เกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล]

    บทที่ 43 สงครามน้ำลายซางจื้อหย่วน

    “งี่เง่า”

            เป็นครั้งแรกที่หวังเฉียงกลอกตาด้วยความไม่พอใจซึ่งนับว่าเป็นการแสดงออกที่ “มนุษย์” มากจนผมแอบแปลกใจ

            แต่แน่นอนว่านั่นไม่ได้ลดทอนความรู้สึกดูแคลนที่ผมมีต่อเฉียนตัวตัวเลย

            “ผมรู้ว่านายต้องการป่วนในช่วงเวลาสำคัญ”

            คนที่เข้าใจความหมายในคำพูดนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจพร้อมกันส่วนคุณชายเฉียนกลับไม่อยู่ในกลุ่มนั้น

            เขามองผมด้วยสายตาเหยียดหยามจมูกเชิดแทบจะชนเพดาน

            “จากที่ฉันเห็น นายกับยัยผู้หญิงโรคจิตนั่นก็แค่พวกต้มตุ๋น!”

            เมื่อเริ่มได้เปรียบเป็นครั้งแรกเฉียนตัวตัวก็ยังคงร่ายยาวต่อไป

            “ฮึ บอกว่าเป็นระบบประเมินเหรอ ฉันว่ามันก็แค่ของอะไรก็ไม่รู้ที่เอามาดัดแปลงหลอกให้ฉันเชื่อว่ามันไฮเทค โลกนี้มีเทคโนโลยีจริงที่ดูบ้านๆ แบบนี้ที่ไหนกัน!”

            เฉียนตัวตัวส่ายตัวโชว์ชุดที่เขาใส่ซึ่งสั่งทำพิเศษราคาเป็นหลักหมื่น

            คนธรรมดาต้องซื้อเสื้อผ้าที่ราคาหลักร้อยหลักพันยอมทุ่มเทเพื่อพยายามแสดงฐานะทางสังคมผ่านการแต่งตัว

            แต่สำหรับเฉียนตัวตัวนี่ไม่ใช่ปัญหาเพราะแม้แต่เสื้อผ้าของคนรับใช้ที่บ้านเขาก็ยังเป็นแบรนด์ดังราคาสูงทั้งนั้น

            บ้าจริงนี่มันช่างโง่เง่าและไร้รสนิยมสิ้นดี

            ผมเห็นว่าเซี่ยหลิงแทบจะหลุดขำเพราะแค่เห็นว่าอุปกรณ์ที่คนอื่นถืออยู่ดูเรียบง่ายไม่หรูหราเขาก็สรุปทันทีว่ามันต้องเป็นของราคาถูก ไม่มีคุณค่า

            ถึงว่าไงเงินบางส่วนก็ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับคนรวยนี่แหละ เฉียนตัวตัวไม่ได้ขาดแคลนเงินหรอกแต่ที่เขาต้องการคือศักดิ์ศรีต่างหาก

            คนโง่แบบนี้ควรจะหุบปากไปเสียจะดีกว่าแม้ไอคิวของเขาจะเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ได้ช่วยสถานการณ์เลยสักนิดแถมทำให้ผมยิ่งสงสัยเขาขึ้นไปอีกด้วย

            ส่วนผิ่นชวนเซี่ยคราวนี้เธอก็ฉลาดทีเดียว รักษายิ้มหวานไว้โดยไม่แสดงอารมณ์ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

            แต่คิดหรือว่าแค่ยืนใกล้ๆผมแล้วจะถือว่าเข้าข้างผมจริงๆ

            นี่มันดูถูกสติปัญญาของผมเกินไปแล้ว!

            “ความหมายของคุณคือ เขารู้ว่าผมเป็นคนดี เลยดูน่าสงสัยใช่ไหม”

            การใช้ตรรกะแบบกลับทางมันซับซ้อนเพราะง่ายที่จะสับสนระหว่างมุมมองและการพิสูจน์สถานะของตนเองไปมา

            เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า“ศัตรูของศัตรูอาจเป็นมิตร” ที่มีหลักการแฝงอยู่ชัดเจนแล้ว

            “ตามหลักแล้ว ควรมีเพียงกัปตันเท่านั้นที่รู้และเขารับประกันว่าผมเป็นผู้โดยสาร ถ้าผมสงสัยเขาก็เท่ากับว่าผมกับเขาต่างก็มีปัญหากันอยู่จริงไหม”

            “ฮึ สมกับที่เป็นนาย กล้าเปิดโปงตนเองซะด้วย!”

            เฉียนตัวตัวยิ้มอย่างพอใจจนทำให้เด็กสองคนถึงกับอึ้ง ไม่รู้จะเชื่อการวิเคราะห์ของฝ่ายไหนดี

            การใช้ตรรกะแบบนี้ถึงแม้เด็กที่ฉลาดก็ยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ

            ในมุมมองของผู้ใหญ่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้อาจดูชัดเจนกว่า

            เช่นคนสองคนที่ทะเลาะกันในที่ทำงาน แม้จะเหมือนน้ำกับไฟแต่หากไม่เคยร่วมมือกันอย่างลับๆ มาก่อนแล้วพวกเขาจะรู้ความลับของกันและกันได้อย่างไร

            ตามตรรกะนี้พวกเขาจึงสามารถวิเคราะห์และตั้งสมมุติฐานออกมาได้

            ถ้าผมกับซางจื้อหย่วนเป็นผู้โหยหวนร่วมกันและถ้าผมเป็นคนใส่ร้ายคนบริสุทธิ์จริงๆการชี้ตัวฆาตกรอย่างผิ่นชวนเซี่ยก็จะกลายเป็นการกล่าวหาผิดๆซึ่งหมายความว่าคนโกหกจริงๆ ก็คือเราสองคนนั่นเอง

            “ฉันว่า ผู้โหยหวนที่นายบอกน่ะปลอมทั้งเพ! คนตายไปตั้งหลายคนแล้วใครจะไปรู้ว่าตอนนี้เหลือแค่หนึ่งหรือสองคนที่รอดมาหลบซ่อนอยู่? ฉันมั่นใจว่าต้องเป็นพวกคุณสองคนแน่!”

            การชี้ตัวแบบนี้ช่างไร้สติจริงๆนายจะมั่นใจได้ยังไงว่าฆาตกรไม่ใช่คนที่ทำตัวเหมือนลูกแกะน้อยที่อยู่ใกล้ๆ นาย? โถ คุณชายเอ๋ย ผู้ผ่านผู้หญิงมานับไม่ถ้วน ยังคิดไร้เดียงสาขนาดนี้ได้อีก

            “แต่นายเคยคิดถึงความเป็นไปได้อีกแบบหนึ่งไหม...”

            “หืม?”

            เฉียนตัวตัวหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยน้ำเสียงของผมไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ความดูแคลนในทุกอนูเซลล์ของผมนั้นยังเต็มเปี่ยม

            “สมมุติว่าซางจื้อหย่วนเป็นผู้โหยหวนจริงๆเวลาเคลื่อนไหวของพวกเขาจะล่วงหน้าไปครึ่งชั่วโมงและสามารถมองเห็นผู้โดยสารทุกคนได้ด้วย ซึ่งหมายความว่า ต่อให้เป็นผู้โดยสารเองก็ยังไม่สามารถทำได้ขนาดนั้น”

            ผมยิ้มพลางพูดแม้รอยยิ้มของผมอาจเป็นยาพิษสำหรับบางคน แต่ผมก็ยังคงมั่นใจ ยืนอย่างสงบเสงี่ยมพลางมองทุกคนที่อยู่ตรงหน้า

            สิบคนกับเกมที่มีผู้เล่นสิบคน มันคงจะไม่มีความแปรปรวนมากเกินไปหรอก

            หากการวิเคราะห์ของผมได้รับการยอมรับจากส่วนใหญ่นี่ก็คือช่วงเวลาที่โชคชะตาจะพลิกผัน

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

            “วิเคราะห์ได้ดีนี่”

            หลิวเนี่ยนกับหวังเฉียงพยักหน้ารับทั้งคู่คือเพื่อนร่วมทางที่แข็งแกร่งอยู่เคียงข้างผม

            เหมือนว่าตั้งแต่ที่ผมตัดสินใจเลิกหนีและหยุดเป็นหมาป่าเดียวดายผมก็ได้พวกเขามาเป็นกำลังใจในทันที

            “ยกยอเกินไป ขอบคุณเจ้านี่ต่างหากล่ะ เฉียนตัวตัวถ้าไม่ใช่เพราะนายป่วนไปหมด ความคิดของผมอาจยังไม่ชัดเจนขนาดนี้”

            “ไม่เป็นไรๆ ... เดี๋ยวก่อน! นี่นายว่าอะไรนะ คิดว่าฉันโง่หรือไงไอ้บ้านี่!”

            บทสนทนาระหว่างผมกับเฉียนตัวตัวทำให้หลายคนแทบกลั้นขำไม่ไหวเสียงโต้เถียงของเราช่างไม่เข้ากับบรรยากาศในที่นี่เลย

            หลายครั้งผมก็เคยคิดนะว่าทำไมเราถึงไม่สามารถเล่นเกมล่าฆาตกรกันอย่างสนุกสนานได้เหมือนกับเกมอื่นๆ

            แต่พอคิดดูดีๆก็เข้าใจ เพราะเกมที่ไม่มีเดิมพันด้วยเงินนั้น หากพลาดไปก็แค่เสียหน้า เสียอารมณ์แต่ถ้าเป็นเกมที่เดิมพันด้วยเงินจริง ก็ต้องรู้สึกเจ็บใจขึ้นมาบ้างอยู่แล้ว

            ยิ่งถ้าเดิมพันคือชีวิตของตนเองแล้วล่ะก็ทุกคนที่เคยพูดสวยหรูว่ารักชีวิตแค่ไหน หรือว่าตนไม่แยแสต่อโลกเพียงใดพอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็พร้อมจะพลิกหน้าทันที

            “อืม ไม่ใช่คิดว่านายโง่ แต่นายมันโง่จริงๆ โอเคไหม เรื่องราวกำลังจะกระจ่างอยู่แล้วแท้ๆแต่นายกลับมาป่วนให้ยุ่งไปหมด ผมชักสงสัยแล้วสิว่าตอนนายเด็กๆนายเคยโดนอะไรทุบหัวมาหรือเปล่า นี่มันโง่สุดๆแถมยังทำให้พวกเศรษฐีขายหน้าอีกต่างหาก”

            หลิวเนี่ยนพูดด้วยท่าทางจริงจังส่วนผมก็ได้แต่รู้สึกหนักใจ โอ้ย ไมเกรนแทบจะขึ้น นี่ก็คุณชายอีกคนสินะผมดันลืมไปสนิทเลย

            คนรวยนี่ช่างมีวิธีคิดแปลกๆไม่เหมือนใครจริงๆ ความคิดวกวนไปอีกแบบ

            “พอเถอะ อย่าเพิ่งออกนอกเรื่อง ให้ซางจื้อหย่วนแสดงความเห็นเถอะถ้ายังอยากยืนยันตนเองว่าเป็นกัปตันอยู่”

            ผมมองดูชายหนุ่มตรงหน้าการเผชิญหน้าครั้งนี้ชัดเจนแล้วว่าผมได้เปรียบ

            “เหอะ”

            เขายังยิ้มออกมาได้ซึ่งก็ไม่ได้น่าแปลกใจเท่าไหร่ ผมคาดไว้แล้วว่าเขาคงไม่ถอดใจง่ายๆหากคู่ต่อสู้ยอมแพ้ไปเสียก่อน การเล่นสนุกนี้คงจะจืดชืดเป็นแน่ไม่มีอะไรน่าเบื่อเท่าการไร้คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้ออีกแล้ว

            “ต้องยอมรับว่าเป็นการวิเคราะห์ที่น่าทึ่ง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ฉันคงต้องโหวตให้เซี่ยหลิงเสียแล้ว ถ้าโหวตให้ชายชราผู้นั้นผมคงจะถูกหาว่าสมรู้ร่วมคิดอีก”

            ซางจื้อหย่วนพยายามเบี่ยงเบนประเด็นและหลบเลี่ยงข้อสงสัยที่พุ่งเป้ามาที่ตนเอง บรรยากาศยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือและเขายังคงไม่ใช่ผู้ที่ต้องขึ้น PK

            “ท้ายที่สุด นายเองก็พิสูจน์ตนเองไม่ได้ว่าเป็นกัปตันที่แท้จริงต่อให้ฉันเป็นผู้โหยหวนจริงๆนายก็เป็นแค่ผู้โดยสารธรรมดาที่พยายามจะปกป้องกัปตันตัวจริงที่ซ่อนตัวเงียบอยู่ไม่กล้าออกมาก็เท่านั้นเอง”

            คะแนนโหวตแรกเกิดขึ้นแล้วพร้อมกับแผนร้ายของซางจื้อหย่วนที่เริ่มเผยออกมา วิธีการของเขาไม่ธรรมดาจริงๆ

            แทนที่จะโต้เถียงกับผมต่อไปเขากลับโยนมีดลงไปบนกระดาน แล้วใครจะโดนบาดเขาก็ไม่สนใจ

            “ความหมายของฉันคือ ต่อให้นายพิสูจน์ว่านายเป็นคนดีก็จริงแต่ตอนนี้ฟังก์ชันลับในการตรวจสอบของกัปตันก็ถูกเปิดเผยหมดแล้วทุกคนต่างก็อาจอ้างตนเองว่าเป็นกัปตัน หรือบอกว่าตนเองเป็นผู้โดยสารก็ได้แต่ใครจะรู้ล่ะว่าคนต่อไปจะไม่ใช่ผู้โหยหวน”

            หมากเกมนี้มันช่างชาญฉลาดจริงๆจนผมเองยังอดชมไม่ได้

            ในใจผมก็ได้แต่หวังว่าซางจื้อหย่วนจะไม่ใช่ผู้โหยหวน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นสถานการณ์จะยิ่งยุ่งเหยิงขึ้นไปอีก

            และนั่นหมายความว่าตอนนี้ผมเอง

            ซึ่งยืนอยู่ในศูนย์กลางของความขัดแย้งในทุกเหตุการณ์

            คำพูดต่อจากนี้ของผมทุกคำจะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของคนที่ยืนบนสังเวียน PK และอาจรวมถึงผู้โดยสารทุกคนด้วย


     

    คล้ายกับเรื่องเกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน