นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 42 คำเชิญจากผู้พัน

             

            ตอนที่ 42 คำเชิญจากผู้พัน

             

             

            นิทานปรับตัวกับชีวิตใหม่ในทุก ๆ วัน ทั้งการทำงาน ที่อยู่ใหม่ ตารางชีวิตใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เผลอเพียงพริบตา วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เป็นวันครบหนึ่งเดือนแล้วตั้งแต่ที่เขาย้ายมาเมืองหลวง

             

            นิทานและคีตาเริ่มชินกับวิถีชีวิตในปัจจุบันแล้ว ส่วนเรื่องการเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้เขาไม่พบอะไรเพิ่มเติมอีก หลังจากตอนนั้นที่หัวหน้าเมย์อธิบายเพิ่มแล้วเขารู้สึกถึงประกายบางอย่าง แต่ก็ไม่อาจต่อยอดอะไรได้

             

            ตลอดหนึ่งเดือนมานี้นิทานปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยพิทักษ์เมืองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในตอนเช้า ตอนกลางคืนฝึกจิตเรียนรู้คำ

             

            การไล่ปราบปรามกลุ่มโจร การห้ามการกระทำผิดในเมือง การคุ้มกันขบวนสินค้าหรือแม้แต่การคุ้มครองบุคคลสำคัญ เป็นหน้าที่ที่เขาสลับกันทำในทุก ๆ วัน

             

            นิทานเคยคิดอยู่ว่าทำไมขอบเขตงานของหน่วยพิทักษ์เมืองถึงได้กว้างขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่หลักนั้นมีไม่ถึง 100 คนด้วยซ้ำ ต่างกับประชากรที่นับกันในหลักล้าน

             

            ส่วนหนึ่งต้องยกให้เป็นความดีความชอบของกองทัพที่ทำให้หน่วยพิทักษ์เมืองสามารถทำหน้าที่ได้อย่างสะดวก

             

            ในกองทัพจะมีหน่วยพิเศษที่ทำหน้าที่ดูแลความสงบสุขของนครรัตนะโดยเฉพาะ ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการอีกชั้นหนึ่ง ทหารยามมากมายในแต่ละสถานที่ รวมถึงผู้รักษาความปลอดภัยแถวประตูและกำแพงเมืองล้วนเป็นคนของกองทัพ

             

            โดยที่เจ้าหน้าที่หน่วยนั้นจะประกอบด้วยพวกแรกเกิดเป็นหลัก เน้นทำงานจิปาถะมากมายที่ไม่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็แลกมาด้วยการที่มีสมาชิกหลายพัน ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง

             

            เรียกได้ว่าสิ่งแปลกปลอมหลายอย่างได้ถูกกรองแล้วขั้นหนึ่ง เมื่อมีระดับที่สูงกว่าเล็ดลอดไปได้จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยพิทักษ์เมือง

             

            หนึ่งเดือนมานี้พวกเขาไม่พบร่องรอยใด ๆ ของตระกูลคชสารเพิ่มอีก แต่ละตระกูลยังคงปกติไม่มีความเคลื่อนไหวพิเศษใด ๆ ราวกับทะเลที่สงบยามก่อนเกิดพายุ

             

            จริง ๆ ต้องพูดว่า หลักฐานสองอย่างของพวกเขานั้นล้วนเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการที่ปากกาด้ามหรูนั้นที่ไปอยู่ในที่เกิดเหตุอย่างแปลกวิสัยหรือการที่กลุ่มโจรจะมีวัตถุสลักคำที่ดันคล้ายกับคำแห่งพลัง พละกำลัง ของตระกูลคชสาร

             

            หากในท้ายที่สุดจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญนิทานย่อมไม่แปลกใจ แค่สัญชาตญาณมันบอกให้เขารอบคอบไว้เท่านั้น

             

            นิทานเดินตัดผ่านลานซ้อมหน้าตัวตึก ทักทายเหล่าเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเอกสารกันอย่างขะมักเขม้นที่ชั้นหนึ่ง เขาเปิดประตูเข้าสู่ห้องทำงานของหน่วย 3เช่นเคย ห้องทำงานนี้ยังเป็นเหมือนทุกวัน จะมีเพิ่มมาจากวันแรกก็คือเตียงวางพื้นขนาดใหญ่ที่ผู้พันลาลันตาลงทุนแบกเข้ามาให้ บนเตียงมีของเล่นสุนัขมากมาย รวมถึงชั้นวางขนมที่สุนัขกินได้พร้อมขนมกองมหาศาล ด้วยเหตุผลว่า

             

            'งานเอกสารมันเยอะ ระหว่างนายนั่งโต๊ะคีตาเบื่อตายเลย!'

             

            เหล่าหน่วย 3ทุกคนจึงได้อานิสงส์กินขนมฟรีไปด้วย

             

            ภายในห้องหัวหน้าเมย์ยังนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะ เมื่อสัมผัสได้ถึงนิทานจึงเงยหน้าขึ้นมา นิทานยังไม่ทันจะทักทาย หัวหน้าเมย์ก็พูดแทรกขึ้นก่อน

             

            "นิทาน ผู้พันบอกว่าถ้านายมาแล้วให้ไปหาที่ห้องของผู้พันด้วย" หัวหน้าเมย์พูดขึ้น

             

            "อีกแล้วเหรอครับ" นิทานถอนหายใจ

             

            "เอ้า คีตา ไปห้องผู้พันกันเถอะ" นิทานหันไปบอกกับสุนัขข้างตัว

             

            คีตาทำหน้าเหยเก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ เพียงเดินตามนิทานไปด้วยใจจำยอม ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ก็หลายครั้งแล้วที่ผู้พันลาลันตามักเรียกเขาเข้าไปพบด้วยเหตุผลว่า ตรวจสอบความเรียบร้อยในการทำงานบ้างล่ะ ประเมินคุณภาพงานของเด็กใหม่บ้างล่ะ แต่จริง ๆ แล้วก็แค่หาเหตุผล'เติมหมา'เท่านั้นเอง

             

            หลังเดินผ่านห้องมากมายและเหล่าหน่วยสนามที่ทักทายเขาอย่างเป็นกันเอง นิทานก็มาถึงหน้าห้องของผู้พันลาลันตา

             

            ก๊อก ก๊อก

             

            "เข้ามา" เสียงของผู้พันดังทะลุประตูออกมา

             

            เมื่อนิทานเปิดประตูเข้ามา เขารู้สึกได้ถึงบรรยากาศอันน่าอึดอัดบางอย่าง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้พันไม่เดินมาเล่นกับคีตาทันทีที่เขาเปิดประตูก็เป็นได้

             

            ผู้พันลาลันตานั่งทำงานเอกสารอยู่บนโต๊ะ สีหน้าไร้อารมณ์ แต่นิทานสัมผัสได้ถึงอารมณ์สายหนึ่ง

             

            หงุดหงิด เครียด? ไม่สิ จนปัญญามากกว่า นิทานลองคาดเดาดูคร่าว ๆ

             

            "นิทาน อีก 3วันตอนกลางคืน ทำตัวให้ว่างเข้าไว้ล่ะ" ผู้พันเงยหน้าขึ้นมาพูดด้วย ก่อนลุกจากโต๊ะมาลูบหัวคีตาเบา ๆ

             

            คีตาเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ปกติแล้วผู้พันต้องอุ้มตัวมันขึ้นฟ้าแทบจะทันทีที่เจอ

             

            คีตาที่สัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าของผู้พันจึงยอมให้เล่นแต่โดยดี

             

            "มีอะไรรึเปล่าครับผู้พัน" นิทานถามขึ้น

             

            "เรื่องตระกูลนั้นน่ะ" ผู้พันลาลันตาพูด

             

            นิทานขมวดคิ้วเล็กน้อย

             

            "ไม่ต้องทำหน้าตาน่ากลัวขนาดนั้น ฉันจะบอกว่า นายไม่ต้องทำอะไรเพิ่มทั้งนั้น ปล่อยให้ฝั่งฉันจัดการเอง" ผู้พันลาลันตาพูด

             

            "ไม่ต้องทำอะไรเหรอครับ" นิทานเลิกคิ้ว

             

            "นายไม่รู้อำนาจของพวกนั้น" ผู้พันลาลันตาตอบ

             

            "ตระกูลคชสารน่ะเป็นหนึ่งใน 4มหาตระกูล ต้นตระกูลเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมมือกับองค์ราชินีในการขึ้นครองบัลลังก์"

             

            “พวกเขาเป็นแนวหน้าหลักในการทำสงคราม เป็นตระกูลที่ทายาทสายตรงล้วนเป็นผู้ใช้คำแห่งพลังสายพละกำลังหรือเสริมกำลัง แข็งแกร่งมากในการต่อสู้มือเปล่า ยิ่งกว่านั้น ทายาทสายตรงทุกคนจะได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ประจำตระกูลที่ถูกเรียกว่าแม่ไม้ด้วย”

             

            “เป็นศิลปะการต่อสู้มือเปล่าที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสังหารโดยเฉพาะเลยล่ะ ในสงครามพวกนั้นบุกตะลุยกันด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กไหล หมัดและศอกที่ฟาดฟันเพื่อปลิดชีวิต เป็นมหาตระกูลที่เป็นอันดับหนึ่งในด้านการต่อสู้ระยะประชิด แม้จะเอาไปเทียบกับทั้งมหาทวีปก็ยังอยู่ในอันดับต้น ๆ” ผู้พันลาลันตาพลางนึกถึงสงครามที่ตนเคยเข้าร่วม

             

            “ยังมีหัวหน้าตระกูล พญาคชราชนวหัตถ์ ผู้นำตระกูลผู้แข็งแกร่งอีก คนระดับนั้นน่ะ แค่กระดิกนิ้วทั้งฉันและนายก็ไม่มีวันพรุ่งนี้แล้ว”

             

            “ยังไม่รวมถึงสมบัติต่าง ๆ วัตถุสลักคำระดับสูง กองกำลัง และอื่น ๆ อีกมากมายนะ” ผู้พันลาลันตาส่ายหน้า

             

            นิทานได้ยินแล้วก็นึกถึงเรื่องราวการกำเนิดอาณาจักรไฟกัลป์ ตระกูลคชสารผู้นำทัพขององค์ราชินีโกเมน อัคนี ไฟกัลป์เข้าปะทะอย่างห้าวหาญกับราชวงศ์ขององค์เหนือหัว

             

            โดยเฉพาะพญาคชราชนวหัตถ์ผู้นั้นที่กวาดล้างขุนพลขององค์เหนือหัวไปมากมาย

             

            "ขุมกำลังและเบื้องหลังของพวกนั้นน่ะ นายหยั่งไม่ถึงหรอก ปล่อยให้พวกฉันจัดการเอง" ผู้พันลาลันตาตอบเสียงเครียด

             

            “อีกอย่าง ลืมไปแล้วรึไง นายเป็นแค่ผู้เรียนรู้คนหนึ่งนะ จะไปทำอะไรได้ ขนาดตัวฉันเองยังรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเกินความสามารถฉันเลย” ผู้พันลาลันตาถอนหายใจ

             

            "ครับ" นิทานรับคำ หากไม่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อเขาจริง ๆ เขาก็ไม่มีความคิดจะแส่เข้าไปยุ่งอยู่แล้ว อย่างที่ผู้พันบอก จะอย่างไร เขาก็เป็นแค่ผู้เรียนรู้ตัวจ้อยคนหนึ่งเท่านั้นเอง

             

            "แล้วก็" บรรยากาศพลันตึงขึ้น

             

            ผู้พันลาลันตาอึกอักไปสักพักหนึ่ง ก่อนจึงยอมพูดออกมา

             

            "นายชอบงานเลี้ยงมั้ย"

             

            นิทานรู้สึกเหมือนห้องเงียบลงไปชั่วขณะ เขาถึงกับสับสนกับคำถามที่ออกมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเช่นนี้

             

            "ไม่ครับ" นิทานเลิกคิ้วตอบ เขาไม่ชอบคนเยอะ ๆ อยู่แล้ว งานเลี้ยงนี่เลิกฝันได้เลย

             

            "เสียใจด้วยนะ ฉันจะลากนายไปงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย" ผู้พันลาลันตาพูดสีหน้าปุเลี่ยน

             

            "งานเลี้ยงอะไรเหรอครับ" นิทานขมวดคิ้ว ถึงแม้เขาจะรู้จักผู้พันมานาน แต่โอกาสคุยกันจริงจังก็มีไม่เยอะ นิทานจึงไม่กล้าพูดว่าเขารู้จักผู้พันดีขนาดนั้น แต่การอยู่ ๆ ก็มาลากไปงานเลี้ยงเช่นนี้มันผิดปกติจริง ๆ

             

            เขารู้ว่าผู้พันลาลันตาไม่ใช่คนไร้เหตุผล หากอยู่ ๆ จะลากตัวเขาไปงานเลี้ยงด้วยแบบนี้ย่อมมีเหตุผลเบื้องหลัง

             

            "งานเลี้ยงฉลองการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นอริยะขององค์ชาย 2 น่ะ" ผู้พันลาลันตาตอบ

             

            "จริง ๆ ก็ไม่ใช่งานทางการหรือพิธีการใหญ่อะไรหรอก แต่องค์ชาย 2เป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์น่ะ หลาย ๆ ฝ่ายก็เลยมักเอาใจเขากัน พอทำเรื่องอะไรได้หน่อยก็จัดงานเลี้ยง เชิญผู้มีอิทธิพลมากันให้ควั่กเลย"

             

            "ห้ะ แล้วงานระดับนั้นจะลากผมไปทำไมครับ" นิทานสีหน้าเหยเก

             

            เขาไม่ชอบที่ที่พลุกพล่านรวมถึงไม่ชอบรับมือกับคนจำนวนมากด้วย แล้วงานเลี้ยงก็เป็นสถานที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสิ่งเหล่านั้น ไม่รวมถึงการมีคนใหญ่คนโตมากมายที่ทำให้เขาเหนื่อยจะวางตัวอีก

             

            "ทำความรู้จักคนใหญ่คนโตกับสร้างเส้นสายไง ฉันจะแนะนำนายในฐานะยอดฝีมือในหน่วย นายยังแทบไม่รู้จักใครเลยไม่ใช่เหรอ โอกาสดีเลยนะ" ผู้พันลาลันตาตอบด้วยสีหน้าจริงใจ

             

            นิทานพลันรู้สึกว่าบรรยากาศแปลก ๆ รอบผู้พันหายไป กลับสู่ความร่าเริงเหมือนที่เคยเป็น

             

            "มันจะข้ามขั้นไปหน่อยมั้ยครับ! ให้ผมไปสนิทกับพวกเจ้าของร้านค้าอะไรอย่างงี้ก่อนดีกว่ามั้ย!" นิทานโวย

             

            “อีกอย่าง ยอดฝีมืออะไร หัวหน้าหน่วยคนอื่น ๆ ก็มีตั้งเยอะ!”

             

            "ก็นี่ไง คนระดับสูงในกลุ่มการค้าเชียนเป่ากับอิสึกะก็มา อ้อใช่ แม่หนูจากกลุ่มการค้าฟางก็มานะ" ผู้พันลาลันตาหัวเราะกับท่าทางโวยวายของนิทาน

             

            "ไม่ไปครับ! ผู้พันจะพาใครไปก็ได้นี่ ทำไมต้องผมด้วย!" นิทานยังคงโวยไม่เลิก

             

            นิทานลอบสังเกตสีหน้าของผู้พันลาลันตา แล้วจึงฉุกคิดอะไรได้ เขาไม่เชื่อหรอกว่าอยู่ ๆ ผู้พันก็จะลากเขาไปงานใหญ่เช่นนี้โดยไม่มีเหตุผล

             

            "วันนั้นผมมีนัดทานข้าวกับลูกสาวเจ้าของร้านดอกไม้แล้วครับ ไม่ว่างจริง ๆ" นิทานส่ายหน้าถอนหายใจด้วยความจริงใจ

             

            "นายไปทำความรู้จักผู้หญิงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่ามาโกหกกันซะให้ยาก อีกอย่าง ที่งานฉันก็เชิญพวกลูกคุณหนูจากตระกูลใหญ่ ๆ มาตั้งเยอะ!" ผู้พันลาลันตาโวยกลับ แต่เมื่อรู้ตัวว่าตนโดนล่อเธอก็รีบหันหน้าหนีหลบสายตาทันที

             

            "นั่นไง! กะจะพาผมไปดูตัวจริง ๆ ด้วย! " นิทานพลันจับได้ ชี้หน้าโวย

             

            “ครั้งก่อนตอนที่แวะมาหาผมสมัยเรียนจบใหม่ ๆ ก็พาใครก็ไม่รู้จากหน่วยเชื้อไฟมาตั้งเยอะตั้งแยะ! ผมไม่หลงกลซ้ำสองหรอก!” นิทานพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่ผู้พันลาลันตามาหาเขาถึงเมืองศิลาลัยด้วยเหตุผลว่าอยากแสดงความยินดีที่ได้รับเลือกเข้าหน่วยเชื้อไฟ

             

            ไป ๆ มา ๆ คุณเธอดันพาคนอื่นมาให้ควั่ก!

             

            ผู้พันลาลันตาที่โดนจับไต๋ได้พลันสะอึกก่อนสะบัดมือไปมา

             

            "เปล่า! พาไปรู้จักคนเฉย ๆ! บอกแล้วไงว่าสร้างเส้นสายน่ะ! อีกอย่างฉันก็ไม่ต่างจากผู้ปกครองนายครึ่งหนึ่ง จะพาไปรู้จักคนใหญ่คนโตมันแปลกตรงไหน" ผู้พันลาลันตาเถียงกลับ

             

            "ไม่ไปครับ! ยังไงก็ไม่ไป!"

             

            "เงินพิเศษ 1เดือน!"

             

            "ไม่ไปครับ!"

             

            "2 เดือน!"

             

            "...." นิทานพลันเงียบไป สีหน้ามีท่าทีลังเล

             

            "เอ้า 2เดือนกับวันหยุดอีก 1อาทิตย์ นายต้องไป นี่เป็นคำสั่ง!" ผู้พันลาลันตายื่นคำขาด

             

            นิทานพลันถอนหายใจแต่ในใจลอบกำหมัดแน่นอย่างผู้มีชัย

             

            ได้หยุดตั้ง 1อาทิตย์ นิทานลิงโลด

             

            "ฉันต้องออกเงินส่วนตัวให้นายเลยนะเนี่ย! แค่ไปทำความรู้จักเอง ลูกคุณหนูพวกนั้นก็สวย ๆ ทั้งนั้น ฐานะก็ดี! ถ้าไม่ชอบก็แค่ไม่ต้องทำความรู้จักต่อก็ได้" ผู้พันลาลันตาบ่น

             

            "ได้ครับ ถ้าเป็นคำสั่งก็คงปฏิเสธไม่ได้" นิทานยิ้มมุมปาก

             

            "ไปหาเสื้อผ้าดี ๆ มาใส่ด้วยล่ะ งานนี้อย่าทำขายหน้าเชียว อ้อ คีตาก็ไปด้วยนะ" ผู้พันลาลันตาหันมาลูบหัวคีตา

             

            "โฮ่ง!"

            งานเลี้ยง งานเลี้ยง!

             

            "ค่าเสื้อผ้าทางการนายเอาใบเสร็จมาขอเบิกกับฉันได้เลย หาเสื้อผ้าดี ๆ นะ" ผู้พันลาลันตากำชับ

             

            "ไม่เอาเสื้อคลุมตัวเก่งของนาย ไม่ห้อยกระเป๋า ไม่เอารองเท้าเดินป่าด้วย" ผู้พันมองนิทานหัวจรดเท้าที่กำลังสวมเสื้อคลุมทับเครื่องแบบหน่วยพิทักษ์เมืองแม้อากาศจะร้อนเพียงใด

             

            "ได้ครับ" นิทานถอนหายใจ

             

            "อีก 3วัน เลิกงานแล้วกลับบ้านไปเปลี่ยนชุด แล้วกลับมาเจอฉันที่หน้าตึกนี้"

             

            นิทานได้แต่พยักหน้ารับเนือย ๆ