"
"ฮ่าๆๆ นั่นสินะ ราชาแห่งการสังหารลำดับที่สองอย่างเจ้าคงหงุดหงิดไม่ใช่น้อยที่มีคนคิดต่อต้าน แต่ทว่าหากข้าได้รับแก่นพลังของพฤกษาบรรพกาลแม้แต่เซียนแห่งการทำลายล้างก็ไม่นับเป็นอะไรได้"
หลังจากที่ตีฝีปากออร่าสีทองและสีดำก็พลันแปลงกายเป็นวิหคสีทองและเสือดำ นี่คือภาพลักษณ์สวรรค์ที่ได้รับการแต่งเติมจนใกล้จะเสร็จสิ้นแล้วของพวกเขาซึ่งมันให้ความรู้สึกราวกับพวกมันกลายเป็นดวงจิตอสูรเทวะแล้วอย่างไรอย่างนั้น
สองภาพลักษณ์สวรรค์เมื่อปรากฏขึ้นก็แผ่พลังใส่กัน ทันใดนั้นการปะทะด้วยความเร็วสูงของราชันแห่งการสังหารจึงได้เริ่มต้นขึ้นอีกครา
"เปรี้ยง!"
ง้าวและดาบฟาดฟันกันอย่างบ้าคลั่ง ประกายแสงสีทองและสีดำพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าด้วยความเร็วจนเหล่าเซียนทั่วไปเเทบจะมองไม่เห็น การใช้ทักษะอภินิหารพวกเขาเร็วมาก หากใครพลาดเพียงเสี้ยวพริบตาก็สามารถตัดสินแพ้ชนะได้
ในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดกลางท้องนภา จ้าวหลานหลินและจ้าวหยูอินก็ได้มาถึงแล้วแต่ยังคงสังเกตุการณ์อยู่ห่างๆ ส่วนลั่วอู่หลินนั้นตอนนี้เขาได้ใช้กระดูกสัตว์มายาเดินทางผ่านเงาไปและหลบสายตาจากทุกคน
"น้องชายถ้าได้ของมาแล้วเจ้าต้องรีบหนีในทันทีเข้าใจหรือไม่"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวตักเตือน ลั่วอู่หลินก็พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ชายหนุ่มเข้าไปใกล้พฤกษาบรรพกาลในระยะห้าลี้ เมื่อได้จังหวะชายหนุ่มก็พุ่งทะยานออกจากเงาในทันทีและตรงไปยังพฤกษาบรรพกาลในทันใด
"อะไรกัน!!"เหล่าเซียนพากันอุทานและหันมองไปที่ลั่วอู่หลิน แต่พอพวกเขาเห็นว่าชายหนุ่มมีตบะเพียงวีรชนหกดาวก็ยกยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยันก่อนจะสู้กันต่อ เนื่องจากในความคิดของพวกเขานั้นแม้พฤกษาบรรพกาลจะไม่ได้มีความสามารถในการต่อสู้มากนักแต่มันก็ไม่ใช่อะไรที่ระดับวีรชนเพียงคนเดียวจะสยบได้
"ท่านพี่ ชายคนนั้นสิ้นคิดจริงๆความโลภบังตาให้เขาทำเช่นนั้นอย่างนั้นหรือ?"จ้าวหยูซินกล่าว
จ้าวหลานหลินก็ส่ายหน้าไปมา "ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน แต่ที่แน่ๆแม้เขาจะได้ถือครองแก่นพฤกษาบรรพกาลก็ไม่ง่ายที่จะรักษาไว้"
ที่จ้าวหลานหลินพูดนั้นเป็นความจริง แน่นอนหากลั่วอู่หลินได้ครอบครองแก่นของพฤกษาบรรพกาลเหล่าเซียนจะพุ่งเป้ามาหาเขาในทันที
ส่วนทางฝั่งของลั่วอู่หลินนั้นเมื่อหลบหลีกรากไม้มาถึงระยะหนึ่งลี้ ชายหนุ่มก็ไม่รอช้าอีกต่อไป ผ้าคลุมของเขาหลุดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลา ทักษะเทพอสูรผสานร่างก็ถูกใช้ออกมา
ร่างกายของชายหนุ่มตอนนี้มีปีก หาง เขา และกรงเล็บของราชามังกรอัสนีบาตทรราชปรากฏขึ้นพร้อมกับสายฟ้าสีดำที่เเลบแปลบปลาบไม่ขาดสาย
ชายหนุ่มบินทะบานด้วยความเร็วที่มากกว่าเดินเป็นร้อยเท่าพันทวีจนรากไม้ที่ป้องกันแก่นพฤกษาบรรพกาลอยู่โดนอัสนีบาตสีดำฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ลั่วอู่หลินยกยิ้มจากนั้นฝ่ามือของเขาก็พลันพุ่งเข้าไปจับแก่นพฤกษาบรรพกาลอย่างง่ายดาย
"เยือกแข็งนิรันดร์"
เสียงอันเรียบนิ่งถูกกล่าวออกไป ไอปราณหยินก็แผ่ออกมาและแช่แข็งแก่นพฤกษาบรรพกาล การกระทำนี้ของลั่วอู่หลินทำให้เหล่าเซียนทุกคนหันขวับก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างอ้าปากค้างในทันใด
"ลาก่อน"ลั่วอู่หลินกล่าวด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม หอคอยมหาสมบัติถูกกระตุ้นพร้อมกับร่างกายของเขาที่ค่อยๆหายไป
ในเวลานี้เองแม้แต่เซียนทองคำและเซียนนิลกาฬยังก็ต้องหยุดการต่อสู้และหันมองไปที่ลั่วอู่หลินด้วยแววตาประหลาดใจ แต่ทว่าต่อให้เขาจะเคลื่อนไหวตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว เด็กหนุ่มได้หายไปพร้อมกับแก่นของพฤกษาบรรพกาลอย่างไร้ร่องรอย
การแย่งชิงพวกเขาพลาดแล้ว พลาดที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มตั้งแต่แรก เพราะมัวแต่คิดไปว่าอีกฝ่ายไม่มีคุณสมบัติพอที่จะฝ่าการป้องกันของพฤกษาบรรพกาลไปได้