“หืม...นั่นไม่ใช่คนที่นั่งอยู่บนที่นั่งระดับสูงหรอกหรือ?”
“ใช่...ข้าจำมังกรตัวนั้นได้!แต่ว่าเขา....”
ไท่จือและเหวยโม่มองหน้ากันอย่างสับสนสำหรับผู้ติดตามทุกคนนั้นเย่ฉีจะต้องเป็นชายชราอายุหลักหมื่นที่ใช้ร่างกายของเด็กพวกเขาไม่มีใครเชื่ออย่างแน่นอนว่าจะมีเด็กที่ไหนกล้าหยิ่งยโสต่อปากต่อคำกับราชันเหล่านั้นแถมยังดูเหมือนไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยสิ่งที่สำคัญที่สุดคนอื่นไม่รู้แต่รุ่นเยาว์ของแต่ละโลกนั้นรู้!การแสดงออกของราชันที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดเหล่านั้นกลับไม่มีทีท่าดูหมิ่นเด็กคนนี้เลยแม้แต่น้อยโดยเฉพาะเหล่าราชันแท้จริง!
แต่อย่างไรก็ตามกฎของแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นเข้มงวดเป็นอย่างมากดังนั้นการที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ก็หมายความว่าเขาต้องเป็นรุ่นเยาว์เช่นเดียวกันและอายุต้องไม่เกินยี่สิบห้าปีอีกทั้งพลังปราณต้องต่ำกว่าบรรพชนโบราณ!
ประกายความคิดสายหนึ่งแล่นผ่านสมองของชายหนุ่มทั้งสองก่อนจะหันหน้ามายิ้มให้กันอย่างชั่วร้ายแต่ดูเหมือนเหวยโม่จะระมัดระวังตัวมากกว่าจึงกล่าวออกมาให้รอดูท่าทีเสียก่อนเพราะอย่างไรเด็กนี่ก็ยังมีราชันกระบี่หนุนหลัง!อาจเป็นไปได้ว่าระดับพื้นฐานการฝึกตนจะพอๆ กับพวกเขา
ไม่ได้มีเพียงทั้งสองคนที่สังเกตเห็นเย่ฉีแต่หนุ่มสาวคนอื่นๆก็เห็นเช่นกันคำพูดมากมายประดังออกมาต่างคนต่างความคิดแต่ด้วยเพราะสถานะของเย่ฉีก่อนหน้านี้จึงทำให้มีหลายคนที่สนใจในตัวเขาและคาดเดาถึงความแข็งแกร่งของเขา
“หรือว่าเขาก็มีจิตวิญญาณดาบ?”
“เหอๆจากสถานะของเขาบางทีอาจจะไปถึงขั้นหยั่งรู้แล้วเสียด้วยซ้ำ!ไท่จือและเหวยโม่อาจเก่งก็จริงแต่อย่าลืมว่าเขาก็เป็นเพียงอัจฉริยะชั้นสองเท่านั้นไม่ใช่ผู้นำทัพรุ่นเยาว์ของยุคนี้!”
“ใช่แล้วแต่เด็กคนนั้นได้นั่งในตำแหน่งของราชันแท้จริงเลยนะ!แม้แต่ผู้นำทัพรุ่นเยาว์ก็ยังไม่ได้รับเกียรติเช่นนี้เลย ข้าไม่คิดว่าไท่จือและเหวยโม่จะเทียบกับเขาได้หรอก”
ต้องรู้ว่าหลังจากเข้ามาสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ทุกคนจะถูกสุ่มไปยังสถานที่แตกต่างกันของเขตนอกดังนั้นที่ป่าดาบนั้นไม่ได้มีเพียงคนของสมาพันธ์เจ็ดดาวและนรกทั้งสามสิบสามชั้นเท่านั้นแน่นอนว่าคนที่เข้ามานั้นก็ล้วนเป็นอัจฉริยะของโลกๆหนึ่งดังนั้นพวกเข้าย่อมเข้าข้างคนของตัวเองเป็นที่สุด แต่กับโลกๆอื่นพวกเขาจะพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาตามความคิดเพราะท่าหากไท่จือและเหวยโม่เป็นอัจฉริยะชั้นสองของพวกเขาแน่นอนว่าคงมีแต่คำเหยียดหยามให้กับเย่ฉี!
ในระหว่างนั้นภายในป่าดาบใบหน้าของไท่จือและเหวยโม่ก็เริ่มหมองคล้ำไปนานแล้วการเป็นผู้ฝึกตนนั้นประสาทสัมผัสย่อมดีเยี่ยมแล้วพวกเขาจะไม่ได้ยินที่คนด้านนอกนั้นนินทาได้อย่างไร?สายตาทุกคู่จ้องมองไปยังร่างของเย่ฉีเพื่อรอคอยจิตวิญญาณดาบของเขาว่าอยู่ในขั้นใด
อย่างไรก็ตามสองเท้าของเย่ฉียังคงเดินก้าวไปอย่างเชื่องช้าและรอบกายก็ไม่มีสิ่งใดปะทุออกมาทั้งสิ้นสายลมกรรโชกที่เกิดจากจิตวิญญาณของป่าดาบกลายเป็นคมดาบนับไม่ถ้วนเริ่มโจมตีเข้ามาหนึ่งจั้งก็เจอหนึ่งการโจมตียิ่งเดินเข้าไปลึกขึ้นก็ยิ่งมีคมดาบมากขึ้นตามจำนวนของต้นดาบทว่าสำหรับหรับเย่เขาเพียงเดินผ่านเข้าไปดื้อๆเท่านั้น ใช้ร่างกายต้านรับการโจมตีของจิตวิญญาณดาบที่ฟาดฟันเข้ามา!
“นั่นอะไร?เขาทำอะไร?”
“เหตุใดจึงไม่ปล่อยจิตวิญญาณดาบออกมา?”
ความสงสัยของทุกคนเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมองดูการกระทำของเย่ฉีอย่างเงียบๆเมื่อผ่านสองพันจั้งไปร่างกายของเย่ฉีมีชั้นแสงสีทองบางๆ ออกมาห่อหุ้มเอาไว้เขายังคงเดินไปอย่างสงบภายใต้พายุดาบที่กระหน่ำซัดเข้ามาไม่หยุดหย่อนสายตาที่สงสัยของคนอื่นๆ ตอนนี้ก็ได้หายไปหมดแล้วเพราะถูกแทนที่ด้วยความสบสนและประหลาดใจ
ต้องรู้ว่าการโจมตีของจิตวิญญาณดาบนั้นรุนแรงมากไม่ต้องกล่าวถึงว่าภายในเขตสองพันถึงสามพันจั้งนั้นมีต้นดาบมากกว่าที่ผ่านมาถึงสิบเท่าหากว่ามันไม่น่ากลัวจริงๆ แล้วเหตุใดถึงมีเพียงสองคนที่กล้าเข้าไป? นั่นก็เพราะว่าไท่จือและเหวยโม่มีจิตวิญญาณดาบทำให้เขาต่อต้านได้แต่สำหรับคนอื่นที่ไม่มีก็ไม่ต่างเอากับการเอาชีวิตไปทิ้ง!
“เป็นวิชาการต่อสู้สายป้องกันหรือเปล่า?ชั้นแสงสีทองนั่นแข็งแกร่งมาก!”
“ข้าว่าน่าจะเป็นวิชาลับบางอย่าง...คมดาบตรงจุดนั้นสามารถฉีกร่างบรรพบุรุษได้อย่างง่ายดายเลยนะ!”
“แต่ยังไงก็เถอะข้าสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงไม่ใช้จิตวิญญาณดาบ?”
ความสงสัยนี้ยังไม่ได้คลายหายไปพอดีกับใช้เวลาไม่นานเย่ฉีก็เดินมาถึงบริเวณสามพันจั้งห่างจากไท่จือและเหวยโม่เล็กน้อยแน่นอนว่าในสายตาของเย่ฉีนั้นไม่ได้มีทั้งสองอยู่เลยและเขาก็ไม่คิดจะเลี่ยงอีกด้วยเส้นทางของเย่ฉีทอดยาวตรงไปสู่ทางออกอีกด้านของป่าดาบและถึงแม้จะไม่อยู่ในเส้นทางเดียวกันแต่ก็ใกล้เคียงกันเป็นอย่างมากในขณะเดียวกันสายตาของไท่จือและเหวยโม่ก็หม่นหมองลงจากคำพูดของคนอื่นๆ อยู่แล้ว เมื่อรวมกับการแสดงออกของเย่ฉีที่ไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาก็ยิ่งทำให้เกิดเป็นความไม่พอใจอย่างมาก!
“เฮ้ นี่ไม่ใช่สถานที่ของเด็กหรอกนะฟังคำพูดของพี่ชายแล้วกลับไปดีกว่า”
“จิตวิญญาณดาบขั้นสัมผัสนั้นแสงสีทองคงจะพอต้านทานได้แต่สำหรับขั้นหยั่งรู้นั้นเกรงว่ามันจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆฮี่ๆ หากไม่ใช่ผู้ใช้จิตวิญญาณดาบไม่สามารถต้านทานได้อย่างแน่นอน!”
สายตาของไท่จือและเหวยโม่นั้นเฉียบคมสามารถมองออกได้ว่าเย่ฉีนั้นไม่ได้มีจิตวิญญาณดาบเพราะอย่างไรพวกเขาเดินในเต๋าสายนี้ย่อมมองคนประเภทเดียวกันออกอยู่แล้วเจ้าเด็กนี่บางทีอีกจะพึ่งพาวิธีการพิเศษบางอย่างเพื่ออาศัยป่าดาบแห่งนี้ในการปลุกจิตวิญญาณดาบ?ฝันไปเถอะ!ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ทำสำเร็จ!
ทว่าในตอนนั้นใบหน้าของเย่ฉีลับยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองด้วยซ้ำ! ใบหน้าที่เฉยชาและลำตัวที่ตั้งตรงค่อยๆเดินก้าวไปอย่างสุขุมผ่านหน้าของไท่จือและเหวยโม่ไปความเดือดดาลของไท่จือปะทุขึ้นมาทันทีและต้องการจะพุ่งเข้าไปจัดการเย่ฉีแต่กลับถูกเหวยโม่หยุดเอาไว้เสียก่อนและพูดคุยกันผ่านคลื่นเสียง
“ไม่จำเป็นหรอกข้าก็อยากรู้ว่าเขาจะทำอะไรเหมือนกัน หากเขาจะปลุกจิตวิญญาณดาบก็ให้เขาทำไป...ขั้นตอนนี้เจ้าเองก็รู้ดีนี่ว่าหากถูกขัดขวางจะเกิดผลร้ายแรงขนาดไหน?”
ดวงตาของเหวยโม่ทอประกายความชั่วร้ายออกมาและเกิดเป็นประกายสังหารในดวงตาตัวเขานั้นเป็นอัจฉริยะชั้นสองของนรกและยังเป็นหลานชายของจ้าวนรกอีกด้วยทว่าด้วยบรรณาศักดิ์เช่นนี้รวมกับความแข็งแกร่งของเขาก็ยังไม่อาจสู้กับอัจฉริยะชั้นหนึ่งได้สิ่งที่เขาเกลียดมากที่สุดก็คือสายตาดูหมิ่นไม่เห็นตัวเขาอยู่ในสายตาของคนพวกนั้นมันเป็นสายตาแบบเดียวกับที่เย่ฉีแสดงออกมาเมื่อครู่นี้
‘ใครที่กล้าดูถูกข้าเหวยโม่จะต้องชดใช้อย่างสาสม!ไม่เพียงแค่เจ้า...แต่รวมถึงไอ้สารเลวพวกนั้นด้วย!’
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของเย่ฉีตลอดมีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าคนเหล่านี้คิดสิ่งใดอยู่? แต่ในสายตาของเย่ฉีไม่ว่าคนที่อยู่ด้านนอกของป่าดาบหรือไท่จือและเหวยโม่ก็ล้วนไม่มีค่าให้ใส่ใจการมาครั้งนี้จุดประสงค์เดียวก็คือปลุกจิตวิญญาณดาบของร่างนี้ให้ตื่นขึ้นขนาดของจิตวิญญาณดาบนั้นจะเป็นตัวกำหนดของความแข็งแกร่งของแต่ละคนและสีของมันจะเป็นตัวกำหนดว่าอยู่ในขั้นใด
ไท่จือและเหวยโม่นั้นมีจิตวิญญาณดาบที่สูงราวหนึ่งจั้งและเป็นสีเหลืองเข้มซึ่งหมายความว่าอยู่ในขั้นปลายของขอบเขตการสัมผัสแล้วอีกเพียงนิดเดียวก็จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตการหยั่งรู้ขอเพียงทำความเข้าใจกับจิตวิญญาณดาบสีเขียวที่อยู่ในขอบเขตเกินสี่พันจั้งพวกเขาก็แทบจะทะลวงคอขวดได้ในทันที!
สำหรับรุ่นเยาว์ที่ฝึกฝนมาได้ขนาดนี้นับว่ามีพรสวรรค์มากแล้วการเลื่อนขั้นจิตวิญญาณนั้นยากยิ่งกว่าการฝึกตนหลายเท่านักไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนรุ่นเยาว์จะสามารถทำได้เพราะผู้ที่อยู่ในขอบเขตหยั่งรู้ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้อาวุโสทั้งสิ้นทว่าในวันนี้เองที่ความคิดเหล่านี้ของคนที่อยู่ในป่าดาบจะต้องเปลี่ยนไป...มันจะต้องถูกพลิกกลับด้วยการกระทำของเย่ฉี!
จิตวิญญาณดาบสีเหลืองนั้นแทบไม่มีผลกับเย่ฉีเลยแม้แต่น้อยแสงสีทองจางๆที่เขาปลดปล่อยออกมานั้นราวกับหลุดดำที่มืดมิดดูดกลืนทุกอย่างที่สัมผัสจนหมดสิ้นการโจมตีที่บ้าคลั่งและดุร้ายของจิตวิญญาณดาบเริ่มทวีมากขึ้นเมื่อเย่ฉีก้าวเข้ามาอยู่ในหนึ่งพันจั้งสุดท้ายทว่าโชคร้ายที่มันเป็นเพียงจิตวิญญาณสีเหลืองและไม่มีคุณสมบัติพอที่จะผ่านแสงสีทองนั้นต่อให้มีจำนวนมากแค่ไหนก็ตาม!
กึก!
เท้าของเย่ฉีหยุดลงเมื่อมาถึงจั้งที่สี่พันหากไปอีกหนึ่งก้าวจะเข้าสู่ขอบเขตจิตวิญญาณสีเขียวและในขณะเดียวกันจุดนี้ก็คือจุดที่จิตวิญญาณสีเหลืองเข้มข้นมากที่สุดดวงตาของเย่ฉีหรี่ลงกวาดมองไปทั่วทั้งป่าดาบบริเวณสีเหลืองการเดินของเขาใช่ว่าจะไร้จุดหมาย!ก่อนเข้ามาในป่าดาบเย่ฉีได้เลือกเอาไว้แล้วและจุดนี้ก็คือกึ่งกลางของป่าดาบเขตสี่พันจั้งพอดีทั้งซ้ายและขวาเต็มไปด้วยจิตวิญญาณดาบที่บ้าคลั่งพุ่งเข้ามาอย่างเท่าเทียม
“การปลุกจิตวิญญาณเดิมทีก็อาจจะยุ่งยากเล็กน้อย...แต่ข้ามีพร้อมทุกสิ่งแล้วไม่ว่าจะการรู้แจ้งหรือขอบเขตของวิญญาณหากจะก่อร่างขึ้นมาใหม่ก็เสียเวลาไม่น้อย เช่นนั้นก็...”
เย่ฉีหลับตาลงกระตุ้นการไหลเวียนในตันเถียนจนปรากฏเป็นภาพทะเลลมปราณขนาดใหญ่ไร้ขอบเขตท้องฟ้าเหนือทะเลสีทองนั้นมีดวงดาวปรากฏขึ้นสามดวงลอยเด่นกลางนภาด้านในของดาวทั้งสามดวงนั้นยังมีบางสิ่งที่ถูกผนึกเอาไว้ด้านในอีกด้วยดวงแรกคือสายฟ้าเส้นเล็กๆ ที่ดูดุร้าย ดวงที่สองมีหยดโลหิตที่แผ่กลิ่นอายอันน่าเกรงขามออกมาและดวงที่สามมีหยดน้ำที่ส่องประกายชีวิตออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด!
ทว่าในเวลานี้ด้วยการกระตุ้นของเย่ฉีบนท้องฟ้าเหนือทะเลสีทองก็ไม่ได้มีเพียงดวงดาวสามดวงที่ลอยเด่นอยู่อีกต่อไปด้านข้างของดวงดาวที่ดวงที่สามค่อยๆ ปรากฏเป็นลูกบอลสีทองจางๆขึ้นมาซึ่งแตกต่างจากดาวดวงอื่นๆ เพราะมันยังว่างเปล่าอยู่
“วิถีการฝึกตนของจักรพรรดิหยางนั้นเรียบง่ายและยุ่งยากในเวลาเดียวกันการจะฝึกฝนให้สำเร็จนั้นง่ายดายราวกับก้าวเดินแต่ในเวลาเดียวกันก็ยากสุดหยั่งเพราะไม่มีทางให้เดินต่อ”
ด้านบนศีรษะของเย่ฉีปรากฏเป็นลูกบอลโปร่งใสออกมาซึ่งเป็นภาชนะของดาราที่สี่!
“เพื่อสร้างทางเดินไปสู่จุดสูงสุดและไขปริศนาของชายแก่คนนั้น...ข้าจะกลืนกินทุกสิ่งในจักรวาลนี้!”