[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 134 ย้ายบ้าน คุณชายลู่ต้องคว้าตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่ง! (3)

            วิลล่า“พี่!”

            ลู่ชิงเหอหอบตุ๊กตาขนปุยที่ตัดใจทิ้งไม่ลงไว้เต็มอก เผยให้เห็นเพียงใบหน้าขาวผ่อง ก้าวย่างคล่องแคล่วราวกับติดปีก

            “วันนี้สอบเป็นยังไงบ้าง?”

            ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงเรียบ “ก็งั้นๆ แหละ”

            “จ้าๆ ความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้ของพี่แข็งแกร่งขนาดนี้ ระดับการพัฒนาสมองก็เหนือกว่าคนทั่วไปมาก สติปัญญาสูง เรียนรู้อะไรก็รวดเร็ว...

            แถมคะแนนสอบวิชาการยังคิดเป็นแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของคะแนนรวม ขอแค่ไม่ฉุดรั้งศิลปะการต่อสู้ก็พอแล้ว

            การสอบศิลปะการต่อสู้ในวันพรุ่งนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ...”

            ลู่ชิงเหอชูกำปั้นน้อยๆ ให้กำลังใจลู่เซิ่ง “สู้ๆ นะพี่ ฉันเชื่อว่าพี่จะได้ตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองกลับมาได้แน่นอน!”

            “ฮึๆ...”

            ลู่เซิ่งหัวเราะเบาๆ ยกมือลูบศีรษะลู่ชิงเหอ ไม่ได้กล่าวอะไร

            เมื่อหันไปทางกลุ่มชายหนุ่มจากโรงศิลปะการต่อสู้ที่กำลังขนเฟอร์นิเจอร์กันอย่างขะมักเขม้น

            เมื่อลู่เซิ่งเดินไปถึง พวกเขาก็รีบวางเฟอร์นิเจอร์ในมือลง โค้งคำนับให้ลู่เซิ่งอย่างนอบน้อม

            “คุณชายลู่”

            ภาพที่เห็นราวกับพวกอันธพาลที่กำลังต้อนรับเจ้านาย

            “หนีซวงเป็นคนให้พวกนายมาเหรอ?”

            ลู่เซิ่งถามเสียงเรียบ

            ชายหนุ่มรูปร่างกำยำผมเกรียนตอบว่า “เจ้าของโรงฝึกกับรุ่นพี่หนีสั่งไว้ครับ หลังจากที่ครอบครัวคุณชายลู่ย้ายมาอยู่ที่หัวฝู่แล้ว หากมีอะไรให้โทรไปที่โรงศิลปะการต่อสู้ได้เลย สั่งมาคำเดียว พวกผมจะรีบไปทันที”

            ชายหนุ่มจากโรงศิลปะการต่อสู้เหล่านี้ให้ความเคารพต่อลู่เซิ่งอย่างมาก และสายตาของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความชื่นชมและศรัทธาอย่างเปิดเผย

            “เจ้าของโรงฝึกหนีมีน้ำใจมาก วันหลังผมจะไปเยี่ยมเยียนด้วยตัวเอง”

            ลู่เซิ่งกล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป

            เหล่าชายหนุ่มโรงศิลปะการต่อสู้ต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก

            แรงกดดันที่ต้องเผชิญหน้ากับลู่เซิ่งนั้นหนักหนามาก สนามพลังที่มองไม่เห็นนั้นราวกับคลื่นที่ซัดสาดเข้าใส่พวกเขาอย่างต่อเนื่อง

            ให้ความรู้สึกราวกับเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย มีความหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา

            “ไม่รู้ว่าตอนนี้ความแข็งแกร่งของคุณชายลู่อยู่ในระดับไหนแล้ว เมื่อกี้เขาแค่ยืนอยู่ตรงนี้ ฉันก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ขนลุกขนพองไปหมด...”

            ชายหนุ่มคนหนึ่งยกเฟอร์นิเจอร์ขึ้นจากพื้น กล่าวด้วยความหวาดหวั่น

            “ใครไม่เป็นกันล่ะ...”

            มีคนตอบ “อย่าลืมสิ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนลู่เซิ่งยังสามารถซัดหลินเถี่ยซานจนพิการได้ด้วยหมัดเดียว หลินเถี่ยซานคนนั้นเป็นนักสู้ระดับห้าที่แข็งแกร่งเกือบจะถึงระดับหกแล้วนะ...”

            ภาพเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนที่ลู่เซิ่งซัดหลินเถี่ยซานเจ้าของโรงศิลปะการต่อสู้เถี่ยซานจนพิการ ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพวกเขา

            หมัดของลู่เซิ่งหมัดนั้นสร้างความตกตะลึงไปทั้งวงการศิลปะการต่อสู้ในเมืองไป๋เหอ กระทั่งสร้างความสั่นสะเทือนไปหลายวัน

            หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้ามาท้าทายที่โรงศิลปะการต่อสู้หงชวนอีกเลย

            หลังจากปรับปรุงมาหลายเดือน โรงศิลปะการต่อสู้หงชวนไม่เพียงแต่ฟื้นฟูพลังชีวิตกลับมาได้ทั้งหมด แต่ยังก้าวหน้าไปอีกขั้น เจ้าของโรงฝึกหนีหงชวนถึงกับคิดที่จะเปิดสาขาใหม่ข้างบ้านของลู่เซิ่งเลยทีเดียว

            ชายหนุ่มผมสั้นที่ตอบคำถามลู่เซิ่งเมื่อครู่เอ่ยขึ้น “อย่าล้อเล่นสิ คุณชายลู่เป็นคนที่ต้องไปคว้าตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งของประเทศมาครอง

            ด้วยความแข็งแกร่งของคุณชายลู่ การคว้าอันดับหนึ่งแห่งศิลปะการต่อสู้ของเมืองมาครองนั้นง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว

            ที่ต้องดูก็คือเขาจะสามารถคว้าตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งของมณฑลมาได้ไหม

            ถ้าคว้าตำแหน่งยอดฝีมือแห่งศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งของมณฑลมาได้ พวกเราก็จะร่ำรวย และโรงศิลปะการต่อสู้หงชวนจะต้องทะยานขึ้นฟ้า”

            ในสายตาของชายหนุ่มจากโรงศิลปะการต่อสู้เหล่านี้ ตอนนี้ลู่เซิ่งได้กลายเป็นป้ายทองคำและเทพผู้พิทักษ์ของโรงศิลปะการต่อสู้หงชวนไปแล้ว

            “ตำแหน่งยอดฝีมือแห่งศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งของมณฑลคงไม่ได้มาง่ายๆ หรอกมั้ง หนึ่งมณฑลมีผู้เข้าสอบเกือบหนึ่งล้านคน จะต้องมีสัตว์ประหลาดโผล่มาบ้างแหละ

            แต่ถึงคุณชายลู่จะไม่ได้ตำแหน่งยอดฝีมือแห่งศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งของมณฑล การติดอันดับต้นๆ ของมณฑลก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

            ท้ายที่สุดแล้ว คุณชายลู่ก็เป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากอยู่แล้ว”

            “ยังไงก็ดูแลครอบครัวคุณชายลู่ให้ดีก็แล้วกัน รีบทำงานเถอะ”

            “รับทราบ”

            กลุ่มชายหนุ่มจากโรงศิลปะการต่อสู้ต่างทำงานกันอย่างคล่องแคล่ว

            ไม่นานเฟอร์นิเจอร์ของบ้านลู่ก็ถูกขนย้ายเสร็จเรียบร้อย ครอบครัวลู่ขึ้นรถท่ามกลางการส่งจากเพื่อนบ้าน ออกจากชุมชนไป

            “อยู่มาหลายสิบปีแล้ว ทั้งเสี่ยวเซิ่งและเสี่ยวเหอก็เกิดที่นี่ จู่ๆ ต้องย้ายออกไป ก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน”

            เจิ้งอวี้เฟินผู้เป็นแม่มองย้อนกลับไปที่ชุมชนซึ่งค่อยๆ เลือนรางไปข้างหลังผ่านหน้าต่างรถ ถอนหายใจเบาๆ

            แม้แต่ลู่ชิงเหอที่ปกติจะเสียงดังจอแจก็ไม่ได้พูดอะไร เกาะอยู่ที่หน้าต่างรถมองไปข้างหลัง

            ลู่เซิ่งเองก็รู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย เขายังจำได้ว่าตอนเด็กๆ มักจะพาลู่ชิงเหอวิ่งเล่นไปทั่วชุมชน พอฟ้ามืดก็โดนแม่ถือไม้คลึงแป้งไล่ตีกลับบ้าน

            ลู่ต้าไห่กล่าวปลอบ “เอาน่า เดี๋ยวก็ได้กลับมาอีกไม่ใช่หรือไง วันนี้ย้ายบ้านใหม่ เป็นเรื่องที่น่ายินดีแท้ๆ ทำไมทำหน้าเศร้ากันแบบนี้”

            เจิ้งอวี้เฟินพยักหน้า ไม่ได้กล่าวอะไรอีก

            ไม่นานนัก รถขนของก็มาถึงชานเมือง บริเวณวิลล่าที่ทัศนียภาพงดงาม

            ที่นี่มีพื้นที่กว้างขวาง ในหมู่บ้านเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม มีวิลล่าเดี่ยวตั้งเรียงรายอยู่

            บ้านใหม่ของลู่เซิ่งอยู่ที่นี่

            “หยุดก่อน ที่นี่ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้า!”

            เมื่อขับมาถึงหน้าหมู่บ้าน รถก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านสกัดไว้

            “พวกเราเป็นเจ้าของบ้านที่นี่ วันนี้เป็นวันแรกที่ย้ายเข้ามาครับ”

            ลู่ต้าไห่รีบลงจากรถ ยื่นบุหรี่ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แล้วนำใบแสดงกรรมสิทธิ์มาให้ดู

            เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมองสำรวจลู่ต้าไห่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างลังเล ก่อนจะพยักหน้าแล้วเปิดประตูให้

            “งั้นพวกคุณเข้าไปได้ แต่ตอนขนของต้องเบาๆ หน่อย ที่นี่เป็นย่านที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์”

            “ทราบแล้วครับ ทราบแล้ว จะไม่รบกวนคนอื่นแน่นอน”

            ลู่ต้าไห่ยิ้มแย้มขึ้นรถ ขับเข้าไปข้างใน

            ลู่ชิงเหอที่นั่งอยู่เบาะหลังเอ่ยขึ้น “พ่อ จะไปเกรงใจเขาทำไม ให้บุหรี่เขาทำไม

            ผู้ชายคนนั้นไม่เชื่อว่าพวกเราเป็นเจ้าของบ้าน มองคนด้วยสายตาเหยียดหยาม”

            “ลูกคนนี้นี่ พูดอะไรน่ะ”

            เจิ้งอวี้เฟินสอนว่า “ต่อไปก็ต้องเจอกันอีก คุยดีๆ กับเขาเสียหายตรงไหน?”

            ลู่ชิงเหอเบ้ปาก ไม่ได้พูดอะไร

            ลู่เซิ่งไม่ได้กล่าวอะไร ลู่ต้าไห่ขับรถเข้าไปข้างใน

            ไม่นานก็มาถึงหน้าวิลล่าหลังใหม่ แล้วเรียกชายหนุ่มจากโรงศิลปะการต่อสู้ที่นั่งรถอีกคันมาช่วยกันขนของ

            ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้าบ้าน มองไปทางทั้งสองด้าน

            จากทางวิลล่าด้านขวาว่างเปล่า เจ้าของบ้านเหมือนจะไม่อยู่

            วิลล่าด้านซ้าย หญิงวัยสี่สิบกว่าปียืนอยู่ริมหน้าต่างชั้นสอง มองขบวนขนของของพวกเขาครู่หนึ่ง แล้วรีบดึงผ้าม่านลง

            “เสี่ยวเซิ่ง เอาของส่วนตัวของเข้าไปข้างในก่อน จะได้ไม่หายตอนคนอื่นขน”

            ลู่ต้าไห่เรียกเขา ลู่เซิ่งตอบรับ ถอนพลังจิตกลับไม่ได้มองอีก

            ในเวลาเดียวกัน ในวิลล่าด้านซ้ายของบ้านลู่เซิ่ง

            หญิงวัยสี่สิบกว่าปีสวมชุดกระโปรงอยู่บ้านสีขาวเดินกลับมาจากหน้าต่าง สีหน้าดูหงุดหงิดเล็กน้อย

            “ตอนบ่ายจะย้ายบ้านอะไรกัน เสียงดังหนวกหูจริงๆ...”

            “ข้างบ้านมีเพื่อนบ้านใหม่ย้ายมาเหรอ?”

            ชายวัยกลางคนนั่งดูข่าวจากแท็บเล็ตบนโซฟา เงยหน้าขึ้นมองไปที่หน้าต่างแล้วกล่าว “ตอนเย็นจะเข้าไปทักทายหน่อยไหม?”

            หญิงวัยกลางคนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “จะไปก็ไปคนเดียว ฉันไม่อยากคบค้าสมาคมกับคนประเภทนี้ ใส่เสื้อผ้าก็ดูบ้านนอก ฉันว่าราคาบ้านในหัวฝู่ยังถูกเกินไป ต้องขึ้นราคาอีกหลายเท่า จะได้ไม่มีคนมีเงินนิดหน่อยก็เข้ามาอยู่ได้...”

            “คุณนี่นะ...”

            ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วมองเธอแวบหนึ่ง แล้ววางแท็บเล็ตลง กล่าวว่า “ไม่อยากคุยกับคุณแล้ว ผมไปสำนักงานก่อน ท่านนายกเทศมนตรีมีเรื่องให้ไปพบ”

            “ตอนเย็นจะกลับมากินข้าวไหม?”

            “ไม่ละ กลับมาก็คงจะทุ่มกว่าแล้ว”

            “งั้นคุณก็อย่าลืมไปรับลูกด้วย ฉันอยากงีบสักหน่อย”

            ในขณะนั้นเอง เสียงลู่ต้าไห่สั่งการให้คนขนของดังมาจากข้างนอก ผู้หญิงคนนั้นสบถอย่างหงุดหงิด “น่ารำคาญ!”

            ชายวัยกลางคนส่ายหน้า รีบเดินออกจากห้องไป

            ...

            “ในที่สุดก็เสร็จสักที...”

            กว่าจะขนของเสร็จสิ้นก็มืดค่ำแล้ว

            สาเหตุหลักคือบ้านมันใหญ่เกินไป มีสามชั้น ใช้เวลาในการทำความสะอาดนานมาก

            เจิ้งอวี้เฟินไม่อยากจ้างแม่บ้าน เลยลงมือทำเองทุกอย่าง เหนื่อยแทบขาดใจ

            ครอบครัวลู่มองดูวิลล่าขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง สว่างไสว และตกแต่งอย่างสวยงาม ต่างก็เผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา

            วิลล่าทั้งหลังมีทั้งหมดสามชั้น สิบกว่าห้อง ข้างล่างยังมีห้องฝึกศิลปะการต่อสู้ขนาดใหญ่อีกสองห้อง

            ซื้อมาในราคาเจ็ดล้านกว่า แถมยังมีสวนและโรงจอดรถอีกด้วย

            “ในที่สุดฉันก็มีห้องฝึกศิลปะการต่อสู้เป็นของตัวเองแล้ว ฉันต้องรีบไปดู!”

            ลู่ชิงเหอวิ่งลงไปที่ชั้นใต้ดินด้วยความตื่นเต้น

            ลู่ต้าไห่มองด้วยรอยยิ้ม กล่าวกับเจิ้งอวี้เฟิน “รีบไปทำกับข้าวเถอะ ฉันจะเอาผลไม้ไปเยี่ยมเพื่อนบ้านสักหน่อย

            พวกเราเพิ่งมาอยู่ใหม่ ยังไงก็ต้องให้พวกเขาช่วยดูแลกันบ้าง”

            เจิ้งอวี้เฟินตอบตกลง

            “พ่อ ให้ผมไปด้วยไหม”

            ลู่เซิ่งลุกขึ้น

            แต่ลู่ต้าไห่รีบโบกมือ “ไม่ต้อง ไม่ต้อง แกรีบขึ้นไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ให้แกมาขนของครึ่งวันก็เกินไปแล้ว...”

            “ก็ได้ครับ”

            ลู่เซิ่งพยักหน้า ปล่อยให้ลู่ต้าไห่ไป

            เมื่อขึ้นไปข้างบน ลู่เซิ่งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก่อน แล้วส่งข้อความบอกที่อยู่บ้านใหม่ให้เหอหลิงซู่และคนอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่ดี

            แล้วเปิดดูแชทกลุ่มของห้องเรียน

            ตอนนี้ในกลุ่มห้องเรียนมีคนจำนวนมากกำลังเฉลยข้อสอบกันอยู่

            เนื่องจากคะแนนวิชาการมีสัดส่วนไม่มากนัก จึงไม่ได้มีใครรู้สึกว่ามันจะส่งผลต่อสภาพจิตใจ แต่ก็มีทั้งคนสุขและคนเศร้า

            จิตใจของลู่เซิ่งสงบนิ่งอยู่เสมอ

            ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ระดับความแข็งแกร่งของพลังจิตของเขาน่าจะทะลุระดับห้าไปแล้ว แถมยังดูดซับเศษเสี้ยวความทรงจำจำนวนมากในพื้นที่แห่งความฝัน ระดับการพัฒนาสมองยังเหนือกว่านักพลังจิตระดับห้าโดยทั่วไปเสียอีก

            สิ่งที่สะท้อนออกมาในด้านอื่นๆ คือความสามารถในการเรียนรู้ที่ผิดปกติ ความเร็วในการคิดของสมองที่รวดเร็วอย่างมาก ความจำก็ดีจนน่าเหลือเชื่อ

            แถมยังมีการติวเข้มวิชาการตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ลู่เซิ่งคาดการณ์เอาเอง

            ถึงแม้ว่าจะสอบได้ไม่เต็มทุกวิชา แต่การที่ทุกวิชาได้คะแนนเกินหนึ่งร้อยสี่สิบคะแนนขึ้นไปก็คงไม่มีปัญหาอะไร

            “ก็ไม่แปลกใจที่คะแนนวิชาการมีสัดส่วนน้อยมากในคะแนนรวม เมื่อความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้สูงขึ้น การเรียนรู้ความรู้ทางวิชาการก็ง่ายกว่าคนทั่วไปมาก

            คาดว่าปีหน้าสัดส่วนของคะแนนวิชาการคงต้องลดลงอีก...”

            ลู่เซิ่งคิดในใจ

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน