ทะลุมิติมากลายเป็นจอมโจรปล้นสุสานในโลกเซียน

    บทที่ 46 ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น

    จางหยุนกลับมาถึงเมืองวายุแดงก็เป็นช่วงยามเย็น เขาทำแบบเดิมนั่นก็คือการแสดงป้ายของตนเอง จากนั้นก็เดินทางเข้าไปภายในเมืองแล้วก็เดินทางไปยังหอการค้าเหรียญสวรรค์เพื่อขายสัตว์อสูรก่อน 


    จางหยุนเดินทางมาถึงหอการค้าเหรียญสวรรค์ เขายังคงพบกับแม่นางเฉินเยว่เช่นเดิม จางหยุนรู้สึกว่าสตรีผู้นี้น่าจะคาดเดาช่วงเวลาที่เขาจะมาได้ เพราะแบบนั้นเลยมารอทำการต้อนรับแล้วก็รับหน้าที่เป็นคนคอยเจรจาแล้วก็ซื้อขายกับเขา 


    ถึงอย่างไรจางหยุนก็ค่อนข้างที่จะกำหนด เวลาในการล่าสัตว์อสูรแล้วก็เวลาต่างๆเอาไว้อย่างแม่นยำ


    เขาจะมาทุกๆสิบวันแล้วก็มาในช่วงเวลานี้ ผ่านไปสามถึงสามครั้งเฉินเยว่ก็คงจะคาดเดาได้ แล้วก็เลยมารอเขาเช่นนี้ 


    แต่ว่าจางหยุนรู้สึกว่าแบบนี้มันเองก็ไม่เลว การทำการค้าขายกับคนเดิมๆทุกครั้งถือว่าช่วยเพิ่มความสนิทสนม แล้วก็ทำให้เขานะรู้สึกว่าการขายพวกนี้ง่ายขึ้นด้วย


    เพราะว่าทั้งสองทำการซื้อขายกันมาหลายครั้ง ต่างฝ่ายต่างรู้กันดีว่าต้องการอันใด จางหยุนเลยไม่ต้องเหนื่อยในการพูดคุยแล้วก็สานสัมพันธ์อีก


    จางหยุนเมื่อเดินทางมาถึงก็นำเอาซากร่างสัตว์อสูรทั้งหมดของตนเองออกมา แน่นอนว่าเขาต้องการขายพวกมันทั้งหมด 


    เฉินเยว่ก็ทำการตรวจนับดูอย่างรวดเร็ว ตรวจสอบสภาพศพของสัตว์อสูร จากนั้นก็ประเมินราคาแล้วก็แจ้งราคาออกมา 


    การล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้จางหยุน ได้รับเงินจากการขายศพของสัตว์อสูรพวกนี้ถึงหนึ่งพันห้าสิบเหรียญปฐพี 


    จำนวนเงินขนาดนี้ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะที่สุดที่จางหยุนหามาได้ เมื่อบวกกับเงินที่เขาเก็บเอาไว้จากการล่าสัตว์อสูรในหลายครั้งที่ผ่านมา 


    จางหยุนในตอนนี้สามารถพูดได้ว่าตนเองมีเงิน อยู่ถึงสามพันเหรียญปฐพีแล้ว แน่นอนว่ามันเพียงพอกับการซื้อสมบัติวิเศษขั้นต่ำประเภทบิน 

    เพียงแต่ว่าถ้าเกิดว่าจ่ายเงินทั้งหมดไปแล้วจะทำอย่างไร จางหยุนยังมีค่าบ้านพักที่ตนเองนั้นจำเป็นจะต้องจ่ายในวันนี้อีก


    เพราะแบบนั้นเขาเลยได้แต่ละทิ้งความต้องการของตนเองไปก่อน ต้องรอให้มีเงินมากกว่านี้อีกสักหน่อย ถึงจะสามารถซื้อของได้ไม่ใช่ใช้เงินทั้งหมดในการซื้อไปเลยในครั้งเดียว 


    จางหยุนทำการซื้อขายกับหอการค้าเหรียญสวรรค์สำเร็จ ก็เดินทางกลับไปยังที่พักของตนเอง 


    เมื่อเดินทางกลับมาถึงที่พักของตน เขาก็ไปติดต่อที่บ้านพักของผู้ดูแล จากนั้นก็จ่ายเงินค่าเช่าอีกหนึ่งเดือน 


    ที่จริงแล้วกำหนดชำระของเงินค่าเช่าจำเป็นต้องจ่ายในวันพรุ่งนี้ แต่ว่าจางหยุนถือโอกาสนี้ในการจ่ายก่อนเลย


    หลังจากที่จัดการเกี่ยวกับเรื่องค่าเช่ารายเดือนของเรือนพักของตนเองแล้ว จางหยุนก็เดินทางกลับมายังเรือนพักของตนเอง


    ในขณะที่เดินผ่านหน้าที่พักของตาเฒ่ากู่ อีกฝ่ายก็เดินออกมายืดเส้นยืดสายพอดี ทั้งสองเลยหยุดพูดคุยกันสักพัก สุดท้ายแล้วจางหยุนก็สัญญาว่าพรุ่งนี้จะทำอาหารเลี้ยง 


    หลังจากที่บอกลากันแล้วจางหยุนก็เดินกลับไปยังที่พักของตนเอง แต่ตาเฒ่ากู่ยังคงยืนอยู่ด้านหน้าประตูรั้วมองแผ่นหลังของจางหยุนที่เดินหายเข้าไปภายในบ้าน 


    “เจ้าหนูจางนี่ ออกไปครั้งนี้มีกลิ่นเลือดมนุษย์ติดมาด้วย คงจะพบเจอเหตุการณ์บางอย่างเข้าสินะ”


    “เพียงแต่ว่าเจ้าหนูนี่… ดูเหมือนว่ายังไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของพวกตระกูลใหญ่เลยนะ”


    ชายชราพูดจบก็ยกมือขึ้นมา นิ้วมือของชายชราขยับเล็กน้อย ทันใดนั้นปราณวิญญาณบริเวณรอบๆก็เกิดการปั่นป่วน 


    พริบตานั้นกลิ่นที่ติดมากับตัวของจางหยุน ก็สลายหายไปจนหมด ไม่เพียงแค่นั้นมันยังกระจายไปตามจุดต่างๆของเมืองอย่างสับสนวุ่นวาย 


    ชายชรามองเห็นการลงมือของตนเองแล้วก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ฝีมือของข้าถือว่ายังไม่ตก บิดามันเถอะไม่ได้แสดงฝีมือในการลบร่องรอยหลักฐานแบบนี้ มานานขนาดไหนแล้วช่างน่าคิดถึงเสียจริง”


    …


    จางหยุนกลับเดินทางกลับมาถึงที่พักของตัวเอง เขาเริ่มจะชำระล้างร่างกายหลังจากที่ไปออกล่าสัตว์อสูรมาหลายวัน


    หลังจากที่อาบน้ำเสร็จแล้ว จางหยุนก็เดินมานั่งลงที่เก้าอี้ภายในห้องโถง เขาหลับตาลงแล้วก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น 


    ในวันนี้เขาสังหารคนของตระกูลหวัง จางหยุนมองเห็นชายหนุ่มผู้นั้น เขาเองก็คาดเดาได้ตั้งแต่ครั้งแรกแล้วว่า อีกฝ่ายนั้นน่าจะไม่ใช่คนธรรมดาน่าจะมีภูมิหลังอะไรบางอย่าง 


    เขาถึงอย่างไรการที่ชายหนุ่มที่อายุเพียงแค่นั้น ก้าวเข้าสู่ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นปลายได้ ก็น่าจะมีภูมิหลังของตระกูลอยู่


    จนกระทั่งอีกฝ่ายบอกว่าตัวเองนั้นเป็นคนของตระกูลหวังแห่งเมืองวายุแดง แน่นอนว่าตระกูลหวังที่ผู้คนกล้าเอ่ยชื่อของตระกูลออกมาเพื่อข่มขู่คนอื่น ก็คงจะมีเพียงแค่ตระกูลหวังจากทางเหนือของเมืองวายุแดงเท่านั้น


    เมืองวายุแดงแห่งนี้ถูกแบ่งแยกโดยสองตระกูลใหญ่ นั่นคือสองตระกูลระดับสร้างรากฐานอย่างตระกูลหวังและตระกูลอู๋


    เมื่อแบ่งเมืองเป็นสองส่วนแล้ว ตระกูลหวังปกครองทางเหนือส่วนตระกูลอู๋ปกครองทางใต้ 


    แน่นอนว่าในจุดที่จางหยุนอาศัยอยู่ในตอนนี้ ถือว่าเป็นเขตปกครองของตระกูลอู๋ 


    แต่กระนั้นวันนี้คนที่เข้าสังหารไปก็เป็นคนของตระกูลหวัง การสังหารคนของตระกูลระดับสร้างรากฐานไม่ใช่เรื่องเล็กๆ


    ภายในเมืองวายุแดงแห่งนี้คงจะไม่มีผู้ใด กล้าลงมือแล้วก็มีปัญหากับตระกูลระดับสร้างรากฐานที่ปกครองเมืองอย่างแน่นอน 


    จางหยุนก่อนหน้านี้เคยคิดมาตลอดว่า ตนเองจะมีโอกาสพบเจอกับคนของตระกูลหวังหรือว่าตระกูลอู๋หรือไม่ 


    แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเมื่อมีโอกาสได้พบเจอกัน ก็เป็นสถานการณ์ที่เขาสังหารอีกฝ่ายเช่นนี้


    เพียงแต่ว่าการลงมือสังหารในครั้งนี้ จางหยุนไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มผู้นั้นมีเจตนาที่จะสังหารเขา จางหยุนก็สังหารอีกฝ่ายอย่างไม่ลังเลเช่นเดียวกัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนของตระกูลระดับสร้างรากฐานก็ตาม เขามีความเด็ดขาดแบบนี้มาตลอด ตั้งแต่ตอนที่ตนเองนั้นเป็นทหารรับจ้างตั้งแต่ตอนยังหนุ่ม จนกระทั่งมาทำงานเป็นนักสำรวจสุสานโบราณ เขาเองก็ยังมีความเด็ดขาดแบบนี้ ยิ่งตอนนี้เข้ามาสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเขาก็ต้องยิ่งเด็ดขาดมากขึ้นไปอีก 


    จางหยุนคิดว่าชายหนุ่มผู้นั้น น่าจะเป็นพวกคนรุ่นหลังของตระกูลหวัง อาจจะเป็นพวกผู้มีพรสวรรค์อะไรแบบนั้น 


    เขาลองคิดทบทวนเกี่ยวกับเรื่องการลงมือทั้งหมดของเขา รวมไปถึงร่องรอยทั้งหมดที่จะสาวมาถึงตัว 


    เมื่อลองคิดดูแล้วก็ไม่พบเห็นว่า มีอะไรที่จะสามารถสาวมาถึงตัวเขาได้ ภายในหุบเขาอวี้เฟิงกว้างใหญ่ไพศาลผืนป่าแล้วก็เทือกเขามีมากมาย จุดล่าสัตว์อสูรเองก็มีนับร้อยนับพัน 


    ผนวกกับถ้ำที่เขาใช้พักมาตลอดหลายวัน จางหยุนทำลายหลักฐานแล้วก็ทำลายร่องรอยในการพักอาศัยของตนเองไปหมดแล้ว เพราะแบบนั้นไม่เหลือหลักฐานที่พามาถึงตัวเขาอย่างแน่นอน 


    เพียงแต่ว่าจางหยุนก็จำเป็นจะต้องระวังเอาไว้ก่อน ถ้าเกิดว่าพวกนั้นสาวมาถึงตัวของเขาเขาจะทำอย่างไร


    จางหยุนแววตาเด็ดเดี่ยวขึ้นมา “ถ้าเกิดว่าพวกนั้นตามมาได้ ก็หนีไปที่เมืองชาดแดงของตระกูลลู่”


    นี่คือวิธีการแก้ปัญหาถ้าเกิดว่าตระกูลหวังสืบมาถึงตัวของเขา จางหยุนคิดว่าชายหนุ่มผู้นั้นที่วันนี้บาดเจ็บสาหัส น่าจะไม่ใช่ฝีมือของสัตว์อสูร 


    แต่อาจจะเป็นฝีมือของผู้บำเพ็ญเช่นเดียวกัน อาจจะเกิดการปะทะครั้งใหญ่ทำให้ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บ


    ส่วนชายหนุ่มผู้นั้นเองก็กำลังหนีการไล่ล่า เพราะแบบนั้นท่าทีของอีกฝ่ายจึงเต็มไปด้วยความร้อนรนในขณะที่พูด แล้วก็ตั้งใจที่จะบังคับให้เขาพากลับไปที่เมือง


    แม้ว่าชายหนุ่มจะพยายามปิดบังอารมณ์ของตนเองอย่างเต็มที่ แต่ว่าจางหยุนยังคงจับความรีบร้อนในน้ำเสียงของอีกฝ่ายได้หลายส่วน 


    จึงทำให้เขารู้ว่าน่าจะมีคนตามล่าชายหนุ่มผู้นั้น แต่ว่าหลังจากที่รอสักพักก็ไม่มีผู้ใดตามมาเห็นได้ชัดว่าคนไล่ล่าเองก็น่าจะบาดเจ็บ 


    ถ้าเกิดว่าไม่มีข้อมูลที่ตาเฒ่ากู่เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับการปะทะของทั้งสองตระกูล อย่างตระกูลหวังแล้วก็ตระกูลลู่ จางหยุนย่อมไม่สามารถคาดเดาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ 


    ในเรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณข้อมูลจากชายชราผู้นั้นที่พูดออกมาให้เขาฟังเช่นเดียวกัน เมื่อทบทวนรายละเอียดทั้งหมดแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ร่างกายเริ่มผ่อนคลายลง

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมากลายเป็นจอมโจรปล้นสุสานในโลกเซียน ที่คุณอ่าน