ตอนที่เจ็ดสิบเจ็ดท่านดยุกคือสายเรียลลิสม์
ผมส่งจดหมายไปหาพันธมิตรต่างๆว่าจะให้ผลประโยชน์กับทางโบสถ์ บริจาคสร้างโบสถ์มอบที่ดินที่ยึดมาให้เป็นพื้นที่ให้โบสถ์สามารถเก็บภาษีที่ดินค่าเช่าที่จากชาวบ้านนักธุรกิจได้ แลกกับการที่โบสถ์นำนักบวชที่มีความรู้มาเกลี้ยกล่อมสั่งสอนชาวบ้านให้เป็นคนดีและสอนหนังสือกับรักษาบาดแผล กำจัดผีดิบที่อาละวาดฯลฯ
แม้แต่กรีฟีทแห่งเบอร์เซิร์กที่สุดยอดแห่งความเก่งนอกจากแต่งงานกับเจ้าหญิงแล้วก็ต้องได้รับโบสถ์มารับรองสถานะของตนเอง
ศาสนากับการปกครองอยู่คู่กันมาเสมอแค่มีการแยกการเป็นรัฐฆราวาสออกมาเมื่อไม่ถึงร้อยปีนี้เอง
การครองตำแหน่งต้องมีความ”ศักดิ์สิทธิ์”ในตนเอง
แน่นอนอาจจะมีความกังวลเรื่องของการที่โบสถ์จะมีอำนาจเหนือกว่าผมหากให้เวลาสักหลายสิบปีในการให้โบสถ์ขยายอำนาจในดินแดนจนอาจจะมีอำนาจมากกว่าผม
แต่นั่นเอาไว้กังวลเรื่องสิบกว่าปีข้างหน้าให้เป็นปัญหาของชนรุ่นหลังต่อไป
ผมกังวลไม่กี่ปีนี้ที่สัตว์ประหลาดและกองทัพจอมมารต่างๆจะมาก่อเรื่องวุ่นวายมากกว่า
อ๊ะ หรือว่าปัญหาใดใดในโลกไม่ใช่เรื่องที่บุคคลยุคก่อนหน้าเราไม่รู้ แต่พวกเขาพยายามจะแก้ไขปัญหาตรงหน้าพวกเขาและปัดภาระปัญหาที่ตามมาจากการตัดสินใจของพวกเขาให้กับชนรุ่นหลังเหมือนกัน?
เฮ้อนี่ล่ะการเมืองตามความเป็นจริงที่เราฝันหากันล่ะนะ
มันจะไม่ได้นำมาสู่โลกของจอมปีศาจหรอกแค่มันจะลงเอยในรุปแบบของการเมืองของโลกปัจจุบันนั่นเอง
“การเมืองตามความเป็นจริง เรียลลิสม์ Realism”
คนที่คิดจะใช้แนวคิดนี้น่ะคิดว่าในยุคปัจจุบัน การเมืองระหว่างประเทศเรานับถือสำนักความคิดรูปแบบไหน?
ก็เรียลลิสม์ realism ตามความเป็นจริงนั่นล่ะ
จะหาผลลัพธ์อย่างอื่นนอกจากสภาพสังคมปัจจุบันน่ะไม่ได้หรอกนะ
แน่นอน หากเราสังเกตดีดี โรงเรียนที่พวกเราเห็นในสังคมจะเกี่ยวพันกับศาสนาอย่างมากจนกระทั่งเริ่มมีการขยายตัวและงบประมาณมากขึ้นโรงเรียนในระดับปฐมภูมิถึงจะค่อยๆแยกจากศาสนาเพราะพ่อแม่อยากให้ลุกเรียนแบบคุณภาพที่ดีกว่าเดิมแต่คุณภาพก็ตามราคานั่นเอง
แต่ ตอนนี้ผมต้องเอาผลตรงหน้าก่อน
ปราบถ้ำที่มีผีดิบและเป็นแหล่งสร้างกองทัพผีดิบที่ซ่อนอยู่ตามหุบเขาได้ก่อน
แน่นอน กองทัพที่ผมมีอยู่นี้ไม่ใช่”กองทัพพันธมิตร”ตามแบบในเกมส์
แต่ก็หมายความว่าผมจะบุกไปทำลายพิธีกรรมของพวกปีศาจก่อนที่พวกเขาจะพูดว่า
“วะ ฮะ ฮ่า เจ้ามาช้าไปแล้วข้าร่ายเวทย์พิธีสำเร็จไปแล้ว”และเราก็ต้องสู้กับบอสเพราะทำเวลาช้าไปเนื่องจากเผลอไปเก็บไซด์เควสต์กลางทางเกินเวลาไปหน่อยแต่หากไม่เก็บเควสต์ครบ เราก็เก็บซีจีต่างๆไมได้แถมฉากจบบางอย่างก็ไม่เปิดอีกต่างหาก
ผมจึงคิดว่าโจมตีสถานที่ที่พวกปีศาจซ่องสุมกำลังพลเอาไว้ก่อนน่าจะปลอดภัยที่สุด
ตามหลักการเล่นเกมส์ของผมว่า
“ต่อให้เสียหายแค่ไหนหากเห็นมีเวทย์พิธีกรรมอยู่แถวไหน ต้องบุกไปจัดการให้ได้”
ก็เพราะว่าหากไม่ทำอย่างนั้นปล่อยให้เวทย์พิธีกรรมทำสำเร็จ เราจะเสียหายมากกว่าการที่บุกไปหลายเท่านั่นเอง
วิเคราะห์กันในแง่ของการทหาร“เวทย์พิธีกรรม” คือ force multiplier
การกระทำที่จะทำให้กำลังของกองทัพที่แท้จริงนั้นมากกว่าตัวเลขตามหน้ากระดาษขึ้นหลายเท่า
หากพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ
ปีศาจระดับธรรมดาเราอาจจะต้องฝึกมาสิบตอนเอาชนะได้
แต่หากให้ปีศาจใช้เวทย์พิธีกรรมปลุก”ท่านผู้นั้น”ขึ้นมาได้
สเกลพลังของพระเอกนางเอกต้องอยู่ระดับตอนจบของเรื่องนั่นเอง
การยับยั้ง force multiplier ของอีกฝ่ายและเพิ่ม forcemultiplier ของฝ่ายผมเอง นั่นคือแผนการคร่าวๆของผมนั่นเอง
มันมีไอเท็มโกงๆที่แย่งกันอยู่และตามเนื้อเรื่องเราจะมาช้าไปเพราเผลอทำไซด์เควสต์เอ๊ยเนื้อเรื่องบังคับ
ผมก็จะเอากองทัพของทางศาสนจักรรวมตัวกับผมไปปราบบอสของแผนที่บางตัวเสียก่อน
แน่นอนมันมีบางตัวที่หลบซ่อนตัวอยู่นั่นล่ะแต่เมื่อไม่สามารถหาพวกนั้นได้ง่ายๆ ผมก็ปราบพวกที่ผมรู้ตัวว่าอยู่ที่ไหนก่อน
พวกนั้นอาจซ่อนตัวได้แต่ซ่อนฐานทัพของตนเองไมได้หรอก
ถ้าคิดอะไรไม่ออกผมก็จะยกทัพไปบุกดาร์กเอลฟ์แห่งอันเดอดาร์ก ทางดนเจี้ยนใต้ดินละกัน
แน่นอนตัวอื่นมีเหตุผลในการทำลงไปที่ดีดาร์กเอล์ฟก็มีเหตุผลในการที่จะอัญเชิญปีศาจ..เทพเจ้าของตนเองมาเพื่อเปลี่ยนให้โลกเป็นกลางคืนเพื่อให้อาศัยได้บนพื้นดินอีกครั้งแทนที่จะคิดค้นเทคโนโลยีดาร์กไลท์ที่ให้แสงความมืด หรือพยายามจะสำนึกผิดขอให้เทพเจ้าของเอลฟ์อภัยให้ตนเองจากคำสาปก็ดันหาเรื่องก่อความวุ่นวายให้กับชาวบ้านอีกแน่ะ
แต่การบุกดาร์กเอลฟ์อาจจะต้องเตรียมการที่ดีกว่านี้ผมวางแผนจะจัดการ”หลังบ้าน” หรือเรียกอีกอย่างคือจัดการปัญหาในเขตแดนของผมให้เรียบร้อยก่อน
ที่จะเตรียมตัวบุกแบบทุ่มเททุกอย่างจัดการกับดาร์กเอลฟ์
ไม่ใช่อะไรเพราะสายเผ่าพันธุ์ดาร์กเอลฟ์เก่งเวทมนตร์ที่สุดในกองทัพปีศาจผมมองว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น จัดการพวกใช้เวทย์ได้ของกองทัพปีศาจไปก่อนก็จะทำให้ฝ่ายมนุษย์และพันธมิตรได้เปรียบมหาศาลแล้ว
หลังจากนั้น...นั้นก็ขึ้นอยู่กับทางการเมืองในการเจรจากับเผ่าอื่นๆแล้วหากเจอเผ่าที่สามารถเอามารับใช้ได้เพราะต้องการเงินและผลประโยชน์ผมก็จะซื้อตัวพวกเขามา
เผ่าเดมิฮิวแมน สุนัข แมวฮาร์ปี้ต่างๆนั้นพอที่จะเจรจากันได้ ผมยอมเจรจาได้แม้กระทั่งกับพวกแวมไพร์หากพวกเขายอมทำสัญญาว่าจะอยู่แต่ในเขตแดนตนเองไม่ออกมาเพ่นพ่านข้างนอกเขตแดนพวกเขาหรือเข้าร่วมกับกองทัพปีศาจ
แบบจุมพิตขับขาน เอ๊ย Kissinger คิสซิงเจอร์ว่าเอาไว้ว่าต่อให้คอมมิวนิสม์โซเวียตจัดการเอายิวเข้าแคมป์ก็ไม่ใช่ปัญหาที่อเมริกาต้องเข้าไปเกี่ยวอาจจะเป็นปัญหามนุษยธรรม แต่ไม่ใช่ปัญหาทางการเมือง
การร่วมมือทางการเมืองระหว่างองค์กรที่คงอยู่นั้นจะทำให้สังคมสงบสุขมากกว่าการจะล้มล้างองค์กรที่สร้างระเบียบอยู่ในตอนแรกได้
มันคือการเทียบกันว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นน้อยกว่าหากไม่ไปบุกทำลายองค์กรอื่นๆนั่นเอง
นี่ล่ะแนวคิดที่การเมืองตามความเป็นจริงจะนำพาเราไปสู่ระเบียบของโลก
ที่คนที่พยายามรักษาระเบียบโลกไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นคนชั่วร้าย ต้องการเห็นคนทุกข์ทรมานแบบจอมมารในหนังหรือนิยาย
แต่เพราะพวกเขามองว่าพวกเขาไม่คาดหวังว่าสังคมจะดีขึ้น แต่พยายามรักษาระเบียบไว้เพราะกลัวที่มันจะแย่กว่าเดิม
มองพวกนักอุดมคติอุดมการณ์เป็นตัวการทำลายระเบียบและก่อความวุ่นวายให้กับสังคมที่คนจะตายมากกว่าการโดนกดขี่ข่มเหงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
นั่นคือผลลัพธ์ของแนวคิดที่สายแนวคิดเรียลลิสม์จะต้องก้าวไปถึง
“หากฮิตเลอร์บุกนรกอย่างน้อยผมก็จะพูดถึงซาตานอย่างแง่ดีในสภา” อย่างที่เชอร์ชิลว่าไว้นั่นเอง
ผมเป็นเรียลลิสม์แต่รู้ดีว่าเรียลลิสม์ที่แท้จริงมันหมายถึงอะไร
รักษาระเบียบของโลก World’s Order เอาไว้โดยพยายามทำงานร่วมกับทางโบสถ์และองค์กรอื่นๆนั่นเอง
การใช้โบสถ์และใช้องค์กรนักผจญภัยคือผมพยายามทำงานผ่าน”องค์กร”ที่มีหน้าที่ควบคุมและสร้าง”ระเบียบ”ของโลกนี้นั่นเอง
ผมถึงได้พยายามเคลื่อนไหวผ่านหน่วยงานที่เป็นทางการมาตั้งแต่ต้นหากมันจะช่วยในการสร้างอำนาจให้กับองค์กรหรือหน่วยงานใด ก็ต้องให้มันเป็นไปอย่างนั้นหากเรารักความสงบมากกว่าเสรีภาพ รักการมีชีวิตอยู่ มากกว่าอุดมการณ์นั่นเอง
อาจจะต้องร่วมมือจากหลายๆทิศทางแต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ความสามารถของดยุกหมูอ้วนที่น่ากลัวที่สุดคือการสร้างพันธมิตรนั่นเอง
ณสมาคมค้าทาส
ชายร่างอ้วนคนหนึ่งรีบออกมาต้อนรับท่านดยุกที่ให้พี่กล้ามพังกำแพงเข้ามา
“ยินดีต้อนรับครับท่านดยุกยินดีที่ท่านให้เกียรติมากำแพงนี่มันก็แย่จริงๆขวางทางท่านดยุกได้เห็นไหมนี่”
“ไม่มีอะไรหรอกข้าแค่มาจ่ายค่าปรับน่ะ”