"ศิษย์พี่สี่ขอรับ ข้าเป็ศิษย์น้องแท้ ๆ ของท่านนะ" เซียวหลีลั่วผู้ยากจนข้นแค้นมองลวี่เสี่ยงด้วยสายตาน่าสงสารจับใจ "เมื่อก่อนท่านไม่เคยเก็บศิลาิญญาข้าเลยนี่นา"
ลวี่เสี่ยงเริ่มใจอ่อน แต่พอเหลือบไปเห็นเซิ่งซีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาก็รู้สึกว่าไม่อาจทำให้ศิษย์น้องเล็กที่เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรกมองว่าเขาเป็คนไม่รักษาคำพูดได้
เขาจึงยืนกรานคำเดิม "หนึ่งหมื่นศิลาิญญาระดับสูง ขาดไปแม้แต่ก้อนเดียวก็ไม่ได้"
เซียวหลีลั่วทำตัวเหมือนสุนัขตัวโตที่ถูกทิ้ง เขากอดกระบี่ของตัวเองไว้พลางน้ำตาคลอเบ้า "โฮ ๆ ที่รักของข้า ข้าขอโทษนะที่ไม่มีเงินซ่อมเ้า ถึงเ้าจะเสียโฉมไปบ้าง แต่ก็ยังพอใช้งานต่อไปได้..."
เซิ่งซี "..." ทำไมฟังดูทะแม่ง ๆ ชอบกล?
ขณะที่นางกำลังจะอ้าปากถามลวี่เสี่ยงว่าพอจะลดราคาให้เซียวหลีลั่วได้บ้างหรือไม่ ยวนเซี่ยนก็โยนถุงศิลาิญญาใบหนึ่งให้เซียวหลีลั่ว ทำเอาเซียวหลีลั่วฟื้นคืนชีพขึ้นมาทันที "หนึ่งแสนศิลาิญญาระดับสูง! ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไปเอาศิลาิญญามากมายขนาดนี้มาจากไหนหรือขอรับ?"
"ครั้งนี้ออกไปข้างนอก บังเอิญเจอเหมืองศิลาิญญาเข้าพอดี" ยวนเซี่ยนตอบสั้น ๆ
เซียวหลีลั่วอิจฉาจนตาร้อนผ่าว "ศิษย์พี่ใหญ่ ทำไมท่านถึงได้เจอของดี ๆ ตลอดเลยนะ? คราวหน้าข้าจะออกไปกับท่านด้วย"
ยวนเซี่ยนเหลือบมองเขา ใบหน้าที่มีปกติจะเรียบเฉยพลันปรากฏร่องรอยของการขัดแย้งในใจออกมาให้เห็น
ผู้าุโกุยกระแอมไอทีหนึ่ง แล้วดึงตัวเซียวหลีลั่วออกมา "อย่าเลยดีกว่า เ้าเด็กอับโชคเอ๋ย อย่าไปทำให้โชคลาภของศิษย์พี่ใหญ่เ้าต้องมัวหมองเลย"
เซียวหลีลั่วกลับมาร้องไห้กระซิก ๆ เหมือนลูกหมาจรจัดที่ไม่มีบ้านอีกครั้ง
เซิ่งซีพลันนึกขึ้นได้ว่าศิษย์พี่ห้าผู้นี้คือพวกอับโชคตัวจริงเสียงจริง
ในขณะที่ถ้าลงไปในแดนลับเหมือนกัน ยวนเซี่ยนสามารถหยิบฉวยสมบัติ์และของล้ำค่าได้ตามใจชอบและออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่เซียวหลีลั่วกลับต้องเผชิญกับอันตรายปางตายในแดนลับ นอกจากจะไม่ได้อะไรกลับมาแล้ว ยังต้องเสียของส่วนตัวไปอีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่
คนผู้นี้ช่างน่าสงสารั้แ่หัวจรดเท้า คาดว่าโชคทั้งชีวิตคงถูกใช้ไปกับการแลกพร์ในการบำเพ็ญเพียรจนหมดสิ้นแล้วกระมัง
เมื่อเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องหยอกล้อกันจนพอหอมปากหอมคอแล้ว จิ้งเฉินหยวนจวินจึงเดินออกมา
เขาเหลือบมองป้ายชื่อโถงหลักที่ถูกเซิ่งซีฟันขาดเป็สองท่อน แล้วเงยหน้ามองกระบี่ที่ปักจมลึกอยู่ในคานไม้ ดูเหมือนจะนึกถึงเื่ราวในอดีตที่แสนไกลโพ้นขึ้นมาได้ จึงระบายยิ้มออกมาเล็กน้อย
หลังจากนั้น จิ้งเฉินหยวนจวินก็สะบัดมือเบา ๆ กระบี่ยาวก็หลุดออกจากคานไม้และกลับเข้าฝักของยวนเซี่ยนอย่างแม่นยำ
ผู้าุโกุยเล่าเหตุการณ์ที่ป้ายชื่อโถงหลักถูกทำลายให้ฟังคร่าว ๆ เขาไม่รู้ว่าควรจะโกรธหรือควรจะดีใจดี จึงส่งกระแสจิตคุยกับจิ้งเฉินหยวนจวิน
[ตามหลักแล้ว ขั้นรวบรวมปราณไม่น่าจะมีพลังถึงระดับนี้ได้ บนตัวของเซิ่งซีมีความลับบางอย่างซ่อนไว้ใช่หรือไม่?]
[นางเข้าสำนักเวิ่นซินมาแล้ว ก็คือคนของสำนักเวิ่นซิน]
จิ้งเฉินหยวนจวินส่งสัญญาณให้ผู้าุโกุยไม่ต้องกังวล ก่อนจะหยิบหยกออกมาหลายแผ่นแล้วยื่นให้เซิ่งซี
"เคล็ดวิชากระบี่ของเ้าไม่เลว สามารถฝึกฝนต่อไปได้ ส่วนนี่คือวิชาพื้นฐานบางส่วน ถือว่าเป็วิชาเสริมก็แล้วกัน ส่วนตำราวิชาอื่น ๆ ทั้งหมดอยู่ในหอตำรา หากเ้าอยากเรียน ก็พกป้ายประจำตัวเข้าไปได้เลย"
มือที่กำลังรับแผ่นหยกเ่าั้ของเซิ่งซีชะงักไปครู่หนึ่ง จิ้งเฉินหยวนจวินมองออกหรือว่าในร่างของนางมีเคล็ดวิชาชิงชาง?
นางลอบมองจิ้งเฉินหยวนจวิน พบว่าเขายังคงยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนและไม่ได้ถามเซ้าซี้อะไรนางต่อ
ช่างมันเถอะ ต่อให้จิ้งเฉินหยวนจวินอยากจะได้เคล็ดวิชาชิงชางจริง ๆ อย่างมากนางก็แค่เขียนออกมาให้เขาชุดหนึ่งก็สิ้นเื่
อย่างไรเสีย ปลาเค็มอย่างนางก็ไม่ได้มีความจำเป็ต้องใช้เคล็ดวิชากระบี่โบราณอะไรนั่นอยู่แล้ว
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์เ้าค่ะ" เซิ่งซีรับแผ่นหยกมา แล้วรีบใช้จิตหยั่งรู้กวาดมองอย่างรวดเร็ว พบว่าข้างในเป็วิชาควบคุมไฟ วิชามุดดิน และวิชาอื่น ๆ ซึ่งสามารถใช้เป็วิชาเสริมของเคล็ดวิชาชิงชางได้จริง ๆ
น่าเสียดายที่เซิ่งซีเป็ปลาเค็ม นางอยากนอนแผ่ไปวัน ๆ ไม่อยากเรียนรู้อะไรทั้งนั้น คงต้องขออภัยในความปรารถนาดีของจิ้งเฉินหยวนจวินแล้วจริง ๆ
"จริงด้วย เ้าเลือกยอดเขาไหนไว้ล่ะ?" ผู้าุโกุยเรียกกระบะทรายจำลองออกมาอีกครั้ง "ข้าจะได้เปลี่ยนชื่อให้"
จากการอธิบายของยวนเซี่ยนเมื่อคืน เซิ่งซีจึงได้รู้ว่ายอดเขาที่มีชื่อเป็เื่เป็ราวนั้นล้วนแต่มีเ้าของหมดแล้ว ส่วนยอดเขาที่ยังไม่มีเ้าของ จะถูกเรียกชื่อตามตำแหน่งที่ตั้งและลำดับ เช่น ยอดเขาทางทิศใต้ที่หนึ่ง ยอดเขาทางทิศใต้ที่สอง...
ยวนเซี่ยนช่วยชี้จุดยอดเขาที่เซิ่งซีเลือกในกระบะทราย ซึ่งเดิมทีมีชื่อว่า ยอดเขาทางทิศเหนือที่สาม
จิ้งเฉินหยวนจวินกล่าวว่า "ตั้งชื่อใหม่เสียเถอะ ต่อไปที่นั่นคือบ้านของเ้า"
เซิ่งซีตอบทันที "ถ้าอย่างนั้นก็เรียกว่ายอดเขาปลาเค็มก็แล้วกันเ้าค่ะ"
ทุกคนในสำนักต่างมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด และพากันสงสัยพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายว่าสมองของเซิ่งซีมีปัญหาตรงไหนหรือเปล่า
เซิ่งซีพยายามแบ่งปันปรัชญาชีวิตที่นางตกผลึกมาได้จากทั้งสองชาติภพให้พวกเขาฟัง "ปลาเค็ม คือขั้นสูงสุดของชีวิตเ้าค่ะ ลองคิดดูสิเ้าคะ ต่อให้โลกภายนอกจะฆ่าฟันกันจนนองเืเพียงใด แต่ข้าก็จะนอนนิ่งเป็ปลาเค็มไม่ไหวติง บนโลกนี้จะไม่มีความทุกข์ยากใดสามารถทำลายข้าได้"
เซียวหลีลั่วดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง "มีเหตุผลแฮะ"
แต่พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็ถูกผู้าุโกุยเขกหัวเข้าให้ "อย่าไปฟังนางนะ การบำเพ็ญเพียรเปรียบเสมือนการพายเรือทวนน้ำ หากไม่ก้าวหน้าก็มีแต่จะถอยหลัง จะมามัวเป็ปลาเค็มได้ยังไง? เซิ่งซี เ้า..."
พอได้ยินว่ากำลังจะถูกเคี่ยวเข็ญให้พยายาม เซิ่งซีก็รีบขัดขึ้นมาทันที "ผู้าุโกุยเ้าคะ ข้ายังพูดไม่จบเลยเ้าค่ะ เมื่อถึงเวลาที่ปลาเค็มต้องขยับตัว นั่นก็คือปลาเค็มพลิกกาย ใครเล่าจะต้านทานได้ล่ะเ้าคะ?"
ผู้าุโกุยชะงักไป จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าคำพูดของเซิ่งซีมีเหตุผลอยู่บ้าง แม้แต่ชื่อยอดเขาปลาเค็มก็ดูเหมือนจะมีปรัชญาอันลึกซึ้งแฝงอยู่
"ถ้าอย่างนั้น ก็เรียกว่ายอดเขาปลาเค็มดีหรือไม่?" เขาหันไปถามจิ้งเฉินหยวนจวิน
"ศิษย์ชอบก็พอแล้ว" จิ้งเฉินหยวนจวินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะสะบัดพลังสายหนึ่งเปลี่ยนชื่อยอดเขาทางทิศเหนือที่สามในกระบะทรายเป็ยอดเขาปลาเค็มทันที ซึ่งดูโดดเด่นท่ามกลางชื่อยอดเขาที่ดูสง่างามอย่างยอดเขาอันเต้า ยอดเขาซินหยวน หรือยอดเขาเจี้ยนอี้
เซิ่งซีพอใจมาก นางเดินไปส่งจิ้งเฉินหยวนจวินและผู้าุโกุยด้วยความร่าเริง
ลวี่เสี่ยงถามด้วยความสงสัย "ศิษย์น้องเล็ก ทำไมพอปลาเค็มพลิกกายแล้วถึงไม่มีใครต้านทานได้ล่ะ?"
"ข้าแต่งขึ้นมาเองน่ะเ้าค่ะ" เซิ่งซีตอบตามตรง นางแค่พูดไปเพื่อกันไม่ให้ผู้าุโกุยมาเคี่ยวเข็ญให้นางขยันฝึกฝนก็เท่านั้น
ปลาเค็มพลิกกายก็ยังเป็ปลาเค็มอยู่วันยันค่ำ ยิ่งไปกว่านั้นปลาเค็มตัวจริงไม่มีทางขยับเขยื้อนหรอก นางแค่อยากนอนแผ่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้นเอง
ลวี่เสี่ยงไม่รู้จะพูดอะไรดี สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจยาว "เอาเถอะ ต่อไปศิษย์พี่จะหลอมอาวุธวิเศษที่ร้ายกาจกว่านี้ไว้คอยปกป้องเ้าเอง ศิษย์น้องเล็กไม่อยากบำเพ็ญเพียรก็ไม่เป็ไร"
เซิ่งซีซาบซึ้งใจกับศิษย์พี่สี่อีกครั้ง
เซียวหลีลั่วมองกระบี่ของตัวเอง สลับกับมองถุงศิลาิญญาในมือ ก่อนจะหยิบถุงเปล่าออกมาใบหนึ่งด้วยความเสียดายและแบ่งศิลาิญญาครึ่งหนึ่งให้เซิ่งซี "ถ้าไม่อยากฝึกฝน ก็ดูดซับพลังิญญาเข้าไปเยอะ ๆ หน่อยนะ จะได้อายุยืน ๆ "
ศิษย์พี่ห้าก็รู้จักพูดจาดี ๆ กับเขาเหมือนกันนะเนี่ย
เซิ่งซีมองยวนเซี่ยนด้วยความคาดหวัง
ดวงตาที่ลึกล้ำราวกับดาราจักรของยวนเซี่ยนไม่ปรากฏอารมณ์ใด ๆ เขาหยิบเข็มทิศออกมาส่งให้เซิ่งซี "เหมืองศิลาิญญาที่พบครั้งนี้อยู่ทีู่เาเฟิงไถ ถ้าใช้เข็มทิศนี้ก็จะสามารถหาทางเข้าเจอได้"
เซิ่งซีถึงกับอึ้ง ศิษย์พี่ใหญ่ยกเหมืองศิลาิญญาให้นางทั้งเหมืองเลยหรือ?
การเป็ปลาเค็มที่สำนักเวิ่นซินนี่มันมีความสุขเกินไปแล้ว!
นางตัดสินใจที่จะตอบแทนน้ำใจนี้เสียหน่อย "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเคยคิดจะรีบบรรลุขั้นิญญาต้นกำเนิด ก้าวเข้าสู่ขั้นแปรเทวะ ข้ามผ่านขั้นหลอมรวมกายา และกลายเป็ผู้ฝึกตนขั้นมหายานบ้างหรือไม่เ้าคะ?"
เซียวหลีลั่วถึงกับอ้าปากค้าง "...ศิษย์น้องเล็ก ตัวเ้าเองไม่อยากบำเพ็ญเพียร แต่กลับมาเคี่ยวเข็ญศิษย์พี่ใหญ่แบบนี้ มันเหมาะสมแล้วหรือ?"
"ศิษย์พี่ใหญ่บำเพ็ญเพียร ก็เท่ากับข้าบำเพ็ญเพียรด้วยนั่นแหละ ช่างหัวขั้นมหายานเถอะ แค่ขั้นหลอมรวมกายาก็พอแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านทำได้หรือไม่เ้าคะ?" เซิ่งซีจ้องมองยวนเซี่ยนด้วยแววตาเป็ประกาย
ในนิยายต้นฉบับ ยวนเซี่ยนถูกตามล่าเพราะฐานะเผ่ามารถูกเปิดโปง ทำให้เขาไม่เคยมีสถานที่สงบ ๆ ไว้ใช้บำเพ็ญเพียร สุดท้ายจึงติดอยู่ที่ขั้นแปรเทวะตอนต้น และถูกเซิ่งหรูเยว่ที่อยู่เพียงขั้นิญญาต้นกำเนิดตอนปลายฆ่าตายทั้งที่มีระดับพลังสูงกว่า
หากยวนเซี่ยนบรรลุขั้นหลอมรวมกายาได้เร็วขึ้น ด้วยระดับพลังที่ต่างกันถึงสองขั้นใหญ่ ต่อให้เซิ่งหรูเยว่จะเก่งกาจเพียงใดก็น่าจะต้องยอมสยบต่อกฎเกณฑ์พื้นฐาน ไม่มีทางคุกคามยวนเซี่ยนได้แน่นอน
ถ้าหากยวนเซี่ยนไม่ตาย ลวี่เสี่ยงก็คงไม่ตาย และถ้าทั้งสองคนยังมีชีวิตอยู่ เซียวหลีลั่วก็คงไม่ต้องลอบเข้าไปในแดนมารเพียงลำพังเพื่อตามหาความจริง และไม่ต้องตายภายใต้การรุมโจมตีของเผ่ามาร
ศิษย์พี่ทั้งสามคนของนางจะได้มีชีวิตรอดกันหมด ช่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ !
เมื่อเห็นประกายไฟในดวงตาของเซิ่งซีสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ยวนเซี่ยนก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย เขาจึงพยักหน้าอย่างจริงจัง "ตกลง"
ศิษย์พี่ใหญ่สุดยอด!